
สองพี่น้องหลังเขาวั้งซานกู่
ตอน 2
2. เลิกกันเถอะ
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังทุ้มในลำคอ ริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นเย็นชาเสมอต้นเสมอปลายไร้ที่ติ ไม่รู้ว่าตอนนั้นฉางกังคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นลี่อินทำเช่นนั้นก็รีบก้าวลงจากรถตรงไปกระชากแขนหญิงสาวออกมาด้วยท่าทางฉุนเฉียว
"คุณทำบ้าอะไร! คุณขับรถชนคนบาดเจ็บนะ ถ้าคุณไม่ช่วยฉันจะช่วยพวกเขาเอง"
เธอตวาดเขาแล้วสะบัดแขนออกจากการจับกุม
“คนพวกนี้เป็นมิจฉาชีพหรือเปล่าก็ไม่รู้ คุณออกให้ห่างเถอะเผื่อมีอันตราย”
"ลู่กัง! คุณไม่เห็นเหรอว่าเขามีเลือดออก ดูสิ! มีคนบาดเจ็บเพราะคุณนะ"
ฉางกังมองไปยังชาวบ้านทั้งสองแล้วเหยียดยิ้มอีกรอบ เขาคิดว่าชาวบ้านเหล่านี้คือมิจฉาชีพมากกว่าผู้ประสบภัย จึงดึงแขนของแฟนสาวพาขึ้นรถดังเดิมแล้วออกคำสั่ง
"นั่งรอในนี้ผมจัดการเอง ดู ๆ ไปตาแก่นั่นก็ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อยเลยนี่"
บอกเพียงเท่านั้นก็เดินย้อนกลับมา ชายแก่พยุงตัวลุกขึ้นยืนข้างลูกสาว เล็งเห็นว่าอีกฝ่ายฐานะร่ำรวยและรถที่ฉางกังขับก็ราคาแพงมาก จึงกลัวว่าตนและลูกจะมีความผิด ดีไม่ดีอาจถูกเรียกร้องค่าเสียหายที่ทำรถหรูเป็นรอยจึงคุกเข่าก้มศีรษะขอโทษขอโพยยกใหญ่
"ขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ ลูกสาวผมเธอสติไม่ดี เธอวิ่งพรวดพราดออกมาผมจำเป็นต้องรีบเอาตัวบังไว้กลัวเธอจะเป็นอันตราย เลย..เอ่อ..ทำรถคุณเป็นรอยเสียแล้ว"
"พอเถอะครับคุณตา แค่อยากได้เงินก็ไม่เห็นต้องพล่ามอะไรให้ยืดยาวเลยนี่...เอานี่!"
เขาเอาเงินจำนวนหนึ่งยัดใส่มือชายแก่ ในตอนแรกชายแก่ยังงง ๆ อยู่ว่าคำพูดเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ แต่เมื่อตีความออกว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิดก็พยายามจะยื่นเงินคืนให้ ทว่าฉางกังรีบสะบัดมือออกอย่างแรงทำให้ธนบัตรเหล่านั้นปลิวว่อนกลางอากาศ
"อย่าเล่นตัวรีบเก็บเงินนั่นไว้ เอ๊ะ...หรือว่าน้อยไป"
"ไม่ครับ ไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่อยากได้เงินของคุณเลย"
แม้ชายสูงวัยจะพูดไปตามที่ใจคิดแต่ก็ไม่อาจทำให้ฉางกังเชื่อได้ สีหน้าสิ้นหวังจนปัญญา
ชายหนุ่มกวาดสายตามองสองพ่อลูกตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาหยาบคายที่สุด จนอีกฝ่ายรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
"เงินพวกนี้เป็นสิ่งที่คนจนโหยหามาตลอดชีวิตไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่รีบเก็บซะล่ะ คุณตาทำผมเสียเวลามากไปแล้วนะ ได้เงินแล้วก็ไปหาหมอ ครั้งหน้าก็อย่าเที่ยวหากินแบบนี้อีก ถ้าลูกสาวคุณตาสติไม่ดีก็ควรดูแลให้ดี อย่าปล่อยมาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น อีกอย่างอย่าเอาความสติไม่ดีของลูกสาวมาแอบอ้างหากิน"
ไม่รอให้ชายแก่ได้อธิบายเขาก็ปัดชุดสูทหมุนตัวเดินกลับมาที่รถ ทันทีที่เปิดประตูรถหย่อนก้นนั่งตรงเบาะเสียงของลี่อินก็ดังขึ้น
“เมื่อกี้คุณทำอะไร ทุเรศมาก”
ลี่อินสุดจะทนกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายเต็มที เธอจึงพูดออกไปแบบนั้นทั้งที่ไม่เคยต่อว่าฉางกังด้วยถ้อยคำที่รุนแรงแม้เพียงครั้งเดียว
“คุณกล้าว่าผมทุเรศ...หึ หัดมองตัวเองบ้างเถอะ สภาพอย่างคุณมีอะไรคู่ควรกับผม”
บรรยากาศภายในตัวรถเต็มไปด้วยความอึดอัด ลี่อินเสียใจและผิดหวังจนน้ำตาคลอ ความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อแฟนหนุ่มแทบไม่หลงเหลือ ที่แท้เขาก็มองเธอเช่นนี้นี่เอง ที่ผ่านมาเธอคงเป็นแค่ตัวตลกที่เขาคบเล่นไปวัน ๆ
หญิงสาวกระพริบตาถี่ ๆ ขับไล่น้ำตาที่กำลังจะร่วงหล่น กล้ำกลืนถ้อยคำแสนอดสูเอาไว้ไม่เอ่ยคำใดออกมา ฝ่ายเข่อซิงเองก็มองหญิงสาวด้วยแววตาเห็นใจ เขาอยากปลอบใจเธอแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง เพราะคนหนึ่งคือเจ้านาย ส่วนอีกคนคือแฟนของเจ้านาย
สำหรับเข่อซิงชินชาเสียแล้ว ไม่ว่าฉางกังจะดุด่าว่ากล่าวเขาอย่างไรเข่อซิงก็ไม่เคยโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่คิดมาตลอดว่าฉางกังไม่ได้เป็นเจ้านายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบุตรชายของผู้มีพระคุณต่อตระกูลจ้าว หากไม่ได้ตระกูลลู่ให้ความช่วยเหลือบิดาของเขาเอาไว้ในวันนั้น เขาก็ไม่รู้ว่าครอบครัวจะย่ำแย่เพียงใด อาจตกอับถึงขั้นไม่มีอันจะกิน หรือไม่ก็ซัดเซพเนจรไร้หัวนอนปลายเท้า
หลิวเซียงฉินหรือคุณย่าหลิว ย่าแท้ ๆ ของฉางกังได้ให้ความช่วยเหลือจ้าวฟู่เฉิงซึ่งเป็นพ่อแท้ ๆ ของเข่อซิงเอาไว้ ย่าหลิวได้ไถ่ตัวฟู่เฉิงออกจากบ่อนการพนันพร้อมกับให้ชีวิตใหม่ ให้งานทำและให้อนาคตใหม่ พร้อมกันนั้นก็ได้ให้ฟู่เฉิงมอบสัตย์สาบานว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับการพนันอีกตลอดชีวิต กระทั่งฟู่เฉิงได้แต่งงานมีครอบครัวจึงถือกำเนิดเข่อซิงน้อยขึ้นมาเป็นพยานรัก ปัจจุบันนี้ฟู่เฉิงและภรรยาได้ปลดเกษียณแล้วให้เข่อซิงรับช่วงต่อ ตั้งแต่นั้นมาเข่อซิงจึงได้กลายเป็นคนสนิทของฉางกัง ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้ฉางกังทุกอย่าง รวมไปถึงเรื่องส่วนตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
อุปนิสัยของเข่อซิงเป็นคนซื่อตรงเรียบง่าย มีความจงรักและภักดีต่อผู้เป็นนาย ต่อให้ถูกด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงก็ไม่เคยถือสา คิดเพียงว่าฉางกังเป็นเหมือนเพื่อนเหมือนพี่เหมือนน้อง และเปรียบเสมือนญาติของเขาอีกคน
“ท่านประธานครับ...เอ่อ ท่านประธานว่าคุณลี่อินแรงเกินไปรึป่าวครับ”
เข่อซิงที่ทนฟังคำพูดของผู้เป็นนายไม่ไหวจึงพูดขึ้นบ้าง หวังว่าจะดึงสติเขากลับคืนมา แต่สิ่งที่ได้รับจากฉางกังคือแววตาที่แปลความหมายได้ว่าด่าบรรพบุรุษ
“ไม่ใช่เรื่องของนาย เงียบปากเสีย"
ลี่อินเจ็บหนึบกับคำพูดไม่กี่คำของแฟนหนุ่ม ในเมื่อเขาดูถูกเธอขนาดนี้แล้ว เธอก็ไม่ขอทนเขาอีกต่อไป
"พูดถูกแล้ว สภาพของฉันไม่คู่ควรกับคุณเลยสักนิดเดียว พอกันที! ฉันอดทนกับคุณไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เราเลิกกัน!...แต่ก่อนจะเลิกฉันขอสักทีเถอะ"
มือเรียวตบเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มอย่างแรง จนแก้มของฉางกังมีรอยแดงประทับอยู่ ฉางกังยกมือขึ้นมาลูบแก้มข้างที่ถูกตบด้วยความมึนงง ไม่คาดคิดว่าแฟนสาวของเขาจะกล้าเป็นฝ่ายบอกเลิกตนก่อนแล้วยังบังอาจตบเขาต่อหน้าเข่อซิงอีก
"...นี่...คุณกล้าทำแบบนี้กับผมเลยเหรอ"
“...ฉันรักคุณนะ...แต่เราจบกันแค่นี้เถอะ เราคงไปต่อกันไม่ได้ แนวคิดของคุณกับฉันมันต่างกันเกินไป จอดรถ ฉันจะลงตรงนี้แหละ เราไม่ต้องกลับมาเจอกันอีก! ฉันไม่อยากจะเจอคนอย่างคุณอีกแล้ว!”
ลี่อินพยายามพูดอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าทางตรงหน้าจะเปลี่ยวอีกทั้งยังอันตรายมากก็เถอะ อย่างน้อย ๆ มันก็ดีกว่าการต้องร่วมรถกับคนอย่างฉางกัง ยามนี้อะไรก็ดีกว่าทั้งนั้น ขอแค่หลุดพ้นจากปีศาจอย่างเขา ผู้ชายคนนี้ทั้งเย็นชาและเห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดถึงจิตใจผู้อื่น แม้กระทั่งเธอที่คบกับเขามานานหลายปีก็ยังถูกพูดจาดูถูกให้เจ็บปวดอยู่เสมอ ครั้งนี้ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เธอต้องฝืนใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการบอกเลิกเขาอย่างกล้าหาญและจะไม่มีวันหวนกลับไปอีก ลี่อินได้สาบานกับตนเองไว้แบบนั้น...
หญิงสาวเปิดประตูลงจากรถด้วยใจที่บอบช้ำ เธอปาดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม ฉางกังมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยแววตานิ่งเฉยเย็นชา เข่อซิงที่เห็นท่าไม่ดีอีกทั้งยังเป็นห่วงลี่อินที่ขอลงไปเดินลำพังบนทางเปลี่ยวจึงบังอาจขอพูดแทรก
“ปล่อยเธอไปแบบนี้จะดีหรือครับ ถนนสายนี้เปลี่ยวมากไม่มีรถสวนมาเลย บ้านเรือนผู้คนก็น้อย"
"..."
"เอ่อ...ให้ ให้ผมลงไปเป็นเพื่อนเธอเถอะครับ"
"...อยากไปก็ไป!"
"ครับ วางใจเถอะครับเดี๋ยวไม่นานคุณลี่อินก็หายโกรธ"
เข่อซิงรีบบอกพร้อมทั้งเปิดประตูรถวิ่งตามหญิงสาวไป เขาเดินไปพร้อม ๆ กับเธอบนถนนทอดยาว
ฉางกังมองดูคนทั้งสอง ความคิดหลายอย่างถาโถมเข้าหา ใจหนึ่งยังลังเลอยู่ว่าหรือเขาควรจะไปง้อลี่อินดี แต่อีกใจสั่งการว่าควรปล่อยเลยตามเลยไปแบบนั้น
...ก็เธออยากอวดดีตบหน้าเขาก่อนทำไมกัน จนท้ายที่สุดสิ่งที่ต่อต้านในหัวของเขาก็ได้ข้อสรุป
...ลี่อินมีเข่อซิงไปเป็นเพื่อนแล้วไม่มีอะไรต้องห่วง เดี๋ยวพอหายโกรธลี่อินก็คงจะกลับมาเดินตามเขาต้อย ๆ เหมือนอย่างเคย
เขาไม่คิดว่าลี่อินจะกล้าเลิกรากันจริง หากแต่ความคิดเหล่านั้นล้วนแต่มีคำตอบในตัวมันเองอยู่แล้ว ฉางกังขับรถออกไปจากจุดนั้นโดยไร้ใยดีต่อแฟนสาวและเลขาหนุ่ม มุ่งไปยังเส้นทางข้างหน้าอย่างเย็นชา มีเพียงวูบเดียวเท่านั้นที่เขามองผ่านกระจกหลังเพื่อดูคนทั้งสองเดินเคียงกันแต่ไม่คิดจะแตะเบรกจอดรอ และแล้วรถคันหรูก็เล่นออกมาไกลจนลับตา
...หารู้ไหมว่านับจากนี้ไปจะมีผลเปลี่ยนแปลงชะตาเขาอย่างมหาศาล
ใช้เวลาเดินทางสามชั่วยามฉางกังได้มาถึงหน้าบ้านหลังใหญ่ เขาก้าวลงจากรถสีหน้าแสดงความเบื่อหน่ายไร้อารมณ์ เมื่อเข้าไปภายในบ้าน ปลายระยะสายตาแลเห็นหญิงชรานั่งคอยตนอยู่ก่อนแล้ว ถ้าให้คิดเล่น ๆ ว่านอกจากหญิงชราที่นั่งรอเขา หากมีแม่และพ่อของเขารออยู่ด้วยก็คงจะดีไม่น้อย ทว่าครอบครัวที่แสนอบอุ่นในวันวานไม่มีทางหวนกลับ ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้เป็นพ่อที่พอจะจดจำได้ก็น้อยมาก คิดแล้วฉางกังรู้สึกหน่วงในใจอย่างประหลาด เนื่องจากยังติดอยู่ในภวังค์ความทรงจำวัยเด็กว่าพ่อคือคนทรยศแม่
คุณอาจจะชอบ





