
สองพี่น้องหลังเขาวั้งซานกู่
ตอน 3
3. ครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
ภาพในหัวของชายหนุ่มฉายอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ความคิดทั้งหมดจะอันตรธานหายไป แทนที่ด้วยเรื่องราวที่ดินหลังเขาวั้งซานกู่ เขาคิดมาตลอดทางแล้วว่าหากทำเป็นรีสอร์ทปรับสภาพพื้นที่กันดารเปลี่ยวผู้คนให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติคงจะสวยงามไม่น้อย และผลที่ตามมาจะต้องเป็นกำไรมหาศาล
ฉางกังเดินตรงไปหาคุณย่าซึ่งนั่งรอให้เขากลับมาทานข้าวด้วยกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร ฝ่ายคุณย่าเมื่อเห็นว่าหลานชายสุดที่รักได้กลับมาถึงแล้วก็แย้มยิ้มบาง ๆ พร้อมกล่าวทักทายเฉกเช่นปกติทุกวัน
“อ้าว อากังกลับมาแล้วหรือ ย่าเตรียมของโปรดไว้ให้เยอะเลย มีแต่ของที่หลานชอบทั้งนั้น เอ๊ะ...นั่น...อากังหน้าไปโดนอะไรมา”
เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกหลานชายเพียงคนเดียวพร้อมกับทักท้วงรอยแดงเด่นชัดที่ข้างแก้ม ฉางกังไม่ได้ตอบคำถามแต่ตรงดิ่งเข้ามานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกัน รอยยิ้มของหญิงชราปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น เธอย้อนคิดดูว่านานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้มานั่งทานข้าวเย็นกับเธอแบบนี้ แม้ว่าในทุก ๆ วันหญิงชราจะเตรียมอาหารจานโปรดไว้รอเขากลับมาทานก็ตามที ส่วนมากฉางกังจะมาไม่ทันเวลาอาหารมื้อเย็น หรือบางครั้งถ้ามาถึงแต่หัววันเขาก็มักจะอ้างว่าทานอาหารนอกบ้านมาจนอิ่มแล้วเกือบทุกครั้ง
"ว่าอย่างไร ข้างแก้มไปโดนใครประทับตรามา ใครกันนะแจกยันต์ให้หลานย่า"
"คุณย่าจะไปจัดการให้ผมเหรอครับ"
"ไปตบรางวัลนะซี ยอดเยี่ยมจริง ๆ"
"คุณย่า! ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว จริงสิ...วันนี้ผมไปดูที่ดินที่คุณย่ายกให้ผมแล้วนะครับ ทำเลเหมาะแก่การสร้างรีสอร์ทน่าจะดีเลย เอ่อ...ชาวบ้านที่คุณย่าให้เช่าเป็นที่พักพิงราคาหนึ่งตำลึงต่อเดือนพวกนั้น ผมได้ออกคำสั่งให้ผู้ดูแลไล่ให้ไปหาที่อยู่ใหม่แล้ว แต่ผมเกรงว่าพวกเขาจะดื้อด้านไม่ยอมออกไป จึงอยากให้คุณย่าเป็นคนออกคำสั่งเองอีกครั้ง อย่างไรเสียคำสั่งการของคุณย่าก็ถือเป็นประกาศิต”
คุณย่าหลุบตามองอาหารชั้นเลิศในจานแล้วครุ่นคิดบางอย่างพิจารณาถี่ถ้วน ก่อนจะบอกหลานชายน้ำเสียงชุ่มเย็น
"อากัง ย่าจะไม่ไปพูดให้หรอกนะ"
"อ้าว"
"แล้วย่าก็ไม่ให้ขายที่แปลงนั้นด้วย หากไล่ชาวบ้านไปกะทันหันพวกเขาจะทำอย่างไร"
"แต่ที่ตรงนั้นคุณย่ายกให้ผมแล้วนะครับ ถ้าไม่ให้ผมขาย...ครับผมเข้าใจ แต่ผมจะเอามาทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ"
ชายหนุ่มแย้งด้วยเหตุผลของตนเอง แต่พูดด้วยโทนเสียงโน้มน้าวให้คุณย่าเห็นดีด้วยกับสิ่งที่ตนเสนอ เนื่องจากถือวิสาสะว่าในเมื่อคุณย่าไม่ให้ตนขายตนก็จะเอามาทำเป็นรีสอร์ทเพื่อหาผลประโยชน์เสียเอง ต่อให้ได้ผลประกอบการน้อยนิดก็ยังดีกว่าปล่อยกินค่าเช่าเดือนละหนึ่งตำลึงอยู่อย่างนี้ สำหรับเขาสิ่งนี้คือการลงทุนและมั่นใจมากว่าคุณย่าน่าจะเห็นด้วย
“แล้วหลานจะให้เขาไปอยู่ที่ไหน พวกเขาไม่มีที่ไปแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉางกังก็ขมวดคิ้วหากันจนแน่น สีหน้าบ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เขาทำการกุศลอยู่หรือ...
ทำบุญให้คนไร้บ้านว่างั้นเถอะ...
ญาติก็ไม่ใช่ทำไมเขาต้องสงสารคนเหล่านั้นด้วย ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องสงสารเลย เขาคิดพลางส่ายศีรษะไปมาอย่างเหลือเชื่อกับความคิดคุณย่า
“คนเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยนะครับ ทำไมผมต้องให้อาศัยอยู่ในที่ดินของผมโดยไร้ผลประโยชน์ตอบแทนด้วย คุณย่าลองคิดดูนะครับว่าหากผมทำธุรกิจรี
สอร์ทจนประสบผลสำเร็จ เงินทองจะหลั่งไหลเข้ามามากมายมหาศาล คนที่เข้าพักก็จะมีแต่เหล่าคนรวยมาพักผ่อน ถ้าพวกเขามาเห็นทัศนียภาพเป็นบ้านเรือนโกโรโกโสอยู่แบบนี้จะมีใครเข้าพักล่ะครับ”
ฉางกังโต้กลับผู้เป็นย่ายาวเหยียด แต่หญิงสูงวัยส่งยิ้มอ่อนละมุนให้แทนคำตอบ นั่นหมายความว่าถึงอย่างไรคุณย่าก็ยืนกรานจะให้ชาวบ้านเหล่านั้นอยู่กันต่อไป
ในเมื่อเป็นอย่างนี้หว่านล้อมอย่างไรก็ไม่คงสำเร็จ ยกเม็ดเงินมาอ้างก็แล้ว ยกเหตุผลมาอ้างก็แล้ว ฉางกังจึงไม่อยากโต้แย้งกับคุณย่าอีก เขาจำใจยอมฟังคำคุณย่าเพราะกลัวว่าโรคประจำตัวคุณย่าจะกำเริบ อีกอย่างตัวเขาเองก็ไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิตนี้ หากต้องเสียคุณย่าไปอีกคนโลกใบนี้ก็คงจะกลายเป็นนรกบนดินดี ๆ นี่เอง
ฉางกังเลือกที่จะไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วตักข้าวเข้าปากเงียบ ๆ คุณย่าสังเกตอาการหลานชายพอจะเข้าใจความคิดเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง จึงพูดปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงชุ่มเย็น
“คนที่นั่นมีน้ำใจกับย่าทุกครั้งที่ไปเยือน ต้นตระกูลของเราเคยอาศัยในบ้านหลังคามุงฟางเล็ก ๆ หลังเขาวั้งซานกู่ พอค้าขายกิจการรุ่งเรืองก็ขยับขยายออกมา แต่ผู้คนที่หลานเห็นว่ายังอาศัยที่เขาวั้งซานกู่พวกเขาไม่ได้โชคดีเหมือนตระกูลลู่ พวกเขายากจนและไม่สามารถตั้งหลักปักฐานในที่ดี ๆ กว่านั้นได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะหยิบจับสิ่งใดแล้วประสบผลสำเร็จไปเสียหมดนะอากัง เราเองยังไม่ได้ขัดสนเงินทองถึงขนาดจะต้องขายที่กิน คนเราควรอยู่กันด้วยความเมตตา หากวันหนึ่งอากังไม่มีย่าคอยให้คำปรึกษาแล้วหลานก็ยังมีพวกเขาที่ยังคงจงรักภักดีกับตระกูลลู่อยู่ พวกเขาจะต้องตอบแทนน้ำใจตระกูลลู่แน่นอน ย่าเชื่ออย่างนั้น”
มือเหี่ยวย่นเอื้อมมาลูบหัวของฉางกังเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยนและความรักเต็มเปี่ยม ทำให้ชายหนุ่มยอมเห็นด้วยแม้ว่าจะไม่เต็มร้อยก็ตาม แต่นี่ก็มากพอจะเป็นหลักค้ำประกันได้แล้วว่าเขาจะไม่ขับไล่คนเหล่านั้นออกไปจากที่พักพิง
...หรืออาจจะขับไล่ในภายหลังใครจะรู้ อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน คุณย่าไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ส่วนเขาก็หาใช่นักบวชใจบุญเสียเมื่อไร
หลังจากอาหารมื้อเย็นจบลง ฉางกังก็ไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมเข้านอน น้ำอุ่น ๆ จากฝักบัวไหลลงมาชโลมร่างกายที่ปวดร้าวในทุกอณูส่วนของกล้ามเนื้อ ความเครียดของวันค่อย ๆ จางหายไปกับหยดน้ำที่กระทบลงมาบนเรือนร่าง ตอนนี้คนที่เขาคิดถึงที่สุดคือลี่อิน ป่านนี้ไม่รู้ว่าแฟนสาวจะกลับถึงบ้านหรือยัง ดึกขนาดนี้แล้วเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง
...และที่สำคัญเธอจะหายโกรธเขาหรือไม่
อาบน้ำเสร็จชายหนุ่มก็รีบใส่เสื้อผ้าพร้อมทั้งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทร.หาแฟนสาว เขาหวังจะง้อให้เธอหายโกรธ ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าเขานั้นรักลี่อินมากเพียงใด ที่พูดทำร้ายจิตใจเธอล้วนเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น เขาไม่ได้หมายความอย่างที่พูดเลยแม้แต่คำเดียว
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ...
เสียงสัญญาณมือถือดังติดกันหลายครั้ง เขารอคอยจะได้ยินการตอบรับของอีกคนด้วยใจจดจ่อ
ติ๊ด!
แต่แล้ว...เสียงสัญญาณก็สิ้นสุดลงเพราะอีกฝ่ายกดทิ้งไม่รับสาย และนั่นก็หมายความว่าลี่อินยังไม่หายโกรธ แม้อยากจะโทร.ซ้ำแค่ไหนเขาก็สงวนท่าทีไม่ทำตามใจตนเพราะกลัวเสียหน้า ฉางกังไม่ชอบความรู้สึกที่ตนต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตาม ชายหนุ่มวางมือถือไว้ที่หัวเตียงแล้วพยายามจะข่มตาให้หลับแต่เหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากเหลือเกิน...
เขานอนมองเพดานอยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปหลายชั่วยามในความรู้สึก ตอนนี้เวลาล่วงเลยเข้าเที่ยงคืนเห็นจะได้ ด้วยความคิดอะไรบางอย่างฉางกังเลือกที่จะลุกจากเตียง เดินไปหยิบกุญแจตู้เซฟแล้วเข้าไปอีกห้องหนึ่ง เขาเสียบลูกกุญแจ หมุนรหัสไม่นานประตูเซฟก็เปิดออก ภายในตู้เซฟเก็บของมีค่าไว้มากมาย อาทิเช่น เงินสด ทองคำแท่ง เครื่องเพชร และโฉนดที่ดิน
มือขาวเอื้อมไปหยิบซองเอกสาร ซึ่งภายในคือโฉนดที่ดินหลังเขาวั้งซานกู่ออกมา ดวงตาคมกวาดดูข้อความที่ถูกพิมพ์และเขียนไว้บนนั้นจนครบถ้วนไม่ข้ามแม้เพียงตัวอักษรเดียว
ก็ถูกนี่...โฉนดที่ดินผืนงามนี้ลงนามชื่อของเขาเป็นผู้ถือครอง
แล้วอย่างไร? พับผ่าเถอะ! ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง
"เฮ้อ..."
ขณะที่มือของชายหนุ่มกำลังจะวางซองเอกสารนั้นไว้ที่เดิมกลับเหลือบไปเห็นกล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือ ลักษณะทำขึ้นมาจากไม้ฉลุลวดลายโบราณบุปผาแย้มกลีบ ให้เรียกว่าหีบไม้ขนาดเล็กน่าจะเหมาะกว่า ฉางกังจำได้เลือนรางว่าเจ้าหีบไม้โบราณนี้คุณย่าของเขาหวงแหนเป็นหนักหนา ถึงขั้นที่ว่าไม่ยอมให้ผู้ใดได้แตะต้องสัมผัสมันเลย
แต่ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นตามอุปนิสัยเดิมของเจ้าตัวแล้วนั้น เขารีบเก็บเอกสารโฉนดที่ดินไว้ตามเดิมแล้วเพ่งความสนใจไปยังกล่องไม้อันเล็กกะทัดรัด
"ข้างในต้องมีของมีค่ามากแน่ ๆ คุณย่าถึงได้หวงนัก"
ชายหนุ่มหมุนหีบไม้ลายบุปผาแรกแย้มนั้นไปมา พลางจินตนาการว่าสิ่งที่อยู่ภายในจะเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดคุณย่าถึงหวงหีบนี้กว่าสมบัติชิ้นอื่น ๆ ตอนนี้อาจเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้รู้ว่าสิ่งของด้านในคือสิ่งใด เพราะคุณย่าหลับไปแล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดุด่าหรือตำหนิ
ฉางกังค่อย ๆ จับที่ฝาหีบออกแรงเป็นอย่างมากเพื่อที่จะเปิดมันออก จู่ ๆ บังเกิดความรู้สึกหนึ่ง ดูเหมือนว่าบางอย่างสั่งให้เขาล้มเลิกความคิดนั้น
...แต่แล้วสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะได้ทุกสิ่ง เขามุ่งมั่นใช้กำลังที่มีพยายามเปิดฝากล่องออกอย่างตั้งใจดูใหม่ ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด
“ทำไมเปิดยากขนาดนี้กันนะ โอ๊ะ!”
เขาเปิดหีบโบราณออกสำเร็จ ทว่ายังไม่ทันจะได้รู้เลยว่าสิ่งของข้างในคืออะไรกันแน่ รอบตัวเขาก็มีแสงสว่างจ้าจนทำให้ดวงตาบอดแสงไปชั่วขณะ ในหัวโคลงเคลงเหมือนบ้านหมุน ฉับพลันทุกอย่างมืดมิดกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงหวีดหวิวในหูดังคล้ายคลื่นความถี่...
คุณอาจจะชอบ





