
ย้อนเวลาไปในยุค 80 เพื่อร่ำรวย
ตอน 3
…แสงตะวันอ่อน ๆ ส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าที่มีรอยแตกเข้ามากระทบเปลือกตาบางจนทำให้ชิงเหม่ยต้องตื่นและลุกขึ้นจากที่นอนเรียบง่าย เธอขยับตัวเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความปวดเมื่อย ก่อนจะเปิดประตูออกมาแล้วพบกับเด็กสองคนกำลังนั่งกอดเข่าชิดกำแพงมุมห้องอยู่ข้างกัน
ซึ่งเด็กทั้งสองเป็นเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายตัวเล็ก มีสภาพที่แทบจะดูไม่ได้ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและดิน ใบหน้าและมือมีรอยเปื้อนชัดเจน ผมยุ่งเหยิงจนจับเป็นกระจุก และในตอนนี้เด็กน้อยทั้งคู่กำลังลอบมองชิงเหม่ยด้วยสายตาระแวง
ชิงเหม่ยจึงหยุดมองด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“พวกหนูสองคนเป็นใครกันหรือ”
เด็กผู้หญิงชะงักไป แต่ก็ยอมตอบเบา ๆ
“…หนูชื่อไฉหง นี่พี่ชายของหนูชื่อว่าพี่อันอัน”
เมื่อได้รู้ชื่อของเด็กทั้งสอง ชิงเหม่ยก็พยักหน้าช้า ๆ ขณะที่ดวงตาหันไปมองเด็กผู้ชายที่ยังไม่ยอมพูด
“ทำไมพวกหนูถึงอยู่ในสภาพนี้ล่ะ ไม่ได้อาบน้ำมานานเท่าไรแล้วเนี่ย”
ไฉหงหลุบตาลงเหมือนไม่กล้าสบสายตา ก่อนตอบเสียงแผ่ว ๆ
“พวกเราไม่ค่อยมีเสื้อผ้าที่สะอาด”
หัวใจของชิงเหม่ยกระตุกเมื่อได้ยินคำตอบจากหนูน้อย และเธอก็รู้สึกสงสารจนจับใจ
“แล้วพวกหนูกินข้าวหรือยังจ๊ะ”
“...เมื่อวานมีแต่ผักที่เหลืออยู่เล็กน้อย ป้าเผยจึงนำเอามาทำอาหารให้พวกเรากิน”
ไฉหงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเศร้า ๆ แล้วตอบออกมาขณะที่ก้มหน้ากอดพี่ชายเอาไว้แน่น
“เดี๋ยวพี่จะต้มน้ำให้อาบ และหาเสื้อผ้าให้พวกหนูเปลี่ยน หลังจากนั้นเราจะกินข้าวด้วยกัน พวกหนูรออยู่ตรงนี้นะ พี่จะไปต้มน้ำก่อน”
“แล้วพี่เป็นใครเหรอ”
“พี่ชื่อว่าชิงเหม่ย พี่มาทำงานให้กับเจ้าของบ้านหลังนี้ เอ่อ…ว่าแต่พวกหนูเป็นลูกของคุณจ้าวฟงเหรอ”
เด็กทั้งสองพยักหน้าพร้อมกันแทนคำตอบ ทำเอาชิงเหม่ยนึกมองจ้าวฟงเปลี่ยนไป ว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้ลูกทั้งสองคนของตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งผอมทั้งมอมแมม
ชิงเหม่ยหยุดความคิดเอาไว้ก่อน แล้วหันไปเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทั้งสองอย่างตั้งใจ แม้ยังไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังของพวกเขา แต่เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่เธอควรต้องค้นหาเกี่ยวกับเด็กสองคนนี้ในไม่ช้า
หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กน้อยทั้งสองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชิงเหม่ยก็เดินไปที่ครัวเล็ก ๆ ของบ้าน เธอพบเพียงโต๊ะไม้เก่าตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีเพียงชามผักต้มที่เหลืออยู่ครึ่งชาม น้ำในชามเริ่มเย็นชืดจนมีคราบไขมันลอยอยู่เบาบางข้าง ๆ มีถ้วยข้าวเปล่าที่มีเศษข้าวแห้งติดอยู่
ชิงเหม่ยหันกลับไปมองร่างเล็กของทั้งไฉหงและอันอันที่ดูซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลารา ผิวพวกเขาซีดเซียวจนเธออดสงสารไม่ได้ ชิงเหม่ยขมวดคิ้ว เธอนั่งลงข้างโต๊ะ มองชามผักที่แทบไม่มีคุณค่าทางอาหารเพียงพอ แล้วหันไปถามเด็กน้อยผู้น่าสงสาร
“พวกหนูกินแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว”
“หลายวันแล้ว บางวันก็ไม่มีอะไรเลย”
ไฉหงนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตอบเสียงแผ่ว ส่วนอันอันยังคงนั่งนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองชิงเหม่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ เป็นประโยคยาว
“อาหารดี ๆ มีไม่บ่อยครั้งนัก ถ้าวันไหนมีผมก็มักจะแบ่งให้น้องได้กินก่อนเสมอ”
ชิงเหม่ยได้ยินดังนั้น ใจยิ่งปวดร้าว เธอเดินไปลูบหัวทั้งสองคนเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“พวกหนูไม่ควรต้องลำบากถึงเพียงนี้ ต่อไปพี่จะดูแลพวกหนูเอง ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว”
ดวงตาของไฉหงสั่นไหว แต่เธอเม้มปากแน่นเหมือนไม่กล้าปล่อยโฮออกมา ชิงเหม่ยยิ้มอ่อนโยนพลางลุกขึ้น
“พี่จะไปทำอาหารมาให้ใหม่ วันนี้หนูสองคนต้องได้กินให้อิ่ม พี่จะไม่ยอมให้ใครต้องหิวอีกต่อไป”
พูดจบ ชิงเหม่ยก็ก้าวเดินไปในครัวด้วยความมุ่งมั่น ทิ้งสองเด็กไว้กับความอบอุ่นที่เริ่มแผ่เข้ามาในหัวใจของพวกเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา
เวลาผ่านไปสักพักชิงเหม่ยยกถ้วยข้าวต้มร้อน ๆ พร้อมไข่ต้มและผักสดวางลงบนโต๊ะอย่างประณีต ไฉหงกับอันอันนั่งจ้องอาหารตรงหน้าด้วยแววตาตื่นเต้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวต้มทำให้ท้องที่ว่างเปล่าของพวกเขาเริ่มร้องประท้วง
“กินสิ พวกหนูต้องกินให้อิ่ม”
ชิงเหม่ยพูดพลางยิ้มอ่อนโยน เด็กทั้งสองก็เริ่มหยิบช้อนอย่างลังเล แต่ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงแหลมสูงของหญิงวัยกลางคน
“นี่เธอเป็นใครกัน!”
หญิงวัยกลางคนผู้นั้นก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอจ้องชิงเหม่ยราวกับจะเผาผลาญให้มอดไหม้ ทำเอาชิงเหม่ยต้องรีบแนะนำตัวเองออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะไม่รู้ว่าหญิงผู้นี้เกี่ยวข้องอะไรกับจ้าวฟง
“ฉะ ฉันมาทำงานให้กับเจ้าของบ้านหลังนี้ เขาก็เลยให้ฉันพักอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยค่ะ”
“แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมายุ่งวุ่นวายกับเด็กสองคนนี้ หึ! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเธอต้องการอะไร”
ป้าถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนหันไปมองไฉหงกับอันอัน
“ไฉหง อันอัน เจ้าสองคนอย่าไปหลงกลผู้หญิงคนนี้อย่างเด็ดขาด เธอไม่ได้หวังดีกับพวกเจ้าจริง ๆ เธอก็แค่มาที่นี่เพื่อหวังจะเป็นเมียของพ่อพวกเจ้า”
ไฉหงกับอันอันชะงัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน ส่วนชิงเหม่ยเองก็ตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับป้าเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง
“ฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ป้าพูดเลยนะ ฉันมาที่นี่เพื่อมาทำงานจริง ๆ และฉันก็เห็นว่าเด็ก ๆ สมควรได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้”
“เธอไม่ต้องมาทำเป็นคนดี! ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ เธอก็แค่ต้องการสร้างความดีความชอบเพื่อให้จ้าวฟงสนใจในตัวเธอ แล้วทิ้งเด็กสองคนนี้ไป ฉันเห็นมานักต่อนักแล้วผู้หญิงแบบเธอ”
ป้าแค่นเสียงพ่นคำดูถูกออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ คำพูดของเธอเหมือนเข็มแหลมที่แทงเข้าไปในจิตใจของเด็ก ๆ ไฉหงเงยหน้าขึ้นมองชิงเหม่ย ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลและหวาดกลัว
ชิงเหม่ยรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันไม่รู้ว่าป้ามีปัญหาอะไรกับฉัน แต่ฉันขอยืนยันว่าฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ป้าพูด และที่ฉันทำไปก็เพื่อช่วยไฉหงกับอันอันก็เท่านั้น”
“ช่วย? หึ! เธอไม่ใช่คนในครอบครัวนี้ จะมาช่วยอะไรได้”
ป้าแค่นหัวเราะ พลางดึงมือไฉหงและอันอันให้ลุกขึ้น
“ไป! ไปกับป้า อย่าไปยุ่งกับเธอคนนี้อีก!”
ไฉหงลังเลแต่ก็ยอมเดินตามไปพร้อมอันอันที่มองกลับมาทางชิงเหม่ยด้วยสายตาเศร้า ๆ
ชิงเหม่ยมองทั้งสามคนเดินหายไปในมุมบ้าน เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเป็นทางยาว พลางคิดในใจว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติเป็นแน่ แล้วทำไมจ้าวฟงถึงปล่อยให้ลูก ๆ ของตนเองอยู่กับคนที่ใจร้ายเช่นนี้ หรือว่าแท้จริงแล้วจ้าวฟงก็ไม่ใช่คนดีอย่างที่เธอคิด
ยามดึกสงัด บ้านทั้งหลังเงียบงัน ชิงเหม่ยรวบรวมความกล้าเพื่อเดินไปเคาะประตูห้องของจ้าวฟง เพราะวันนี้ทั้งวันเธอแทบจะไม่เป็นอันทำงาน อยากจะถามเรื่องที่เจอในตอนเช้าใจจะขาด แต่ก็พยายามเก็บงำความสงสัยเอาไว้ก่อน เพื่อตั้งใจทำงานวันแรกให้ดี
ก๊อก! ก๊อก!
“ใคร”
“ฉันเอง…ชิงเหม่ย”
“เข้ามาได้”
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ชิงเหม่ยก็เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้อง ก็พบกับจ้าวฟงที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใบหน้าดูอ่อนล้าจากการอ่านเอกสารกองโต เขาเงยหน้ามองชิงเหม่ย ดวงตาคมกริบแฝงด้วยความสงสัย
“เธอมีเรื่องอะไร ถึงมาหาฉันในเวลานี้”
ชิงเหม่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดเรื่องที่เจอเมื่อเช้าออกไป
“ฉันมีเรื่องที่ต้องพูดกับคุณเกี่ยวกับไฉหงและอันอัน”
“เธอเจอเด็กสองคนนั้นแล้วเหรอ”
“ใช่ค่ะ ฉันเจอพวกเขาเมื่อเช้า และก็เจอป้า…”
“ป้าเผย”
“อ๋อ…ใช่ค่ะป้าเผย”
“แล้วยังไงต่อ”
“…ฉันไม่รู้ว่าฉันจะจุ้นจ้านมากเกินไปหรือไม่ แต่ฉันคงไม่สบายใจถ้าไม่ได้พูด คือ…ฉันไม่แน่ใจว่าคุณมีความเกี่ยวข้องอะไรกับป้าเผย ไว้ใจป้าเผยให้ดูแลลูกของคุณมากแค่ไหน แต่ฉันสังเกตเห็นว่าเด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากได้รับการดูแลที่ดี”
“เธอหมายความว่าอย่างไร”
“พวกเขาสกปรก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และอาหารที่กินมีแค่ผักต้ม บางวันอาจไม่มีแม้แต่ข้าวได้กิน เพราะร่างกายผอมบางมาก ฉันสงสัยว่าป้าเผยอาจไม่ได้ดูแลพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น”
ชิงเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ส่วนจ้าวฟงก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน
“เธอคงไม่รู้ว่าป้าเผยเป็นใคร ป้าเผยเป็นญาติที่สนิทที่สุดของครอบครัวเรา หลังจากที่แม่ของเด็ก ๆ เสีย ป้าเผยก็เป็นคนเดียวที่ยอมเสียสละมาดูแลไฉหงและอันอัน”
“แต่...ฉันเห็นด้วยตาตัวเองว่าเด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่ยากจะทน พวกเขาผอมจนแทบจะล้ม ถ้าป้าเผยดูแลดีจริง เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น”
“ฉันรู้ว่าเธอหวังดี แต่เธอมาอยู่ที่นี่แค่เพียงวันเดียวจะไปรู้อะไร ป้าเผยเป็นคนที่ลำบากมามากเพราะต้องดูแลเด็กสองคนตามลำพัง ฉันเองทำงานจนไม่มีเวลา ถ้าไม่ได้ป้าเผยฉันก็คงแย่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่อยากให้ป้าเผยต้องลำบากใจเพราะคำพูดของเธอ”
ถึงแม้ว่าจ้าวฟงจะพูดอย่างนั้น แต่ชิงเหม่ยก็ยังไม่มั่นใจในตัวของป้าเผยอยู่ดี เธอจ้องมองเขาโดยที่ในใจของเธอหนักอึ้ง
“…แต่ว่าเด็ก ๆ อาจจะไม่กล้าพูดเพราะกลัวป้าเผยก็ได้ คุณลองคิดดูว่าพวกเขาอยู่กับป้าเผยในสภาพนี้ได้อย่างไร”
จ้าวฟงยกมือขึ้นราวกับจะขอให้ชิงเหม่ยหยุดพร้อมกับกล่าวถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่ายเต็มทน
“พอเถอะ ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา เธอควรเลิกสงสัยในตัวของป้าเผย ป้าเผยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ และฉันเชื่อใจป้าเผยมาก”
ชิงเหม่ยเม้มปากแน่น ใจเธอปั่นป่วนไปด้วยความคับข้องใจ อย่างไรเธอก็มั่นใจว่าป้าเผยดูแลเด็กได้ไม่ดีพอ
“หากคุณไม่ต้องการที่จะจัดการเรื่องนี้ ฉันก็จะไม่พูดอีก แต่ฉันขอยืนยันว่าเด็ก ๆ ต้องได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้”
พูดจบ ชิงเหม่ยก็มองจ้าวฟงอย่างผิดหวัง ก่อนจะถอนหายใจเป็นทางยาวออกมาแล้วเดินออกจากห้องไป ในใจเธอรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่เรื่องปกติ เธอจะไม่หยุดค้นหาความจริง แม้ว่าจ้าวฟงจะขอให้เธอเงียบก็ตาม
คุณอาจจะชอบ





