
ย้อนเวลาไปในยุค 80 เพื่อร่ำรวย
ตอน 2
เสียงล้อรถบดถนนลูกรังดังสม่ำเสมอในค่ำคืนอันเงียบสงัด ถนนลูกรังคดเคี้ยวทอดข้ามเนินเขาปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม คนขับรถยนต์มุ่งหน้าไปยังจุดหมายท่ามกลางความเงียบไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรู้สึกถึงความผิดปกติจากกระบะหลัง เหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
เจ้าของรถจึงมองกระจกหลังพร้อมกับขมวดคิ้ว และพึมพำกับตัวเองด้วยความแปลกใจ
“นั่นมันอะไรกัน หรือว่าฉันตาฝาด”
คนขับตัดสินใจหยุดรถตรงข้างทางในช่วงที่มีบ้านคนอยู่หลายหลังพอสมควร พอหยุดรถก็เปิดประตูเดินลงไปด้านหลังกระบะในทันที ก่อนจะยกผ้าคลุมสินค้าออก และก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น ทำเอาเจ้าของรถถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือหญิงสาวใบหน้าซีดเซียวที่กำลังนั่งคดตัวซ่อนอยู่ท่ามกลางสิ่งของมากมาย
“เธอเป็นใครกัน! ขึ้นมาอยู่ในรถของฉันได้ยังไง”
ชิงเหม่ยสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจและกลัวมากไม่แพ้กัน ก่อนจะตัดสินใจยกมือขึ้นมาประสานเพื่อขอร้องชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกลัว
“ฉะ ฉันขอโทษ ฉันขอร้อง ได้โปรดอย่าไล่ฉันลงไปเลยนะคะ ฉันไม่มีที่ไปจริง ๆ”
เจ้าของรถมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างระแวง เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ และเขาก็ไม่คุ้นหน้าของเธอมาก่อนเลย ไม่แน่ใจว่าเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันหรือไม่
“ไม่มีที่ไป? เธอรู้ไหมว่าการแอบขึ้นรถคนอื่นมันไม่ดี”
สภาพจิตใจที่กำลังอ่อนแอ ทำให้หยดน้ำตาอุ่น ๆ เอ่อล้นในดวงตา ใบหน้าสวยก้มลงปล่อยให้น้ำตารินไหลลงพื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาของตัวเองปะปนกับความกลัว
“ฉันรู้…แต่ฉันไม่มีทางเลือก ฉันขอร้อง…ได้โปรดเถิด ฮึก”
คนถูกขอร้องนิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง แต่สายตาของหญิงสาวตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังเสียเต็มประดา
“แล้วเธอหนีสิ่งใดมา”
“ฮึก…พ่อกับแม่ต้องการขายฉัน ฉันแค่ต้องการหนีให้พ้น หากคุณไม่ช่วย ฉันคงไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป”
คนฟังถึงกับถอนหายใจหนัก มองหญิงสาวผู้น่าสงสารตรงหน้าด้วยสายตาและความคิดที่ลังเล
“เธอรู้ไหมว่าฉันอาจจะเดือดร้อนถ้าฉันช่วยเธอ”
“ฮือ…ถ้าฉันจะทำให้คุณเดือดร้อน ฮึก…ฉันลงตรงนี้ก็ได้”
“เห้อ!…แต่จะให้ฉันทิ้งเธอไว้แบบนี้ก็ไม่ใช่คนเหมือนกัน”
เจ้าของรถพูดพร้อมกับยื่นมือไปช่วยหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน แม้ว่าจะยังคงระแวง แต่ความเป็นมนุษย์ทำให้เขาตัดสินใจที่จะช่วยเหลือ
“เอาล่ะ เธอไปนั่งด้านหน้ากับฉัน ฉันจะพาเธอไปด้วย แต่พอถึงที่นั่น เธอต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง เข้าใจไหม”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ชิงเหม่ยก็รีบพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว และเช็ดน้ำตาไหลด้วยความโล่งใจ
“ขะ ขอบคุณ ขอบคุณมาก คุณช่วยชีวิตของฉันไว้จริง ๆ”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไปนั่งด้านหน้ารถ ก่อนที่รถยนต์คันนี้จะเคลื่อนตัวต่อไปในความมืดอีกครั้ง พร้อมกับความคิดที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในหัวของคนขับ
‘ฉันคิดถูกหรือเปล่าที่พาเธอมาด้วย แต่จะให้ปล่อยเธอไปแบบนั้น คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับเป็นแน่’
รถยนต์คันใหญ่เคลื่อนตัวเข้าสู่บ้านชั้นเดียวหลังเล็กตั้งอยู่กลางสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ หลังคามุงกระเบื้องดินเผาโค้งเล็กน้อยตามแบบบ้านชาวสวนชนบท ผนังบ้านทำจากอิฐดินโคลนผสมฟางข้าวที่ให้สัมผัสธรรมชาติ สีสันซีดจางไปตามกาลเวลาแต่ยังคงความอบอุ่นและกลิ่นอายของวิถีชีวิตดั้งเดิม
หน้าบ้านมีระเบียงไม้เล็ก ๆ พร้อมเก้าอี้หวายเก่า ๆ ไว้สำหรับนั่งพักผ่อน พื้นดินรอบ ๆ ปูด้วยอิฐแดงหยาบที่ถูกวางอย่างเรียบง่าย สวนรอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ผล ที่กำลังออกผลเต็มต้น กลิ่นหอมหวานของผลไม้และดอกไม้ป่าลอยมาตามลม
“นะ นี่บ้านของคุณเหรอคะ”
“อืม…ลงมาสิ”
อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ราบเรียบ ก่อนจะดับเครื่องแล้วเปิดประตูลงจากรถ ชิงเหม่ยจึงไม่รอช้าที่จะลงตามไป และเดินตามเข้าไปในบ้านอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
เมื่อก้าวเข้าสู่ในบ้าน ภายในแบ่งออกเป็นห้องนอนเล็ก ๆ สามห้องนอน และห้องโถงกลางสำหรับรับประทานอาหาร โต๊ะไม้เตี้ยและเก้าอี้นั่งล้อมรอบเตาไฟดินเผา ที่มุมห้องโถงมีชั้นไม้เรียบง่ายวางแจกันดอกไม้ป่าและภาพวาดน้ำหมึกเก่าที่สะท้อนถึงความสุขสงบของบ้าน
ชิงเหม่ยหันมองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็ก จะเห็นภาพทิวเขาเขียวขจีไกลสุดสายตา พร้อมสายหมอกที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากลำธารเล็ก ๆ ใกล้สวน โดยมีแสงสว่างจากดวงจันทร์และดวงดาว บรรยากาศอบอวลด้วยเสียงจักจั่น เสียงลม และกลิ่นดินที่ชุ่มชื้นจากฝนตกในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ
“…บ้านของน่าอยู่มากเลยค่ะ”
ชิงเหม่ยเอ่ยเสียงสั่น รับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าชายในชุดชาวสวนใส่เสื้อยืดสีเทากางเกงสแล็คสีดำ เสื้อกันหนาวแขนยาว มีหมวกขนสั้นปิดบังความหนาว และรองเท้าหนังหุ้มส้นคล้ายรองเท้าทหารผู้นี้นั้นต้องมีอาชีพเป็นเกษตรกรอย่างแน่นอน ดังนั้นคงเป็นการดี ถ้าเธอจะของานทำและพักอาศัยอยู่ที่นี่ไปก่อน
“เอ่อ…คุณคะ ฉันมีบางอย่างอยากจะขอร้องคุณอีกได้หรือไม่”
“อะไรอีกล่ะ ฉันช่วยพาเธอมาถึงที่บ้านของฉันก็เกินพอแล้วนะ”
เมื่อเจอคำพูดแบบนั้นกลับมา ชิงเหม่ยก็ถึงกับคอตก เอ่ยต่อน้ำเสียงอ่อน
“ฉะ ฉันไม่ได้อยากรบกวนคุณ แต่ฉันขอเพียงงานทำ ไม่ว่าคุณจะให้ฉันทำอะไร ฉันก็ยินดีทำทั้งนั้น”
“งาน? เธอพูดเหมือนคนไม่มีที่ไปจริง ๆ ทั้งที่เธอเองก็มีบ้าน มีพ่อมีแม่”
“ฉันไม่อยากกลับบ้าน ฉันบอกคุณไปแล้วว่าพ่อกับแม่ของฉันกำลังจะบังคับให้ฉันแต่งงานกับชายแก่คนหนึ่งที่ฉันไม่ได้รัก ไม่เคยแม้จะเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ”
“ชายแก่? ทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้นล่ะ พ่อแม่ของเธอควรจะอยากเห็นลูกมีความสุขไม่ใช่เหรอ”
“แต่พวกเขาสนใจเพียงทรัพย์สินเงินทอง คนแก่ผู้นั้นคงจะเป็นเศรษฐีในเมืองใหญ่ และฉันเป็นเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อความมั่งคั่งของครอบครัวเท่านั้น ฉันไม่อยากแต่งงานกับคนที่ฉันไม่ได้รัก ฉันไม่อยากเป็นเหมือนนกในกรงทอง”
เมื่อเขาได้ฟังเรื่องราวที่น่าจะเป็นความจริงจากหญิงสาว ก็ถึงกับถอนหายใจ มองเธอด้วยสายตาที่อ่อนลง
“แล้วเธอคิดว่าการหนีมาแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างนั้นเหรอ ถ้าพวกเขาตามหาเธอพบล่ะ”
“ฉันรู้ว่าฉันหนีไม่ได้ตลอดไป แต่ฉันอยากพยายามสร้างชีวิตด้วยตัวเอง ฉันขอแค่โอกาสได้เริ่มต้นใหม่ แม้จะเป็นงานหนักเพียงใดก็ตาม”
คนที่ถูกขอนิ่งคิด ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะการช่วยเหลือใครสักคนที่หนีออกจากบ้านมานั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไร
“งานน่ะ ฉันพอจะหาให้ได้ แต่ฉันช่วยเธอได้ชั่วคราวเท่านั้น และระหว่างที่เธออยู่ที่นี่ เธอต้องทำตัวให้เรียบร้อย และอย่าทำให้คนในบ้านเดือดร้อน เข้าใจไหม”
“ฉันสัญญา! ฉันจะตั้งใจทำงานและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ขอบคุณคุณมาก คุณช่างมีเมตตาจริง ๆ”
คนใจดีที่ชิงเหม่ยเอ่ยชม ถึงกับถอนหายใจออกมารอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ พร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า
“ฉันน่าจะปล่อยเธอไว้ข้างทางเสียก็ดี แต่ทำไมฉันใจแข็งกับเธอไม่ลงกันนะ”
“คุณคะ”
ระหว่างที่เจ้าของบ้านกำลังจะหันหลังให้กับหญิงสาวเจ้าปัญหานั้น น้ำเสียงใส ๆ ของเธอก็เรียกเอาไว้ ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองเธอด้วยสีหน้าที่เอือมระอา
“มีอะไรอีก”
“คุณชื่อว่าอะไรเหรอคะ”
“…จ้าวฟง”
“จ้าวฟง…ฉันชื่อชิงเหม่ยนะคะ”
“อืม เอาไว้ค่อยคุยกัน ฉันมีงานด่วนที่ต้องจัดการ เสียเวลากับเธอไปมากพอแล้ว”
จ้าวฟงตอบ ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วหันหลังเดินไปนั่งที่โต๊ะกว้างใจกลางบ้าน แล้วเอาเอกสารที่ต้องจัดการออกมาสะสาง
บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสารและตัวอย่างผลไม้สด ชิงเหม่ยที่ยืนอยู่ไม่ห่างเห็นว่าจ้าวฟงดูเอกสารแล้วมีสีหน้าที่เคร่งเครียด แต่เธอก็ทำได้แค่เพียงยืนมองอยู่อย่างเงียบ ๆ มองเขาด้วยสายตาลังเลว่าจะเข้าไปถามดีหรือไม่ แต่ด้วยความที่อยากตอบแทนบุญคุณ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปถาม
“คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ ฉันพอจะช่วยคุณได้บ้างไหม”
จ้าวฟงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เป็นทางยาว บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาที่เขากำลังประสบอยู่นั้นมันน่าหงุดหงิดมากเพียงใด
“ภาษาอังกฤษนี่มันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับฉันเสียจริง ๆ ถ้าฉันพูด อ่าน และเขียนได้คล่อง กิจการคงไปได้ไกลกว่านี้”
“เอ่อ…ฉันพอจะมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษอยู่บ้าง คุณให้ฉันช่วยไหม”
“เธอมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ ตอนที่ฉันอยู่ในเมือง ฉันมีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษจากอาจารย์ชาวต่างชาติ”
จ้าวฟงเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะยุคนี้น้อยคนนักที่จะรู้ภาษาอังกฤษ และยิ่งเธอบอกว่ามาจากครอบครัวที่ยากจนแล้ว ยิ่งไม่น่าเชื่อไปกันใหญ่ แต่ในเมื่อสงสัยก็ต้องมีการพิสูจน์
“งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นลองแปลข้อความนี้ให้ฉันดูหน่อย”
จ้าวฟงส่งกระดาษที่มีข้อความภาษาอังกฤษให้ชิงเหม่ย เธออ่านอย่างตั้งใจและแปลได้อย่างคล่องแคล่ว พิสูจน์ได้อย่างไร้ข้อกังขาว่าเธอนั้นมีความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษจริง ๆ
“อืม…ดูเหมือนเธอจะทำได้จริงๆ นะ ฉันกำลังต้องการคนช่วยอยู่พอดี ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้เธอเป็นผู้ช่วยของฉันก็แล้วกัน”
“จริงเหรอคะ”
“อืม”
“ฉันขอบคุณคุณมาก ฉันดีใจที่สุดเลยค่ะ แล้ว…ฉันสามารถพักอยู่ที่นี่ตลอดในช่วงที่ทำงานให้คุณหรือเปล่าคะ”
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน บ้านฉันมีห้องว่าง เธอก็อยู่ที่นี่ได้ แต่มีข้อแม้นะ”
ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจเมื่ออีกฝ่ายยอมให้เธอพักอาศัยอยู่ที่นี่ระหว่างที่เธอทำงานให้ จากตอนแรกที่ยังไม่ได้ให้ความมั่นใจ ชิงเหม่ยจึงรีบตอบตกลงด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“ได้ค่ะ ไม่ว่าคุณจะตั้งข้อแม้อะไร ฉันยินดีจะทำตามทุกอย่าง!”
“ข้อแม้ก็ง่าย ๆ อย่างที่ฉันบอก อย่าสร้างความวุ่นวาย และห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน แต่ที่สำคัญคือต้องช่วยงานฉันอย่างเต็มที่และตั้งใจจริง ๆ”
ชิงเหม่ยพยักหน้าแรง ๆ เป็นการยืนยันว่าเธอจะรักษาสัญญาอย่างแน่นอน
“ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานและไม่สร้างปัญหาให้คุณอย่างเด็ดขาด”
“อืม…ถ้าอย่างนั้นก็ตามที่ตกลง พรุ่งนี้เริ่มงานเลยก็แล้วกัน ฉันจะพาเธอไปดูโกดังสินค้าและช่วยประสานงานกับลูกค้าชาวต่างชาติ”
“ได้เลยค่ะ”
ชิงเหม่ยมองจ้าวฟงด้วยสายตาที่ซาบซึ้ง ขณะที่เขากลับไปสนใจเอกสารต่อ บรรยากาศระหว่างพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจกันและกัน
คุณอาจจะชอบ





