ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ย้อนเวลาไปในยุค 80 เพื่อร่ำรวย

ย้อนเวลาไปในยุค 80 เพื่อร่ำรวย

ร่วมย้อนเวลากลับสู่ทศวรรษ 80 ไปกับเรื่องราวสุดเข้มข้นของการสร้างตัวจากศูนย์สู่ความมั่งคั่ง พบกับกลยุทธ์การทำธุรกิจและโอกาสทองในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง พลิกชีวิตด้วยความรู้จากอนาคตเพื่อก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล มาติดตามกันว่าการย้อนอดีตครั้งนี้จะเปลี่ยนโชคชะตาให้ร่ำรวยมหาศาลได้อย่างไรในเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทายและสีสันของยุค 80 อันน่าประทับใจ
ตอน
แชร์

ตอน 3

…แสงตะวันอ่อน ๆ ส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าที่มีรอยแตกเข้ามากระทบเปลือกตาบางจนทำให้ชิงเหม่ยต้องตื่นและลุกขึ้นจากที่นอนเรียบง่าย เธอขยับตัวเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความปวดเมื่อย ก่อนจะเปิดประตูออกมาแล้วพบกับเด็กสองคนกำลังนั่งกอดเข่าชิดกำแพงมุมห้องอยู่ข้างกัน

ซึ่งเด็กทั้งสองเป็นเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายตัวเล็ก มีสภาพที่แทบจะดูไม่ได้ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและดิน ใบหน้าและมือมีรอยเปื้อนชัดเจน ผมยุ่งเหยิงจนจับเป็นกระจุก และในตอนนี้เด็กน้อยทั้งคู่กำลังลอบมองชิงเหม่ยด้วยสายตาระแวง

ชิงเหม่ยจึงหยุดมองด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

“พวกหนูสองคนเป็นใครกันหรือ”

เด็กผู้หญิงชะงักไป แต่ก็ยอมตอบเบา ๆ

“…หนูชื่อไฉหง นี่พี่ชายของหนูชื่อว่าพี่อันอัน”

เมื่อได้รู้ชื่อของเด็กทั้งสอง ชิงเหม่ยก็พยักหน้าช้า ๆ ขณะที่ดวงตาหันไปมองเด็กผู้ชายที่ยังไม่ยอมพูด

“ทำไมพวกหนูถึงอยู่ในสภาพนี้ล่ะ ไม่ได้อาบน้ำมานานเท่าไรแล้วเนี่ย”

ไฉหงหลุบตาลงเหมือนไม่กล้าสบสายตา ก่อนตอบเสียงแผ่ว ๆ

“พวกเราไม่ค่อยมีเสื้อผ้าที่สะอาด”

หัวใจของชิงเหม่ยกระตุกเมื่อได้ยินคำตอบจากหนูน้อย และเธอก็รู้สึกสงสารจนจับใจ

“แล้วพวกหนูกินข้าวหรือยังจ๊ะ”

“...เมื่อวานมีแต่ผักที่เหลืออยู่เล็กน้อย ป้าเผยจึงนำเอามาทำอาหารให้พวกเรากิน”

ไฉหงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเศร้า ๆ แล้วตอบออกมาขณะที่ก้มหน้ากอดพี่ชายเอาไว้แน่น

“เดี๋ยวพี่จะต้มน้ำให้อาบ และหาเสื้อผ้าให้พวกหนูเปลี่ยน หลังจากนั้นเราจะกินข้าวด้วยกัน พวกหนูรออยู่ตรงนี้นะ พี่จะไปต้มน้ำก่อน”

“แล้วพี่เป็นใครเหรอ”

“พี่ชื่อว่าชิงเหม่ย พี่มาทำงานให้กับเจ้าของบ้านหลังนี้ เอ่อ…ว่าแต่พวกหนูเป็นลูกของคุณจ้าวฟงเหรอ”

เด็กทั้งสองพยักหน้าพร้อมกันแทนคำตอบ ทำเอาชิงเหม่ยนึกมองจ้าวฟงเปลี่ยนไป ว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้ลูกทั้งสองคนของตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งผอมทั้งมอมแมม

ชิงเหม่ยหยุดความคิดเอาไว้ก่อน แล้วหันไปเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทั้งสองอย่างตั้งใจ แม้ยังไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังของพวกเขา แต่เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่เธอควรต้องค้นหาเกี่ยวกับเด็กสองคนนี้ในไม่ช้า

หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กน้อยทั้งสองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชิงเหม่ยก็เดินไปที่ครัวเล็ก ๆ ของบ้าน เธอพบเพียงโต๊ะไม้เก่าตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีเพียงชามผักต้มที่เหลืออยู่ครึ่งชาม น้ำในชามเริ่มเย็นชืดจนมีคราบไขมันลอยอยู่เบาบางข้าง ๆ มีถ้วยข้าวเปล่าที่มีเศษข้าวแห้งติดอยู่

ชิงเหม่ยหันกลับไปมองร่างเล็กของทั้งไฉหงและอันอันที่ดูซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลารา ผิวพวกเขาซีดเซียวจนเธออดสงสารไม่ได้ ชิงเหม่ยขมวดคิ้ว เธอนั่งลงข้างโต๊ะ มองชามผักที่แทบไม่มีคุณค่าทางอาหารเพียงพอ แล้วหันไปถามเด็กน้อยผู้น่าสงสาร

“พวกหนูกินแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว”

“หลายวันแล้ว บางวันก็ไม่มีอะไรเลย”

ไฉหงนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตอบเสียงแผ่ว ส่วนอันอันยังคงนั่งนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองชิงเหม่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ เป็นประโยคยาว

“อาหารดี ๆ มีไม่บ่อยครั้งนัก ถ้าวันไหนมีผมก็มักจะแบ่งให้น้องได้กินก่อนเสมอ”

ชิงเหม่ยได้ยินดังนั้น ใจยิ่งปวดร้าว เธอเดินไปลูบหัวทั้งสองคนเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู

“พวกหนูไม่ควรต้องลำบากถึงเพียงนี้ ต่อไปพี่จะดูแลพวกหนูเอง ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว”

ดวงตาของไฉหงสั่นไหว แต่เธอเม้มปากแน่นเหมือนไม่กล้าปล่อยโฮออกมา ชิงเหม่ยยิ้มอ่อนโยนพลางลุกขึ้น

“พี่จะไปทำอาหารมาให้ใหม่ วันนี้หนูสองคนต้องได้กินให้อิ่ม พี่จะไม่ยอมให้ใครต้องหิวอีกต่อไป”

พูดจบ ชิงเหม่ยก็ก้าวเดินไปในครัวด้วยความมุ่งมั่น ทิ้งสองเด็กไว้กับความอบอุ่นที่เริ่มแผ่เข้ามาในหัวใจของพวกเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา

เวลาผ่านไปสักพักชิงเหม่ยยกถ้วยข้าวต้มร้อน ๆ พร้อมไข่ต้มและผักสดวางลงบนโต๊ะอย่างประณีต ไฉหงกับอันอันนั่งจ้องอาหารตรงหน้าด้วยแววตาตื่นเต้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวต้มทำให้ท้องที่ว่างเปล่าของพวกเขาเริ่มร้องประท้วง

“กินสิ พวกหนูต้องกินให้อิ่ม”

ชิงเหม่ยพูดพลางยิ้มอ่อนโยน เด็กทั้งสองก็เริ่มหยิบช้อนอย่างลังเล แต่ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงแหลมสูงของหญิงวัยกลางคน

“นี่เธอเป็นใครกัน!”

หญิงวัยกลางคนผู้นั้นก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอจ้องชิงเหม่ยราวกับจะเผาผลาญให้มอดไหม้ ทำเอาชิงเหม่ยต้องรีบแนะนำตัวเองออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะไม่รู้ว่าหญิงผู้นี้เกี่ยวข้องอะไรกับจ้าวฟง

“ฉะ ฉันมาทำงานให้กับเจ้าของบ้านหลังนี้ เขาก็เลยให้ฉันพักอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยค่ะ”

“แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมายุ่งวุ่นวายกับเด็กสองคนนี้ หึ! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเธอต้องการอะไร”

ป้าถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนหันไปมองไฉหงกับอันอัน

“ไฉหง อันอัน เจ้าสองคนอย่าไปหลงกลผู้หญิงคนนี้อย่างเด็ดขาด เธอไม่ได้หวังดีกับพวกเจ้าจริง ๆ เธอก็แค่มาที่นี่เพื่อหวังจะเป็นเมียของพ่อพวกเจ้า”

ไฉหงกับอันอันชะงัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน ส่วนชิงเหม่ยเองก็ตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับป้าเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง

“ฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ป้าพูดเลยนะ ฉันมาที่นี่เพื่อมาทำงานจริง ๆ และฉันก็เห็นว่าเด็ก ๆ สมควรได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้”

“เธอไม่ต้องมาทำเป็นคนดี! ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ เธอก็แค่ต้องการสร้างความดีความชอบเพื่อให้จ้าวฟงสนใจในตัวเธอ แล้วทิ้งเด็กสองคนนี้ไป ฉันเห็นมานักต่อนักแล้วผู้หญิงแบบเธอ”

ป้าแค่นเสียงพ่นคำดูถูกออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ คำพูดของเธอเหมือนเข็มแหลมที่แทงเข้าไปในจิตใจของเด็ก ๆ ไฉหงเงยหน้าขึ้นมองชิงเหม่ย ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลและหวาดกลัว

ชิงเหม่ยรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ฉันไม่รู้ว่าป้ามีปัญหาอะไรกับฉัน แต่ฉันขอยืนยันว่าฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ป้าพูด และที่ฉันทำไปก็เพื่อช่วยไฉหงกับอันอันก็เท่านั้น”

“ช่วย? หึ! เธอไม่ใช่คนในครอบครัวนี้ จะมาช่วยอะไรได้”

ป้าแค่นหัวเราะ พลางดึงมือไฉหงและอันอันให้ลุกขึ้น

“ไป! ไปกับป้า อย่าไปยุ่งกับเธอคนนี้อีก!”

ไฉหงลังเลแต่ก็ยอมเดินตามไปพร้อมอันอันที่มองกลับมาทางชิงเหม่ยด้วยสายตาเศร้า ๆ

ชิงเหม่ยมองทั้งสามคนเดินหายไปในมุมบ้าน เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเป็นทางยาว พลางคิดในใจว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติเป็นแน่ แล้วทำไมจ้าวฟงถึงปล่อยให้ลูก ๆ ของตนเองอยู่กับคนที่ใจร้ายเช่นนี้ หรือว่าแท้จริงแล้วจ้าวฟงก็ไม่ใช่คนดีอย่างที่เธอคิด

ยามดึกสงัด บ้านทั้งหลังเงียบงัน ชิงเหม่ยรวบรวมความกล้าเพื่อเดินไปเคาะประตูห้องของจ้าวฟง เพราะวันนี้ทั้งวันเธอแทบจะไม่เป็นอันทำงาน อยากจะถามเรื่องที่เจอในตอนเช้าใจจะขาด แต่ก็พยายามเก็บงำความสงสัยเอาไว้ก่อน เพื่อตั้งใจทำงานวันแรกให้ดี

ก๊อก! ก๊อก!

“ใคร”

“ฉันเอง…ชิงเหม่ย”

“เข้ามาได้”

เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ชิงเหม่ยก็เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้อง ก็พบกับจ้าวฟงที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใบหน้าดูอ่อนล้าจากการอ่านเอกสารกองโต เขาเงยหน้ามองชิงเหม่ย ดวงตาคมกริบแฝงด้วยความสงสัย

“เธอมีเรื่องอะไร ถึงมาหาฉันในเวลานี้”

ชิงเหม่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดเรื่องที่เจอเมื่อเช้าออกไป

“ฉันมีเรื่องที่ต้องพูดกับคุณเกี่ยวกับไฉหงและอันอัน”

“เธอเจอเด็กสองคนนั้นแล้วเหรอ”

“ใช่ค่ะ ฉันเจอพวกเขาเมื่อเช้า และก็เจอป้า…”

“ป้าเผย”

“อ๋อ…ใช่ค่ะป้าเผย”

“แล้วยังไงต่อ”

“…ฉันไม่รู้ว่าฉันจะจุ้นจ้านมากเกินไปหรือไม่ แต่ฉันคงไม่สบายใจถ้าไม่ได้พูด คือ…ฉันไม่แน่ใจว่าคุณมีความเกี่ยวข้องอะไรกับป้าเผย ไว้ใจป้าเผยให้ดูแลลูกของคุณมากแค่ไหน แต่ฉันสังเกตเห็นว่าเด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากได้รับการดูแลที่ดี”

“เธอหมายความว่าอย่างไร”

“พวกเขาสกปรก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และอาหารที่กินมีแค่ผักต้ม บางวันอาจไม่มีแม้แต่ข้าวได้กิน เพราะร่างกายผอมบางมาก ฉันสงสัยว่าป้าเผยอาจไม่ได้ดูแลพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น”

ชิงเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ส่วนจ้าวฟงก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน

“เธอคงไม่รู้ว่าป้าเผยเป็นใคร ป้าเผยเป็นญาติที่สนิทที่สุดของครอบครัวเรา หลังจากที่แม่ของเด็ก ๆ เสีย ป้าเผยก็เป็นคนเดียวที่ยอมเสียสละมาดูแลไฉหงและอันอัน”

“แต่...ฉันเห็นด้วยตาตัวเองว่าเด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่ยากจะทน พวกเขาผอมจนแทบจะล้ม ถ้าป้าเผยดูแลดีจริง เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น”

“ฉันรู้ว่าเธอหวังดี แต่เธอมาอยู่ที่นี่แค่เพียงวันเดียวจะไปรู้อะไร ป้าเผยเป็นคนที่ลำบากมามากเพราะต้องดูแลเด็กสองคนตามลำพัง ฉันเองทำงานจนไม่มีเวลา ถ้าไม่ได้ป้าเผยฉันก็คงแย่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่อยากให้ป้าเผยต้องลำบากใจเพราะคำพูดของเธอ”

ถึงแม้ว่าจ้าวฟงจะพูดอย่างนั้น แต่ชิงเหม่ยก็ยังไม่มั่นใจในตัวของป้าเผยอยู่ดี เธอจ้องมองเขาโดยที่ในใจของเธอหนักอึ้ง

“…แต่ว่าเด็ก ๆ อาจจะไม่กล้าพูดเพราะกลัวป้าเผยก็ได้ คุณลองคิดดูว่าพวกเขาอยู่กับป้าเผยในสภาพนี้ได้อย่างไร”

จ้าวฟงยกมือขึ้นราวกับจะขอให้ชิงเหม่ยหยุดพร้อมกับกล่าวถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่ายเต็มทน

“พอเถอะ ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา เธอควรเลิกสงสัยในตัวของป้าเผย ป้าเผยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ และฉันเชื่อใจป้าเผยมาก”

ชิงเหม่ยเม้มปากแน่น ใจเธอปั่นป่วนไปด้วยความคับข้องใจ อย่างไรเธอก็มั่นใจว่าป้าเผยดูแลเด็กได้ไม่ดีพอ

“หากคุณไม่ต้องการที่จะจัดการเรื่องนี้ ฉันก็จะไม่พูดอีก แต่ฉันขอยืนยันว่าเด็ก ๆ ต้องได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้”

พูดจบ ชิงเหม่ยก็มองจ้าวฟงอย่างผิดหวัง ก่อนจะถอนหายใจเป็นทางยาวออกมาแล้วเดินออกจากห้องไป ในใจเธอรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่เรื่องปกติ เธอจะไม่หยุดค้นหาความจริง แม้ว่าจ้าวฟงจะขอให้เธอเงียบก็ตาม

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติมาพบรักพระรอง
8.0
ลี่ถัง สาวผู้คลั่งไคล้อนิเมะดันหลุดเข้าไปในร่างของ ซูหนี่ว์ นางร้ายเศรษฐีนีที่เอาแต่ตามตื๊อพระเอกอย่าง จางหย่ง จนเสียศักดิ์ศรี ทั้งที่เธอมีทุกอย่างเพียบพร้อมและมีพระรองแสนดีอยู่ข้างกายแท้ๆ เมื่อได้รับโอกาสมีชีวิตใหม่ในโลกการ์ตูน ลี่ถังจึงตั้งมั่นว่าจะไม่ยอมเดินตามรอยเดิมที่แสนโง่เขลา เธอตัดสินใจประกาศกร้าวว่าจะเขี่ยพระเอกทิ้งไปให้พ้นทาง แล้วหันมาคว้าหัวใจพระรองสุดหล่อผู้แสนอบอุ่นแทน เพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของนางร้ายให้มีความสุขในแบบที่เธอต้องการ
หน้าปกนวนิยาย แวมไพร์พี่เลี้ยงเด็ก
8.0
ฉู่หลิง แวมไพร์จากอนาคตถูกส่งตัวย้อนอดีตสู่แคว้นต้าหยวนหลังการทดลองเปลี่ยนแวมไพร์ให้เป็นมนุษย์ นางต้องสูญเสียพลังและเผชิญความหิวโหยท่ามกลางกลุ่มเด็กกำพร้าในหอนางโลมร้าง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องอดทนเป็นมนุษย์นานถึง 3 ปีเพื่อรอพลังกลับคืนมา แผนการสร้างกองทัพแวมไพร์จึงเริ่มจากการเลี้ยงดูเด็กเหล่านี้ แต่ชีวิตกลับพลิกผันเมื่อนางต้องขายซาลาเปาประทังชีวิตและรับมือกับโจวเฉิง ผู้นำหน่วยตรวจการผู้กุมอำนาจลับที่เข้ามาแทรกแซง ท่ามกลางอุปสรรคที่ถาโถม นางจะปกป้องแหล่งอาหารและทวงคืนความยิ่งใหญ่ได้สำเร็จหรือไม่
หน้าปกนวนิยาย คู่แท้ที่ถูกลบเลือน ของ ราชาอัลฟ่า
9.7
อัลฟ่าเลียมเคยนิยามความรักของเราว่าพรจากเทพีจันทรา แต่ความจริงกลับพังทลายเมื่อฉันพบว่าเขานอกใจและกำลังจะมีลูกกับเมียน้อย แถมยังยกย่องหล่อนเป็นราชินีต่อหน้าทุกคน ยิ่งเจ็บปวดเมื่อเห็นสร้อยศักดิ์สิทธิ์ของฉันไปอยู่บนคอคนอื่น ท่ามกลางคำนินทาของฝูงที่มองว่าฉันเป็นส่วนเกิน ในวันครบรอบแต่งงานฉันจึงตัดสินใจมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายเป็นใบหย่าพร้อมการปฏิเสธพันธะคู่แท้อย่างเป็นทางการ ก่อนจะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังและหายตัวไปตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย เสวี่ยอี้ หมอยาสาวเจ้าเสน่ห์
8.1
เมื่อความรักที่เคยมีให้กลับกลายเป็นความเจ็บปวดจากการกระทำของท่านอ๋องผู้เป็นสามี เสวี่ยอี้ หมอยาสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถและเสน่ห์ล้นเหลือจึงไม่ยอมทนอยู่ใต้เงาของความเสียใจอีกต่อไป นางตัดสินใจประกาศกร้าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่าหากเขายังคงทำร้ายความรู้สึกของนางเช่นนี้ การหย่าขาดจากกันคงเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อทวงคืนอิสระและศักดิ์ศรีของตนเองกลับมาในฐานะสตรีผู้ไม่ง้อความรักที่ไร้ค่าอีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย พิศวาส 3000 ปี
8.4
ชินซางจอมมารผู้ผิดหวังในความรักตัดสินใจปิดผนึกดวงตาโลกันตร์ไว้ตลอดกาล โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่จะปลุกพลังนี้ได้อีกครั้งต้องเป็นสตรีผู้เป็นเนื้อคู่ตัวจริงเท่านั้น จนกระทั่งเฉินวาวาหญิงสาวจากโลกอนาคตได้หลงเข้ามาในดินแดนแห่งการหลับใหลและทำให้เขาฟื้นตื่นขึ้น การพบกันครั้งนี้ทำให้ราชาปีศาจยอมพลิกแผ่นดินตามหาเธอไปทั่วทุกแคว้น เพื่อนำตัวยอดดวงใจมาเคียงคู่บัลลังก์และครองรักกันไปจนชั่วนิรันดร์ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย
หน้าปกนวนิยาย ปกรณัมใต้แสงดาว
8.6
จากทริปเดินทางที่แสนสงบ จางฟางซินกลับต้องเผชิญโศกนาฏกรรมเมื่อรถม้าของนางถูกลอบโจมตีจนพลิกคว่ำ ท่ามกลางความเจ็บปวดเจียนตายและสติที่เลือนลาง นางพยายามคว้ามีดสั้นเล่มเดียวที่มีเพื่อปกป้องตนเอง ทว่าเบื้องหน้ากลับปรากฏบุรุษลึกลับพร้อมกระบี่เปื้อนเลือดที่จ่อประชิดใบหน้า กลิ่นคาวโลหิตและบรรยากาศแห่งความตายทำให้พละกำลังของนางสูญสิ้นไป แต่น่าประหลาดที่ใบหน้าของมัจจุราชผู้ปลิดวิญญาณคนนี้ กลับดูคุ้นตาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ