
สามีเป็นถึงเศรษฐีพันล้าน
ตอน 3
เรือนหอที่เคยอบอุ่น เวลานี้ข้าวของระเกะระกะไปหมด จนจำภาพเดิมของมันแทบจะไม่ได้แล้ว
เฉียวซิงเฉินซึ่งเป็น ‘ผู้ก่อเหตุ’ ได้ขนของที่ยังไม่เสียหายไปเก็บไว้ในซอกเล็ก ๆ ราวกับจะทำการเคลียร์ที่นี้ให้โล่งไปเลย
เฉินหยูเจ๋อมองทุกสิ่งรอบตัวอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วก็สาวเท้าเดินไปหาเฉียวซิงเฉิน
“เฉียวซิงเฉิน นี่คุณเป็นบ้าไปแล้วรึไง? ผมแค่ออกไปแป๊บเดียว คุณถึงกับอารมณ์เสียจนต้องใช้วิธีแบบนี้เลยเหรอ?”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับพยายามที่จะข่มความโกรธเอาไว้ แล้วออกคำสั่งเธออย่างไร้ซึ่งความเกรงใจใด ๆ “ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ทำให้ที่นี่กลับมาเป็นเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้!”
เฉียวซิงเฉินเก็บข้าวของอย่างไม่รีบร้อน แล้วเธอก็หันไปมองเฉินหยูเจ๋ออย่างเย็นชา
เธอพูดด้วยสีหน้าเย้ยหยันว่า “เฉินหยูเจ๋อ นี่คุณไม่รู้อะไรเลยเหรอ หลายครั้งของที่สูญหายไปแล้ว มันก็ไม่สามารถเอากลับมาได้หรอกนะ แล้วก็ไม่มีทางที่จะทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ด้วย”
เฉินหยูเจ๋อขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจอย่างมาก “คุณต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?”
เฉียวซิงเฉินไม่รู้เหมือนกันว่าเฉินหยูเจ๋อไปเอาความมันใจมาจากไหนถึงได้ถามเธออกมาเช่นนี้ บางทีคนอย่างเขา อาจจะคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดล่ะมั้ง
ไม่สิ ไม่ถูก ความอ่อนโยนของเขา มีเอาไว้ให้แค่เยว่เหมิงซิน ผู้หญิงที่เขารักคนเดียวเท่านั้น
เฉียวซิงเฉินมองเฉินหยูเจ๋ออย่างไร้อารมณ์ แต่ละคำที่เธอพูดออกมาเหมือนได้ใช้พลังของเธอไปจนหมดแล้ว
“ในวันแต่งงานของเรา คุณกลับไม่สนใจใยดีฉัน ไม่สนใจคำขอร้องของฉันเลย คุณทิ้งฉันไว้ที่งานแบบนั้น คุณรู้ไหมว่าตอนนั้นฉันรู้สึกยังไง เฉินหยูเจ๋อ คุณเคยคิดถึงฉันบ้างไหม? เคยคิดไหมว่าฉันจะรู้สึกเสียใจมาก นี่คุณยังคิดว่าฉันแค่กำลังอารมณ์เสียอยู่งั้นเหรอ?”
ตอนที่เฉียวซิงเฉินพูดออกมาเช่นนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าขึ้นมา ดวงตาของเธอเริ่มแดงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอจ้องเขม็งไปที่เฉินหยูเจ๋อ
เมื่อเห็นเช่นนี้ เฉินหยูเจ๋อก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย แต่พอย้อนคิดดูอีกที เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้สำคัญเลยสักนิด
พวกเขาคบกันมาตั้งหลายปี เขาเคยทำให้เฉียวซิงเฉินโกรธมาก็ตั้งหลายครั้ง ซึ่งเขาไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ยังไงเฉียวซิงเฉินก็ต้องให้อภัยเขาอยู่แล้ว
ด้วยความที่เมื่อก่อนเฉียวซิงเฉินสามารถที่จะทำความเข้าใจถึงเจตนาของเขาได้ ครั้งนี้เขาจึงคิดว่าหากค่อย ๆ เกลี้ยกล่อมเธอ เดี๋ยวเธอก็คงจะหายโกรธเอง
หลังจากที่เฉินหยูเจ๋อคิดได้เช่นนี้แล้ว ใบหน้าที่ดูโกรธเคืองของเขาก็จางหายไป เขาเริ่มยิ้มออกมาอย่างใจเย็นแทน
“เอาล่ะ ซิงเฉิน ผมเข้าใจนะว่าคุณกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่ แต่คุณอย่าทำให้เรื่องมันบานปลายแบบนี้สิ คุณลองดูสิ คุณทำอะไรกับเรือนหอของพวกเราไปบ้าง?”
เฉินหยูเจ๋อยิ้ม แล้วก็จับไหล่ที่เรียวเล็กของเฉียวซิงเฉินไว้ จากนั้นก็พูดเกลี้ยกล่อมเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ดูสิ คุณก็ระบายอารมณ์ไปแล้ว เลิกโวยวายเถอะ ไว้วันหลังเราค่อยเลือกวันที่ฤกษ์ดีกว่านี้กันใหม่ก็ได้ ผมสัญญานะว่า ผมจะจัดงานแต่งงานให้คุณแบบใหญ่โตและหรูหรากว่านี้ โอเคไหม?”
เฉียวซิงเฉินมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินหยูเจ๋ออย่างเงียบ ๆ แม้ว่าเขาจะพูดเช่นนี้ แต่ดวงตาของเขากลับดูไม่ได้จริงจังอะไรเลย แถมท่าทางเขายังดูเหมือนมั่นใจมากว่าจะสามารถควบคุมเธอไว้ในกำมือได้ เขาดูเหมือนจะมั่นใจมากว่าเธอจะตอบตกลง
จริงสิ เมื่อก่อนเขาก็ชอบทำแบบนี้มาตลอดเหมือนกันนี่?
เฉียวซิงเฉินหัวเราะเยาะตัวเองในใจ เธอให้โอกาสเขามากเกินไปจริง ๆ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่เธอก็ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฉียวซิงเฉินก็สลัดมือของเฉินหยูเจ๋อออกจากไหล่ของเธอด้วยใบหน้าที่เย็นชา
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน ฉันรังเกลียด!”
เฉินหยูเจ๋อมองไปที่เฉียวซิงเฉินอย่างไม่อยากจะเชื่อ เธอไม่เคยทำกับเขาแบบนี้มาก่อน
หลังจากนั้น เฉียวซิงเฉินก็พูดอย่างเย็นชาว่า “เฉินหยูเจ๋อ งานแต่งงานมันจบลงแล้ว แล้วฉันก็ไม่ได้คิดจะจัดใหม่แล้วด้วย ที่ฉันมาที่นี่วันนี้ก็เพื่อย้ายของออกไปเท่านั้น”
เพราะเฉียวซิงเฉินผลักเขาออก เฉินหยูเจ๋อจึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา หลังจากที่เขาได้ยินคำพูดของเธอในวินาทีต่อมา เขาจึงขมวดคิ้วด้วยความงุนงงและพูดว่า “ย้ายออกงั้นเหรอ?”
เฉียวซิงเฉินพยักหน้า “ใช่ ฉันจะย้ายออกไปตอนนี้เลย”
เฉินหยูเจ๋อรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง เขายังคงถามต่ออย่างขำ ๆ ไปว่า “คุณจะย้ายไปอยู่ที่ไหนได้?”
เฉินหยูเจ๋อรู้ดีว่าเฉียวซิงเฉินเป็นเด็กกำพร้า นอกจากบ้านหลังนี้ เธอก็ไม่มีที่ไปอีกแล้ว!
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เฉียวซิงเฉินจะวนเวียนอยู่รอบตัวเขาตลอด เฉินหยูเจ๋อจึงมั่นใจมากว่าเธอไม่มีทางอยู่ได้ถ้าไม่มีเขา
ซึ่งสาเหตุที่เธอบอกว่าจะย้ายออก ก็เพื่อต้องการบีบบังคับให้เขายอมจำนนให้เธอเท่านั้น
เฉินหยูเจ๋อส่ายหน้าไปมาอย่างจนใจ ตอนที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับเฉียวซิงเฉินต่อ
จู่ ๆ เสียงของเยว่เหมิงซินก็ดังมาจากด้านหลัง
“หยูเจ๋อ คุณบอกว่าเก็บของเสร็จแล้วก็จะออกมาไม่ใช่เหรอคะ? ทำไมตั้งนานแล้วถึงยังไม่เสร็จอีกคะ?”
ทันทีที่เยว่เหมิงซินพูดจบ เธอก็เดินเข้าไป หลังจากที่เห็นเฉียวซิงเฉินยืนอยู่ตรงข้ามกับเฉินหยูเจ๋อ เธอก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที “ซิงเฉิน ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เฉียวซิงเฉินชำเลืองมองไปที่เยว่เหมิงซินอย่างเฉยชาและพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนที่นี่จะเป็นเรือนหอของฉันนะ ฉันจำเป็นต้องอธิบายให้เธอฟังด้วยเหรอว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ว่าแต่เธอเถอะ มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
เยว่เหมิงซินแสร้งทำเป็นลดสายตาลงอย่างคนที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วก็พูดอย่างอ่อนแอว่า “พอดีฉันไม่ทันระวังโดนมีดผลไม้บาดเข้าน่ะ หยูเจ๋อก็เลยเป็นห่วงฉัน อยากจะย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนฉันสักสองสามวัน”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็ดูเหมือนจะเห็นกระเป๋าเดินทางของเฉียวซิงเฉิน เธอจึงเอามือปิดปากอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ซิงเฉิน นี่เธอจะทำอะไรน่ะ? เธอคงไม่ได้โกรธหรอกใช่ไหม? หรือต่อให้เธอจะโกรธ เธอก็อย่าทำจนเป็นเรื่องใหญ่โตแบบนี้เลยนะ หากเธอรู้สึกไม่สบายใจเธอบอกฉันได้นะ ฉันขอโทษเธอเองก็ได้ ทำไมเธอต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ด้วยล่ะ?”
เฉียวซิงเฉินยิ้มอย่างเย็นชา แล้วก็ค่อย ๆ เดินไปหาเยว่เหมิงซินอย่างช้า ๆ พลางถามขึ้นมาว่า “เธออยากจะขอโทษฉันจริง ๆ น่ะเหรอ เธอจริงใจใช่มั้ย?”
เยว่เหมิงซินคิดว่าเฉินหยูเจ๋อก็อยู่ตรงนี้ด้วย เธอจึงต้องแสดงละครต่อไป
เธอพยักหน้าอย่างน่าสงสารและพูดว่า “ก็ใช่น่ะสิ ขอแค่เธอไม่โกรธก็พอแล้ว”
“ได้สิ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เฉียวซิงเฉินยิ้มแย้มสดใส แต่แววตาของเธอก็ดูไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ “ในเมื่อเธออยากจะขอโทษฉันจากใจจริง งั้นฉันก็จะไม่เกรงใจแล้วกัน”
วินาทีถัดมาหลังจากที่พูดจบ เฉียวซิงเฉินก็หวดมืออย่างแรง ตบหน้าเยว่เหมิงซินอย่างจังไปครั้งหนึ่ง
“เพียะ!”
คุณอาจจะชอบ





