ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ข้าอยู่ในสุสานบรรพชน

ข้าอยู่ในสุสานบรรพชน

ข้าอยู่ในสุสานบรรพชน ไล่ข้าแล้วยังไง ใช่ว่าข้าไม่มีวิชา ในเมื่อเป็นคนยุคใหม่ ข้าจะร่ำรวยด้วยมือของตัวเอง มีลูกแต่ไม่เคยลิ้มรสรักแล้วยังไง ลูกข้า ข้าเลี้ยงเอง!! แต่ทำไม…. สวรรค์…มีคนมาแสดงตัวว่าเป็นสามีข้าถึงสามคน แล้วสามีข้าคือใครกันแน่!! ****************** สามีข้าคือใคร ข้าไม่สน ข้าขอแค่หาเงินอย่างเดียวพอ!!
ตอน
แชร์

ตอน 3

เมืองหลวงแห่งนี้ถือว่าเจริญพอสมควร หลิวชิงมองโดยรอบ ก่อนจะมองเห็นหนูจำนวนมากที่วิ่งไปมาเพื่อกินอาหารที่ตกลงพื้น แต่ระบบสาธารณสุขยังไม่ดีนัก ยิ่งมองเห็นคนกำลังจะตักน้ำในถังน้ำขึ้นมาล้างผัก จากนั้นก็มีสุนัขเข้าไปกินต่อ คนมาจากอนาคตเห็นแบบนั้นก็ ส่ายหน้าทันที

ระหว่างทางพวกนางแวะที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง มองผู้คนที่สั่งอาหาร เจ้าของร้านก็เร่งรีบทำให้ ความตาดีของนางก็ทำให้เห็นหนูจำนวนมาก เข้าไปกินอาหารที่เหลือหลังร้าน

นางกินไม่ลง แถมยังบอกเพื่อไม่ให้คนอื่นกินด้วย

“มันไม่สะอาด”

ท่านหมอหลุนเงยหน้ามองคนพูด ก่อนที่หลิวชิงจะชี้ไปยังกองจานอาหารที่มีหนูกำลังล้อมกินอย่างเอร็ดอร่อย คนที่ถือตะเกียบก็วางลงเช่นกัน

“ไว้ค่อยกลับไปกินที่บ้านก็ได้”

จินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็จับมือชิงลี่ลุกขึ้น หลิวชิงอาศัยจังหวะที่ทุกคนลุกจนหมดแล้ววางกระดาษแผ่นหนึ่งลงไป หวังว่าข่าวลือที่นางสร้างจะสำเร็จ

เมื่อออกจากโรงเตี๊ยมพวกนางก็มุ่งหน้าไปต่อ รถม้าของพวกนางหยุดหน้าโรงหมอของหมอท่านหนึ่ง เมื่อลงจากรถม้าท่านหมอหลุนก็แนะนำนางให้ท่านหมออีกคนรู้จัก

“ไม่ได้เจอกันนาน ไม่แน่ใจว่าเจ้ายังจำท่านหมอเหวินได้หรือไม่ เขาเป็นญาติห่าง ๆ ของเจ้า”

นางมีญาติมาเพิ่มอีกแล้ว ท่านหมอเหวินหันมองหลานสาว

“ไม่ได้เจอกันนานตั้งแต่เจ้าแต่งเข้าสกุลหวง ครั้งสุดท้ายก็ตอนงานศพบิดามารดาของเจ้า เจ้าสบายดีหรือไม่”

หลิวชิงคำนับ จากนั้นก็ยิ้มตอบ “สบายดีเจ้าค่ะ” พยายามไม่พูดไม่ถามอะไรไปมากกว่านั้น

ท่านหมอเหวินหันไปถามท่านหมอหลุน “เหตุใดถึงได้มาอยู่ด้วยกัน”

ท่านหมอหลุนยิ้มแต่ไม่ตอบสิ่งใด เพราะตอนนี้ในร้านมีคนไข้อยู่หลายคน เจ้าบ้านเห็นแบบนั้นก็เชิญเข้าไปด้านในแทน ปล่อยให้พวกนางอยู่ด้านนอก

หลิวชิงจึงถือโอกาสเดินสำรวจโรงหมอที่ใหญ่พอควร มีการแยกห้องรักษาเป็นสัดส่วน นางเดินมาถึงห้องหนึ่งที่เป็นชั้นหนังสือจึงเข้าไปเปิดตำราพวกนั้นออกอ่าน

“เมื่อก่อนเจ้าก็ชอบมาขลุกอยู่ในนี้”

เสียงจินเฟิงเดินเข้ามาพลางถาม เขาอุ้มให้ชิงลี่นั่งบนเก้าอี้ก่อนจะนำขนมวางเอาไว้ จากนั้นก็เดินมาใกล้หลิวชิง “ตำราพวกนี้แม้เจ้าอ่าน ไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ก็ชอบให้ข้าอ่านให้ฟัง”

หลิวชิงขมวดคิ้วอีก เพราะตัวเองจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ฟังจากที่เขาเล่าแสดงว่าพวกเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วเหตุใดนางถึงไปแต่งกับซือหยางได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ

แต่เมื่อถามไม่ได้นางก็ต้องเก็บความรู้สึกตัวเองเอาไว้ จากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นด้านนอก

“ท่านหมอเหวิน ท่านหมอเหวิน” น้ำเสียงร้อนรนนั้นเรียกอีกฝ่ายทำให้หลิวชิงออกไปดูเหตุการณ์เช่นกัน เมื่อออกไปก็พบว่ามีคนถูกแบกเข้ามาในร้าน

ท่านหมอเหวินที่ออกมาจากห้องก็สั่งให้คนวางลง คนที่แบก คนป่วยมารีบบอกอาการ

“เขามีอาการไข้ หนาวสั่น บ่นปวดหัวทั้งคืนขอรับ”

ท่านหมอเหวินหยิบจับอุปกรณ์ตรวจคนไข้ แล้วเข้าไปดูอาการ

อาการไข้ หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ไม่มีเรี่ยวแรง เจ็บคอ และปวดศีรษะ

“พาคนไข้ไปห้องแยก คืนนี้คงต้องนอนที่โรงหมอ” ท่านหมอเหวินสั่งงานเสร็จก็หันมาบอกลาท่านหมอหลุน คนเป็นแขกจึงขอกลับก่อน

หลิวชิงยังสนใจมองคนไข้คนนั้น คิ้วขมวดเข้าหากัน พยายามนึกถึงตัวยาที่ต้องใช้แต่ก็นึกไม่ออก จึงหันไปถามจินเฟิง

“หากมีอาการไข้ต้องใช้ยาอะไรบ้าง”

“ไฉหู, ไว้สำหรับลดอาการไข้เพิ่มหยาง หวงฉิน, ระบายความร้อนในตัว”

“หากมีเสมหะก็ต้องใช้ปั่นเชี่ย ใช้เซิงเจียง (ขิงสด) เหรินเซิน (โสมคน) ต้าเจ่า (พุทรา) กันเฉ่า (ชะเอมเทศ) ช่วยบำรุงร่างกายส่วนกลาง ปรับสมดุลของยา”

ประโยคนี้เป็นคำพูดของหลิวชิงเอง นางเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อหันมองจินเฟิงอีกฝ่ายก็ยิ้ม “ดูเหมือนความจำของเจ้าจะยังดี ไม่เปลี่ยน”

คนถูกชมเองก็ยังแปลกใจ เพราะนางไม่คิดว่าความทรงจำของร่างนี้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรจะยังคงอยู่ ดูเหมือนจะดีที่ทำให้อีกฝ่ายไม่ผิดสังเกต

ระหว่างขึ้นรถม้าหลิวชิงก็หันมองรอบโรงหมอ เห็นคนป่วยเริ่มทยอยเข้ามาล้วนถูกหามมาทั้งสิ้น คล้อยหลังเมื่อพวกนางจากไปแล้วคนไข้คนแรกก็อาเจียนออกมาอย่างหนัก เมื่อถอดเสื้อผ้าออกก็พบตุ่ม สีดำตามตัวและเล็บมือเล็บเท้า สามวันต่อมาก็ตาย...

ณ สกุลหวง จางฮูหยินมองบุตรชาย จากนั้นก็เริ่มเล่าความเท็จและใส่ไฟในตัวของหลิวชิงมากขึ้นไปอีก

“เจ้ามิรู้อะไร ตอนนางอยู่ก็มิใคร่สนใจงานบ้าน ชิงลี่ก็ไม่ดูแล ชอบทำให้หลานข้าป่วยบ่อย ๆ แม่เจ้าบ่นจนนางเริ่มชักสีหน้าใส่ พฤติกรรม หลัง ๆ ก็ชอบออกนอกบ้านแต่งตัวเที่ยวเตร่ จนกระทั่งเมื่อเดือนก่อนนางก็หนีออกจากบ้านพร้อมกับชิงลี่ ไม่รู้ว่าจะพาหลานแม่ไปทำไม ไปอยู่ที่ไหน สบายดีหรือเปล่าก็ไม่รู้” จางฮูหยินพูดจบก็ร้องไห้ไม่หยุด

ซือหยางเห็นมารดาร้องไห้ ปากที่จะถามต่อก็ทำได้เพียงแค่หยุด เพราะคำว่ากตัญญูที่ถูกสอนมา “แล้วท่านแม่ได้ให้คนออกตามหานางหรือไม่”

คนที่ซบใบหน้ากับผ้าเช็ดหน้ารีบเงยขึ้น “ตามสิ แต่ครั้งสุดท้าย ที่พวกเขาเห็นก็คือนางขึ้นรถม้าไปกับบุรุษอื่น”

ได้ทีก็ใส่ความไปอีกเพื่อให้บุตรชายตัดใจ ไม่รู้ว่าหลิวชิงมีดีอะไรบุตรชายถึงพยายามที่จะแต่งเสียให้ได้ ครั้งนั้นหากไม่เพราะที่ดินผืนนั้น ที่นางอยากได้อยู่ในมือหลิวชิง นางก็คงไม่ยอมรับสะใภ้คนนี้แน่นอน

และแน่นอน ตอนนี้นางได้สะใภ้ที่สูงศักดิ์สมใจ สะใภ้ที่ไม่ต้องการก็ต้องเร่งเขี่ยทิ้งให้จงได้

“พวกเขาเคยเห็นบุรุษคนนั้นหรือไม่ แล้วพบนางครั้งสุดท้ายที่ไหน” ซือหยางพยายามถามต่อ แต่มารดาก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น

“เจ้าเค้นถามแม่เช่นนี้ หรือไม่เชื่อในสิ่งที่แม่พูด น่าเสียใจนักที่แม่ที่เลี้ยงเจ้ามาสู้เมียของเจ้าไม่ได้สักนิด” จากนั้นก็ลำเลิกบุญคุณอีกหลายอย่างจนซือหยางพูดไม่ออก ได้แต่ถอนใจก่อนคิดว่าให้ทหารของตนไปสืบแทนจะดีกว่า

ซือหยางเดินออกจากห้องมารดาเพื่อไปยังเรือนตะวันออก ครั้นเมื่อก้าวเท้าได้เพียงสองก้าว เขาก็หันหลังไปทางเรือนตะวันตกแทนเพื่อไปยังห้องที่หลิวชิงเคยอาศัยอยู่ ใช้เรือนนอนนั้นสำหรับคืนนี้

แสงจากพระจันทร์สาดส่องเข้ามายังหน้าต่างของห้องเรือนตะวันออก องค์หญิงชุนเหรินได้แต่เอ่ยปากพูดคุยกับคนด้านนอก

“ท่านคิดว่าที่ข้าทำถูกต้องหรือไม่”

เชื่อฟัง กตัญญู หน้าที่มาก่อนหัวใจ

องครักษ์เฟยหมิงทำได้เพียงแค่ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม ไม่อาจพูดอะไรได้เลยสักคำ

เจ้าของโรงเตี๊ยมมองกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ ในกระดาษเป็นแผนที่บอกตำแหน่งที่ซ่อนสมบัติโบราณของราชวงศ์อื่น เมื่อดูจากตำแหน่งก็พบว่าเป็นภูเขาที่อยู่นอกเมือง

เขารีบเก็บแผนที่นั้นเอาไว้ จากนั้นเมื่อตกกลางคืนก็เตรียมอุปกรณ์พร้อมกับลูกน้องในร้านหนึ่งคนเพื่อขึ้นเขาไปตามแผนที่ อาศัยจังหวะที่ทุกอย่างเงียบสงบ แผนที่ก็จบลงที่ผืนป่าด้านหลังสุสานสกุลหวง

เขามองตำแหน่งตรงหน้าก่อนลงมือขุด เสียงขุดด้วยจอบแม้ไม่ดังมากแต่คนที่จับตามองอยู่ก็มองเห็นแสงไฟ หลิวชิงมองพวกเขาขุดไม่นาน ก็หยุดมือก่อนจะรีบลงจากเขา

ทุกอย่างเงียบสงบ จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าวันต่อมาเสียงเอ็ดตะโรด้านนอกทำให้หลิวชิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับบุตรสาว

หลิวชิงเปิดประตูออกมาดูผลงานตัวเอง นิทานเด็กเลี้ยงแกะที่นางได้ยินมาดูเหมือนจะได้ผล ในเมื่อคนจำนวนมากกำลังถือจอบเพื่อขุดพื้นที่ด้านหลังสุสาน เมื่อมีคนทำงานให้แล้วนางก็เดินไปหาจินเฟิงแทน

สองมือจูงบุตรสาวไปก็ชี้กระต่ายที่กำลังวิ่งผ่าน “พวกเราจับมันกินดีไหม”

ชิงลี่เงยหน้ามองมารดา “เมื่อก่อนท่านแม่บอกว่าห้ามฆ่าสัตว์”

คนเป็นแม่ยิ้มตอบ “เมื่อก่อนเรามีกินมีใช้ ตอนนี้ไม่มี หากไม่กินมันเราก็ตาย ดังนั้นคุณธรรมเก็บไว้ในใจ เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า”

บุตรสาวที่พยายามเข้าใจความหมายพยักหน้าเรียนรู้ท่านแม่ ที่แปลกไปจากเดิม สองมือจูงมือกันไปยังกระท่อมของท่านหมอหลุน เมื่อไปถึงแทนที่จะเห็นจินเฟิงกำลังตากสมุนไพร กลับพบแต่ความว่างเปล่า ได้ยินเสียงจากด้านในดังออกมา

“ท่านหมอ ท่านช่วยสามีข้าด้วย”

หลิวชิงหันมองบุตรสาว “เจ้านั่งรอด้านนอก เดี๋ยวแม่จะเข้าไปดูหน่อย” จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากตัวเอง บุตรสาวไม่เข้าใจจึงถาม “ปิดทำไมเจ้าคะ”

“สุขอนามัย คนด้านในคงเป็นคนป่วย แม้สมัยนี้ไม่มีหน้ากากอนามัย แต่ผ้าพวกนี้ก็พอจะใช้ได้” สงสัยคงต้องหาผ้ามาทำอย่างจริงจังแล้ว โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้หากเป็นขึ้นมาวิธีการรักษาก็ยังไม่แน่นอน ถึงนางจะตายมารอบหนึ่งแล้วก็ไม่อยากตายรอบสอง

เมื่อเปิดประตูเข้าไป นางก็ทำได้เพียงแค่ยืนห่าง ๆ มองท่านหมอหลุนและจินเฟิงกำลังช่วยจัดยา เสียงไอยังคงดังต่อเนื่อง นั่นทำให้หลิวชิงเริ่มสังเกต

“คนไข้คนนี้มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ เนื้อตัวมีจุดดำ เล็บมือเล็บเท้าเริ่มดำกว่าเดิม” ลักษณะพวกนี้เป็นโรคอะไรนะ พยายามนึกถึงโรคปัจจุบันก็นึกไม่ออก

“จัดเทียบยาลดไข้ ลดอาการปวดเมื่อย ส่วนพวกนี้…” ท่านหมอหลุนมองแผลตามเล็บมือเล็บเท้าก็ขมวดคิ้ว “ยารักษาแผลเป็น”

“ยาฆ่าเชื้อ” เสียงหลิวชิงดังขึ้นทำให้ท่านหมอหลุนหันมอง หลิวชิงจึงอธิบายต่อ “เขาไม่ได้เป็นแผลทั่วไป แต่เป็นแผลจากการติดเชื้อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้ยาฆ่าเชื้อ”

คำว่ายาฆ่าเชื้อทำให้ท่านหมอหลุนยิ่งไม่เข้าใจกว่าเดิม “เจ้ากำลังพูดถึงตัวยาใด?”

นั่นสิ ถ้าเป็นโลกของนางยาฆ่าเชื้อก็มีสำเร็จพร้อมฉีด แต่โลกนี้ยังไม่มี ดังนั้นนางพอจะทำอะไรแทนได้ไหม

“ท่านหมอหลุน” เสียงด้านนอกดังขึ้น ทำให้หลิวชิงหันไปมองพบเป็นชาวบ้านที่เดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าที่ด้านในมีผักผลไม้หลากหลาย เมื่อนางเดินไปดูก็พบผลไม้ชนิดหนึ่ง ‘สับปะรด’ คำว่าน้ำส้มสายชูทำให้นางนึกออก หากเราหมักสับปะรดเพื่อใช้เป็นน้ำส้มสายชูฆ่าเชื้อเพื่อรักษาแผลของผู้ป่วยอาจจะพอใช้ได้ แม้ไม่รู้ผลก็ดีกว่ารักษาแบบผิด ๆ

“ผลไม้นี้ท่านได้มาจากไหน”

“อาฟงบุตรชายข้านำมาจากเมืองหยุนตี้” เป็นเมืองทางเหนือที่เป็นเส้นทางสายไหม เลยทำให้เจอกับสับปะรด และตอนนี้นางก็รู้แล้วว่าจะปลูกอะไร

ผู้ป่วยยังคงไม่ได้สติ นางก็พยายามหยิบจับสมุนไพรช่วยตามที่ตัวเองช่วยได้ น่าแปลกที่นางรู้จักสมุนไพรเกือบหมดทุกอย่าง ดูเหมือนความทรงจำของร่างนี้เกี่ยวกับสมุนไพรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“วันนี้เจ้าเหนื่อยมากแล้ว กลับไปพักเถอะ” นางมาช่วยเขาไม่ได้เหนื่อยเท่ากับการขุดพื้นที่ปลูกพืชหรอก ไม่รู้ว่าผลงานที่นางวางไว้เสร็จหรือยัง คิดแล้วก็อยู่ต่ออีกหน่อยดีกว่า

“ข้าขอทำอะไรบางอย่างก่อน” หลิวชิงหันไปมองสับปะรดที่วางอยู่ในครัว มองหาน้ำตาลก็เจอกับน้ำตาลที่ยังไม่ขัดสี ถึงไม่ใช่น้ำตาลสีขาว แต่ก็ใช้ได้

“เจ้าจะทำอะไร”

“น้ำส้มสายชู”

“ชู่” จินเฟิงพูดอีกอย่าง หลิวชิงที่จิตใจอยู่กับสับปะรดเลยได้แต่พยักหน้า นางมองหาโอ่งขนาดเล็กเพื่อนำมาใส่สับปะรดลงไปก่อน ตามด้วยน้ำตาลเคี่ยวในกระทะจากนั้นก็ทิ้งให้เย็นแล้วใส่ลงในโอ่งปิดให้สนิท คิดว่ากว่าจะใช้ได้ก็อีกสองสัปดาห์ หลิวชิงวางผลงานลง จากนั้นก็หันไปมองเจ้าของเรือน

“ท่านอยากกินอะไรไหม”

นางหันมองรอบครัว ก่อนจะเลือกทำอาหารที่ตัวเองพอทำได้ เพราะนอกจากสับปะรดที่นางซื้อมาก็ยังมีบะหมี่ คนรุ่นใหม่หยิบจับลวกบะหมี่ จากนั้นก็เริ่มผัดใส่ไข่พร้อมกับผักลงไปกินอย่างง่าย ๆ ตั้งแต่โผล่มายุคนี้บะหมี่ผัดหากินยากเหลือเกินเพราะคนสมัยนี้นิยมกินแบบเป็นน้ำ

พอนางวางจานบะหมี่พวกเขาก็ถาม “มันคือ?”

ก็บะหมี่ผัดธรรมดา “บะหมี่สวรรค์” ได้ชื่อมั่วเสร็จก็รีบบอกให้ พวกเขากิน นางหันไปมองบุตรสาวจากนั้นก็คีบป้อนให้ ดูเหมือนเด็กน้อยจะชอบมาก แถมพอหันมองอีกสองคนพวกเขาก็กินอย่างเอร็ดอร่อย นางหันมองแสงตะวันที่กำลังลับขอบฟ้า

ชีวิตในสุสานบรรพชนก็ไม่ได้ยากลำบากเท่าไร เมื่อมีครอบครัวท่านหมออยู่เป็นเพื่อน เด็กน้อยกินจนหลับไปแล้ว จินเฟิงเห็นดังนั้น จึงเอ่ยชวนให้นางนอนที่กระท่อมแห่งนี้แทน

“นอนที่ห้องข้าก็ได้ ข้าจะนอนด้านนอกเอง มืดค่ำแล้วเจ้าอย่ากลับไปเลย”

นางเห็นด้วยเพราะตอนนี้ผู้คนคงยังเยอะอยู่ อยู่กันสองแม่ลูก ก็ยิ่งอันตราย อีกอย่างนางไม่อยากให้ใครเห็นว่านางอยู่ที่นั่น

นอกชานเรือน หลิวชิงนั่งห้อยขามองพระจันทร์ ส่วนจินเฟิงเองก็เช่นกัน อีกฝ่ายไม่ได้มองพระจันทร์แต่กลับมองใบหน้าหญิงสาว คิดถึงความสุขก่อนที่นางจะแต่งเข้าสกุลหวง

“หากเมื่อก่อนข้าไม่ยินยอมตามใจเจ้า เรื่องวันนี้คงไม่เกิด เพราะข้าจะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด”

หลิวชิงหันมองเขา หรือจะบอกเขาดีว่าวิญญาณในร่างนี้ไม่ใช่หลิวชิงแล้ว “ท่านเชื่อเรื่องเกิดใหม่ไหม ตอนที่ข้าป่วยใกล้ตายนั้นเมื่อฟื้นขึ้นมาความทรงจำในอดีตข้าล้วนลบเลือนไปสิ้น บัดนี้คนที่เคยรู้จักก็ล้วนเป็นคนแปลกหน้า”

จินเฟิงมองหลิวชิง “เจ้าหมายความว่ายังไง”

“ข้าจดจำเรื่องในอดีตไม่ได้อีกแล้ว แม้ท่านจะพูดถึงเรื่องอดีตข้าก็จำไม่ได้ คงมีแค่ความทรงจำเรื่องสมุนไพรพวกนี้ที่ยังพอจำได้เลือนราง”

จินเฟิงหันมองสมุนไพรตรงหน้า “ตัวข้าสำคัญน้อยกว่าสมุนไพรเชียวหรือ”

นางยิ้มปลอบเขา “ไม่ใช่แค่ท่าน เขาก็เช่นกัน ข้าจดจำความรู้สึกที่มีต่อเขาไม่ได้อีกแล้ว สำหรับข้าแล้ว ในตอนนี้ข้ารู้สึกสบายใจที่อยู่กับท่านมากกว่าเจอเขาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีเสียอีก”

คำพูดนี้สร้างความอบอุ่นให้กับจินเฟิง หากบุรุษผู้นั้นหายไปตลอดกาลก็คงดี พวกเราคงได้ใช้ชีวิตที่สงบเช่นนี้ตลอดไป

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เล่ห์รักในรอยทราย
9.1
มินทราภาต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อถูกชายปริศนาบุกรุกเข้าหาถึงในห้องพักโรงแรม แม้เธอจะพยายามป้องกันตัวแต่กลับพบว่าเขาคือแขกคนสำคัญ ความเข้าใจผิดนำไปสู่ความสัมพันธ์อันซับซ้อน เมื่อจอมโอหังอย่างเจ้าชายคริสตินเริ่มมีใจให้สาวงามที่เขาเคยสบประมาท เขาจึงวางแผนพาเธอไปยังดินแดนของตนเพื่อพิสูจน์รักแท้ ทว่ามินทราภากลับถูกลักพาตัวไปหมายเอาชีวิตท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ทั้งคู่ต้องร่วมกันฟันฝ่าอันตรายเพื่อรักษาชีวิตและความรักที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติมาปลูกผักพร้อมของวิเศษ
8.6
จากชีวิตที่แสนสุขสบาย หญิงสาวกลับต้องเผชิญโชคชะตาเล่นตลกเมื่อประสบอุบัติเหตุจนหลุดมาอยู่ในยุคโบราณ ทว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เมื่อเธอต้องมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงตัวน้อยท่ามกลางครอบครัวที่ยากลำบาก ทั้งมารดาที่ล้มป่วยและบิดาที่พิการไร้ความสามารถในการทำงาน มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายในการออกไปหาอาหารเพื่อประทังชีวิตทุกคนให้รอดพ้นจากความอดอยากในโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายนี้
หน้าปกนวนิยาย องค์หญิงอย่าคิดหนี
8.1
องค์หญิงหลิวอี้เฟยต้องเผชิญชะตากรรมที่เลือกไม่ได้ เมื่อถูกส่งตัวไปวิวาห์กับอ๋องชราต่างแดน ทว่าระหว่างการเดินทางนางกลับบังเอิญล่วงรู้ความลับดำมืดของหัวหน้าองครักษ์ผู้เย็นชา ทำให้เขามุ่งหมายจะปลิดชีพนางเพื่อปิดปาก ท่ามกลางอันตรายรอบด้านและความตายที่ไล่ล่า องค์หญิงจึงต้องหาทางหลบหนีสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดจากน้ำมือของบุรุษเหี้ยมโหดผู้นี้ให้ได้ เรื่องราวความรักท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบในรูปแบบโรมานซ์ที่จบอย่างมีความสุข
หน้าปกนวนิยาย อ้ายหลานสาวน้อยจอมพลัง
9.6
อ้ายหลานคือเด็กหญิงตัวเล็กผู้เกิดมาพร้อมพละกำลังมหาศาลเกินขีดจำกัดมนุษย์ แม้ร่างจะดูบอบบางแต่นางกลับยกกระสอบข้าวหนักๆ ได้ด้วยมือเดียว หรือแม้แต่หินก้อนมหึมาขนาดสิบคนโอบก็ทุ่มทิ้งได้อย่างง่ายดาย นอกจากพลังกายอันน่าทึ่งแล้ว นางยังมีสัมผัสการดมกลิ่นที่ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลิ่นอาหารที่อยู่ห่างไกลออกไป ทั้งยังสามารถใช้จมูกแยกแยะสิ่งมีพิษออกจากของที่กินได้ปลอดภัยอย่างแม่นยำจนน่าอัศจรรย์ใจ
หน้าปกนวนิยาย หักเหลี่ยมเทวา
8.6
โชคชะตาที่พลิกผันจากความตายในช่วงวัยเยาว์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อเขาถูกเลือกให้ฟื้นคืนชีพเพื่อแบกรับภารกิจปริศนาบางอย่างที่เต็มไปด้วยอันตราย เขาต้องออกผจญภัยไปในดินแดนลี้ลับเพื่อตามหาความจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่านแห่งโชคชะตา ท่ามกลางการหักหลังและการต่อสู้ที่ต้องใช้ไหวพริบเข้าแลก เขาจะสามารถไขปริศนาของหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ได้สำเร็จหรือไม่ หรือต้องจมดิ่งสู่ความตายอีกครั้งในโลกที่เต็มไปด้วยความลับ
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติมาเป็นสาวน้อยในหมู่บ้านหนานชุน
9.4
ลู่จื้อ หญิงสาวผู้กุมอำนาจเหนืออาณาจักรคาสิโนยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน ตัดสินใจละทิ้งวงการธุรกิจสีเทาที่ได้รับสืบทอดมาจากพ่อบุญธรรมผู้ล่วงลับ เธอหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการส่งมอบอำนาจทั้งหมดคืนให้แก่เครือญาติของเขา ทว่าความใจกว้างของเธอกลับถูกตอบแทนด้วยการทรยศหักหลัง เมื่อเหล่าญาติที่โลภโมโทสันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทรัพย์สิน แต่ยังวางแผนกำจัดเธอให้สิ้นซากเพื่อดับไฟแค้นและปิดปากเธอไปตลอดกาล