
ผมโดนเพื่อนที่คบกัน 8 ปีหักหลัง เลยตัดสินใจเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ตอน 3
บริเวณที่ผมอยู่เป็นบริเวณชานเมืองที่ไกลออกจากตัวเมืองเล็กน้อย แม้จะมีข้อเสียที่ไม่ค่อยมีร้านค้าให้เลือกมากนัก แต่ก็แลกมาด้วยราคาห้องพักที่ถูกกว่าในเมืองและช่วงเวลากลางคืนยังสงบกว่า ทำให้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น
ปกติแล้วผมมักจะเดินทางไปทำงานโดยใช้รถส่วนตัวเพราะสะดวกกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าที่จอด รวมไปถึงค่าบำรุงรักษา
ทว่า วันนี้เป็นกรณีพิเศษที่ผมดันตื่นเช้ากว่าปกติแถมยังไม่รู้จะทำอะไรคั่นเวลาด้วย
ดังนั้น—ผมเลยตัดสินใจไปทำงานโดยขึ้นรถไฟที่ไม่ได้ขึ้นมานานแทน
ระยะทางจากห้องพักจนถึงสถานีรถไฟถ้าเดินไปก็ประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้ ระหว่างทางมีย่านการค้าขนาดเล็กตั้งเรียงรายอยู่ ร้านค้าต่างๆ เริ่มออกมาเตรียมเปิดร้านกันแล้ว น่าเสียดายที่วันนี้ร้านขนมปังเจ้าประจำของผมยังไม่เปิดขาย พอเดินผ่านร้านที่ว่าเจ้าของร้านก็ออกมาทักทายอย่างเป็นกันเอง
“อ้าว? เจ้าหนุ่มมาซาวันนี้มาแต่เช้าเชียวนะ แล้วรถล่ะ?”
เจ้าของร้านขนมปัง คุณฮิโรชิ ยาเซ็น เป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบปี รูปร่างดี เห็นว่าก่อนหน้าที่จะมาเปิดร้านขนมปังกับภรรยาเคยเป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติมาก่อน
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณยาเซ็น พอดีวันนี้ตื่นเช้าน่ะครับเลยว่าจะเดินไปขึ้นรถไฟแทน”
“แล้วเป็นอะไรล่ะ? มีเรื่องอะไรหนักใจงั้นเหรอ?”
“เอ๊ะ?”
คุณยาเซ็นพูดด้วยน้ำเสียงสดใสไม่ต่างไปจากเดิม ทว่ามีสีหน้าที่จริงจังต่างไปจากปกติที่มักแสดงออกว่าเป็นคนขี้เล่นอยู่เสมอ
“ก็แค่...ยอมรับอะไรหลายๆ อย่างได้แล้วน่ะครับ”
ผมไม่รู้เลยว่าช่วงเวลานั้นผมกำลังมีสีหน้าและน้ำเสียงยังไง แต่พอพูดจบคุณยาเซ็นก็ไม่พูดอะไรเพียงแค่เดินเข้ามาแตะไหล่ผมเบาๆ เท่านั้น
“อะ...หมายความว่าไงเหรอครับ?”
นี่ตัวผมดูหดหู่ขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ? ผ่านไปสักพักคุณยาเซ็นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเมื่อครู่
“ในเมื่อเจ้าหนุ่มมาซาเป็นคนพูดเองว่ายอมรับได้แล้ว ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่ามีเรื่องอะไร เพราะงั้น—”
พูดยังไม่ทันจบคุณยาเซ็นก็ยื่นถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้
“เอานี่ไปกินสิจะได้หายเศร้า”
พูดจบคุณยาเซ็นก็ส่งถุงที่อยู่ในมือมาให้ ภายในมีขนมปังที่น่าจะพึ่งอบเสร็จได้ไม่นานจึงส่งกลิ่นหอมน่ากินออกมา
“นี่คือ…?”
“ขนมปังสูตรใหม่ของร้านเราน่ะ ฉันให้ฟรีเลย”
....มีบางอย่างแปลกๆ
ถึงจะรู้สึกไม่ดีที่ดันสงสัยคนที่ให้กำลังใจตัวเองแบบนี้ แต่สัญชาตญาณของผมกำลังบ่งบอกว่าสิ่งที่อยู่ในถุงนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถกินได้
นอกจากนี้จังหวะมันดีเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ
คุณยาเซ็นที่กำลังเตรียมเปิดร้านอยู่กับผมซึ่งปกติแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเจอกันในช่วงเวลานี้ได้ดันบังเอิญมาเจอกัน แล้วก็บังเอิญให้กำลังใจผมที่ดูเหมือนจะเศร้าอยู่โดยการให้ขนมปังที่บังเอิญถืออยู่พอดีมาให้ผมกินเพื่อที่จะรู้สึกดีขึ้น
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนมันก็เกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญได้
ก่อนอื่นเลย...ทำไมคุณยาเซ็นถึงได้มีถุงใส่ขนมปังอยู่ในมือทั้งที่ยังไม่ได้เปิดร้านอยู่ล่ะ?
“ใครเป็นคนทำขนมปังชิ้นนี้ครับ?”
“...”
คุณยาเซ็นไม่ตอบอะไร เพียงแค่ ‘ยิ้ม’ ให้ผมเท่านั้น
“คุณอายาโกะสินะครับ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โชคดีจังนะเจ้าหนุ่ม ได้กินขนมปังสูตรใหม่ก่อนใครแบบนี้”
ถึงคุณยาเซ็นจะหัวเราะ แต่ผมรู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวไม่ต่างอะไรจากการกลบเกลื่อนความผิด
บางที...เจ้าสิ่งที่อยู่ในถุงนี่อาจอันตรายกว่าที่ผมคิดก็ได้
“นี่คุณคะ! เข้ามาเตรียมร้านได้แล้ว!”
เสียงดังออกมาจากร้านที่ปิดอยู่ เจ้าของเสียงคือภรรยาของคุณยาเซ็น และยังเป็นเจ้าของร้านขนมปัง ‘delight & peace bakery’ คุณฮิโรชิ อายาโกะ เธอเป็นสาวสวยจนไม่อยากเชื่อว่าจะอายุสามสิบห้าปีแล้ว จากที่คุณยาเซ็นเคยเล่าให้ฟังเห็นว่าเธอเป็นแฟนคลับของคุณยาเซ็นตอนช่วงที่เป็นนักกีฬามาก่อน แล้วเริ่มคบหากันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังจากนั้นเธอก็คอยซัพพอร์ตคุณยาเซ็นมาตลอด เธอเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง เว้นแค่เรื่องเดียว—
“เจ้าหนุ่มมาซา ถือว่าช่วยฉันสักครั้งเถอะนะ! ไปแล้วจ้า~เมียจ้า”
คุณยาเซ็นพูดเช่นนั้นก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน
ใช่...มีแค่เรื่องเดียวที่คุณอายาโกะทำไม่ได้ก็คือการทำอาหาร
คุณยาเซ็นเคยบอกว่าสมัยที่คบกันใหม่ๆ เคยต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาการอาหารเป็นพิษหลังจากกินอาหารที่คุณอายาโกะทำมาให้ หลังจากนั้นคุณยาเซ็นก็อาสาเป็นคนทำอาหารเองมาตลอด
โชคยังดีที่คุณอายาโกะยังไม่ออก แต่จะเอาของกินที่ได้มาไปทิ้งก็น่าเสียดาย นอกจากนี้ถึงจะรู้สึกแย่ที่ต้องทำแบบนี้กับคนที่ให้กำลังใจตัวเองเมื่อกี้ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะทำต่อไปนี้มันคือการป้องกันตัว
เพราะงั้น—
“อย่าโกรธกันเลยนะครับ คุณยาเซ็น”
คุณอาจจะชอบ





