
ราคี(ร้าย)รักอชิระ
ตอน 2
บทที่ 2 ผู้หญิงที่กลับมาพร้อมหัวใจอีกดวง
สี่เดือนผ่านไปเร็วกว่าที่กวินคิด และช้ากว่าที่เขาอยากยอมรับ
ชีวิตของเขากลับเข้าสู่จังหวะเดิม ธุรกิจโรงแรม สถานบันเทิง การประชุม ผู้บริหาร หุ้นส่วน งานเลี้ยง และเสียงของคุณหญิงรัตนาที่คอยย้ำเรื่องพิชญาภาแทบทุกสัปดาห์ ทุกอย่างควรดำเนินไปตามเส้นทางที่ถูกวางไว้ ผู้ชายอย่างเขาควรจัดการความผิดพลาดคืนหนึ่งให้จบไปนานแล้ว
แต่เขากลับยังจำกลิ่นแป้งเด็กจางๆ ได้
จำใบหน้าซีดของผู้หญิงที่เดินออกจากกล้องวงจรปิดได้
จำชื่อสั้นๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นชื่อจริงหรือไม่
มิน
กวินเคยสั่งให้คนตามหาอยู่หลายสัปดาห์ แต่ร่องรอยของเธอหายไปเหมือนหยดน้ำที่ตกลงในทะเล พนักงานที่พาเธอมาทำงานคืนนั้นลาออกและย้ายที่อยู่ โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ ที่อยู่เดิมเป็นห้องเช่าถูกคืนไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน
สุดท้ายเขาก็สั่งให้หยุดตาม
หรืออย่างน้อยก็สั่งด้วยปาก
เพราะในใจเขาไม่เคยหยุดจริงๆ
บ่ายวันนั้น กวินนั่งอยู่ในห้องทำงานชั้นบนของโรงแรม แฟ้มเอกสารวางเรียงอยู่ตรงหน้า แต่สายตาคมกลับไม่ได้อ่านตัวเลขสักบรรทัด เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง เลขาของเขาเปิดเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจ
“คุณกวินคะ มีผู้หญิงคนหนึ่งมาขอพบค่ะ”
“วันนี้ฉันไม่มีนัด”
“ฉันแจ้งไปแล้วค่ะ แต่เธอยืนยันว่าต้องพบคุณให้ได้ เธอบอกว่า...เป็นเรื่องสำคัญมาก”
กวินถอนหายใจอย่างรำคาญ “ชื่ออะไร”
เลขาสาวลังเลเสี้ยววินาที ก่อนตอบเสียงเบา
“เธอบอกว่าชื่อมินตราค่ะ”
ปลายปากกาที่อยู่ในมือกวินหยุดนิ่งทันที
อากาศในห้องเหมือนถูกดึงออกไปชั่วขณะ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเข้มขึ้นจนเลขารู้สึกเย็นสันหลัง
“ให้เธอเข้ามา”
“ค่ะ”
ประตูปิดลง กวินวางปากกาลงอย่างช้าๆ ทั้งที่หัวใจกลับเต้นแรงผิดจังหวะ เขาบอกตัวเองว่าไม่มีอะไร เธออาจมาเรียกร้องเงิน อาจต้องการข้อตกลง อาจเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นใครและกลับมาเพราะเห็นประโยชน์
ใช่ ต้องเป็นอย่างนั้น
คนเราไม่หายไปสี่เดือนแล้วกลับมาโดยไม่มีเหตุผล
ไม่กี่นาทีต่อมา ประตูเปิดอีกครั้ง
หญิงสาวที่เดินเข้ามาทำให้กวินนิ่งไปโดยไม่รู้ตัว
เธอผอมกว่าภาพในความทรงจำเล็กน้อย ใบหน้าหวานซีดลง แต่ดวงตาคู่นั้นยังเหมือนเดิม เศร้า อดทน และเหมือนพยายามยืนให้ตรงทั้งที่โลกทั้งใบกดทับอยู่บนไหล่ ชุดกระโปรงเรียบๆ ของเธอเก่าแต่สะอาด มือทั้งสองกอดซองเอกสารไว้แน่น
และหน้าท้องที่นูนขึ้นชัดเจนทำให้ทุกเสียงในหัวกวินเงียบสนิท
“คุณ...” เขาเอ่ยได้เพียงเท่านั้น
มินตราหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงาน เธอก้มศีรษะเล็กน้อย ไม่กล้าแม้แต่จะนั่ง
“ขอโทษที่มารบกวนนะคะ คุณกวิน”
น้ำเสียงเธอสั่น แต่พยายามควบคุมไว้
กวินลุกขึ้นช้าๆ สายตาไม่อาจละจากหน้าท้องของเธอ
“เธอหายไปไหนมา”
คำถามแรกที่หลุดออกไปไม่ใช่คำถามที่เขาคิดไว้ เขาควรถามว่าเธอต้องการอะไร ควรถามว่าทำไมถึงกลับมา ควรถามให้ตรงเรื่องที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับถามเหมือนคนที่รอคำตอบมานาน
มินตราเม้มปาก
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะกลับมาค่ะ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ฉันคงไม่มาพบคุณ”
“จำเป็น?” กวินหัวเราะเบาๆ แต่ไม่มีความขบขัน “หลังจากหายไปสี่เดือน เธอเดินเข้ามาพร้อมท้อง แล้วบอกว่าจำเป็น?”
ใบหน้าของมินตราซีดลงกว่าเดิม แต่เธอยังค่อยๆ ยื่นซองเอกสารไปตรงหน้า
“ฉันท้องค่ะ”
กวินไม่รับเอกสารทันที เขามองหน้าเธอ ดวงตาเย็นลงทีละน้อยเหมือนเกราะที่ถูกสวมกลับเข้าที่
“แล้ว?”
คำสั้นๆ นั้นเจ็บกว่าที่มินตราคิด เธอกำซองเอกสารแน่นขึ้น ก่อนวางมันลงบนโต๊ะอย่างสุภาพ
“เด็กในท้องเป็นลูกของคุณ”
ความเงียบกดทับทั้งห้อง
กวินมองเอกสารบนโต๊ะ จากนั้นมองเธออีกครั้ง ริมฝีปากได้รูปเหยียดขึ้นนิดๆ
“แน่ใจ?”
มินตราสะอึกเบาๆ
“ค่ะ”
“เธอแน่ใจได้ยังไง”
“เพราะคืนนั้น...” เธอหลบตา ความอับอายวาบผ่านใบหน้า “ฉันมีแค่คุณคนเดียว”
กวินหยิบเอกสารขึ้นมาเปิดดู ใบฝากครรภ์ ผลอัลตราซาวนด์เบื้องต้น อายุครรภ์สิบหกสัปดาห์ ทุกอย่างตรงกับเวลาคืนนั้นมากเกินกว่าจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
แต่ความจริงบนกระดาษไม่ได้ทำให้เขาอ่อนโยนขึ้น
ตรงกันข้าม มันทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกบีบให้ยอมรับบางอย่างที่เขาไม่พร้อม
“ทำไมไม่มาบอกตั้งแต่แรก”
“ฉันเพิ่งรู้ตอนเกือบสองเดือนค่ะ ตอนแรกฉันคิดว่าจะจัดการเองได้”
“จัดการเอง?” น้ำเสียงเขาเย็นเฉียบ “แล้วตอนนี้จัดการไม่ได้ เลยกลับมาหาฉัน?”
มินตราเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาแดงก่ำแต่ยังไม่ร้องไห้
“ใช่ค่ะ ฉันจัดการไม่ได้ ฉันไม่มีเงินพอ ไม่มีครอบครัว ไม่มีงานประจำ และฉันกำลังจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เกิดมาในโลกนี้ ฉันอาจจะยอมลำบากเองได้ แต่ฉันไม่อยากให้ลูกต้องลำบากเพราะฉัน”
“ลูก?” กวินวางเอกสารลง “เธอเรียกเขาว่าลูกของเราแล้วหรือไง ทั้งที่ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช่ลูกฉันจริงไหม”
คำพูดนั้นเหมือนฝ่ามือตบลงกลางใจ
มินตรานิ่งไปนาน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“ฉันเข้าใจค่ะว่าคุณไม่เชื่อ”
“ดีที่เข้าใจ”
“แต่ฉันไม่ได้มาขอให้คุณเชื่อด้วยคำพูด ฉันยอมตรวจทุกอย่างที่ตรวจได้ ยอมรอจนคลอดแล้วตรวจดีเอ็นเอก็ได้ แต่ระหว่างนี้...” เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ “ฉันอยากให้ลูกปลอดภัย”
กวินเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาใกล้ เธอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แต่ก็หยุดเมื่อหลังชนขอบโซฟา
“พูดมาตรงๆ เธอต้องการเงินเท่าไหร่”
มินตรามองเขาเหมือนไม่อยากเชื่อว่าคำถามนั้นออกมาจากปากเขา
“ฉันไม่ได้มาขายลูกค่ะ”
“แต่เธอมาหาผู้ชายที่เธอหายไปจากชีวิตเขาสี่เดือน แล้วบอกว่าท้องลูกเขา ในเวลาที่เขากำลังจะหมั้น เธอคิดว่าฉันควรมองเธอยังไง”
“คุณจะมองฉันแย่แค่ไหนก็ได้ค่ะ” น้ำเสียงเธอสั่น แต่มั่นคงขึ้น “แต่อย่ามองลูกแบบนั้น เขาไม่ผิด”
คำว่าเขาทำให้กวินชะงัก
“รู้เพศแล้ว?”
มินตราก้มมือลงแตะหน้าท้องเบาๆ แววตาอ่อนลงทันที
“หมอบอกว่าน่าจะเป็นผู้ชายค่ะ แต่ยังไม่ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์”
กวินมองมือนั้น ภาพบางอย่างไหลผ่านใจโดยไม่ทันตั้งตัว เด็กผู้ชาย เลือดของเขา ทายาทของเขา
แต่ทันทีที่ความอ่อนแอจะโผล่ขึ้นมา เขาก็กดมันลงด้วยความระแวง
“ถ้าเด็กเป็นลูกฉันจริง เขาต้องอยู่กับฉัน”
มินตราเงยหน้าขึ้น สีหน้าเธอซีดเผือด
“หมายความว่ายังไงคะ”
“หมายความตามที่พูด” กวินตอบเรียบ “ฉันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เธอจะได้รับการดูแลอย่างดีจนกว่าจะคลอด แต่หลังจากตรวจยืนยันว่าเด็กเป็นลูกฉัน เขาจะอยู่ในตระกูลอัครเดชาธร”
ริมฝีปากของมินตราสั่น
“แล้วฉันล่ะคะ”
กวินเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนมีดคม
“เธอจะได้รับเงินก้อนหนึ่ง แล้วออกไปจากชีวิตเขา”
โลกของมินตราเหมือนหยุดหมุน
เธอจ้องหน้าเขา พยายามหาสัญญาณว่าตัวเองฟังผิด แต่ดวงตาของกวินนิ่งเกินไป เย็นเกินไป และโหดร้ายเกินไป
“คุณจะให้ฉันคลอดลูก แล้วพรากเขาไปจากฉันเหรอคะ”
“ฉันไม่ได้พราก ถ้าเขาเป็นลูกฉัน เขาควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด”
“สิ่งที่ดีที่สุดไม่มีแม่อยู่ด้วยเหรอคะ”
คำถามนั้นทำให้กวินเงียบ แต่เพียงครู่เดียว
“แม่ที่ไม่มีปัญญาดูแลเขา อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด”
น้ำตาหยดแรกของมินตราร่วงลงโดยไร้เสียง
กวินเห็น แต่นิ่งไว้
เขาเกลียดน้ำตาผู้หญิง เพราะน้ำตาทำให้คนอ่อนแอ และเขาไม่ยอมอ่อนแอกับคนที่อาจกำลังใช้ลูกเป็นข้ออ้าง
“ฉันจะให้ทนายร่างสัญญา” เขาพูดต่อ “ระหว่างนี้เธอต้องอยู่ในที่ที่ฉันควบคุมได้ กินตามที่หมอสั่ง ตรวจครรภ์ตามนัด ห้ามหายไปอีก และห้ามติดต่อสื่อหรือใครก็ตามเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ถ้าฉันไม่เซ็นล่ะคะ”
“เธอก็เดินออกไปได้” กวินตอบทันที “แต่ฉันจะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเด็กเป็นลูกฉันจริง”
มินตรายืนนิ่ง มือเล็กกุมหน้าท้องแน่นขึ้น
เธออยากเกลียดเขา
อยากตบหน้าเขา
อยากบอกว่าเธอไม่ต้องการอะไรจากผู้ชายใจร้ายคนนี้
แต่เมื่อนึกถึงค่าเช่าห้องที่ค้างอยู่ นึกถึงงานที่ไม่มีใครรับหญิงตั้งครรภ์ นึกถึงวันที่เธอแทบไม่มีเงินซื้อข้าว และนึกถึงหัวใจดวงเล็กๆ ในท้องที่เต้นอยู่ทุกวัน ความโกรธทั้งหมดก็กลายเป็นความเจ็บที่ต้องกลืนลงไป
“ถ้าฉันเซ็น...” เธอพูดเสียงเบา “ลูกจะมีชีวิตที่ดีใช่ไหมคะ”
กวินมองเธอ
“ถ้าเป็นลูกฉัน เขาจะไม่มีวันลำบาก”
“คุณจะรักเขาไหม”
คำถามนั้นทำให้เขานิ่งไปอีกครั้ง
รัก?
คำนี้ไม่เคยอยู่ในเงื่อนไขที่เขาใช้จัดการปัญหา
“ฉันจะรับผิดชอบเขา”
มินตราหัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตา เสียงนั้นเจ็บจนคนฟังรู้สึกแปลบในอกโดยไม่เข้าใจ
“รับผิดชอบไม่เหมือนรักนะคะ”
“สำหรับเด็กคนหนึ่ง ความมั่นคงสำคัญกว่าคำหวาน”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างช้าๆ “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเซ็น”
กวินควรโล่งใจ
แต่เขากลับไม่โล่ง
“ฉันมีเงื่อนไขเดียวค่ะ” มินตราพูดต่อ
“เธอไม่มีสิทธิ์ตั้งเงื่อนไข”
“ฉันรู้ค่ะ” เธอสบตาเขา น้ำตายังเกาะอยู่ปลายขนตา แต่แววตากลับนิ่งจนน่าประหลาด “แต่ฉันขอแค่ข้อเดียว หลังคลอด...ขอให้ฉันได้อุ้มลูก ได้ให้นมเขา ได้อยู่กับเขาสักพักก่อนที่ฉันจะไป ได้ไหมคะ”
กวินไม่ตอบทันที
ในห้องเงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งคู่
มินตรารอคำตอบเหมือนคนที่กำลังรอคำตัดสินชีวิต
สุดท้ายกวินก็หันหน้าหนี
“ค่อยคุยกันตอนนั้น”
เธอยิ้มจางๆ ราวกับรู้ว่าคำตอบนั้นไม่ใช่คำสัญญา แต่เป็นสิ่งเดียวที่เขายอมให้ในตอนนี้
“ค่ะ”
กวินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเลขา น้ำเสียงกลับมาเป็นทางการและเย็นชา
“ติดต่อทนายสิงห์ ให้มาพบฉันภายในหนึ่งชั่วโมง บอกว่าเรื่องด่วนมาก”
เขาวางสาย แล้วหันมาหาเธออีกครั้ง
“ตั้งแต่วันนี้ เธอจะอยู่ภายใต้การดูแลของฉัน จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุด”
มินตราก้มหน้าลง มือยังวางอยู่บนหน้าท้อง
“ค่ะ คุณกวิน”
คำตอบสั้นๆ นั้นควรทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
แต่เมื่อกวินเห็นน้ำตาของเธอหยดลงบนหลังมือที่กำลังประคองลูกของเขาไว้ เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งลงนามในบางอย่างที่ไม่ใช่แค่สัญญา
แต่เป็นบาดแผล
บาดแผลที่วันหนึ่งอาจย้อนกลับมาทวงคืนจากเขาอย่างสาสม
คุณอาจจะชอบ





