
ยอดทหารกลับมาแล้ว
ตอน 3
เมื่อได้ยินแบบนี้ ทุกคนก็หันมองไปตามทิศทางของเสียงทันที
คนนั้นเป็นหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาและออร่าไม่ต่างอะไรกับจ้าวหยิงหยิง ถึงขนาดที่ดีกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ
เธอก็คือจางเสวี่ยจิ้ง คุณหนูของตระกูลจางแห่งเมืองหนานอวิ๋นนั่นเอง
ตระกูลจางถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 แน่นนอว่าศักยภาพนั้นอยู่เหนือกว่าตระกูลจ้าว สามารถต่อกรกับตระกูลหลี่ได้ เพียงแต่เนื่องจากความขัดแย้งกันภายในตระกูล ดังนั้นจึงมีพัฒนาการที่เชื่องช้าถึงขนาดที่ถดถอยด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะไต่ขึ้นไปอยู่ใน 5 อันดับแรกไปแล้วก็ได้
ทุกคนต่างก็คิดไม่ถึงว่าจางเสวี่ยจิ้งจะออกหน้ามาช่วยถังเฟิง คนจำนวนไม่น้อยเริ่มพูดคุยซุบซิบกัน
“ทำไมคุณหนูใหญ่ของตระกูลจางถึงออกหน้ามาให้กับผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกินคนนี้กันนะ หรือว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกันอย่างนั้นเหรอ”
“ไร้สาระ จางเสวี่ยจิ้งจะชอบหมอนี่ได้ยังไง ฉันว่านะ บางทีตระกูลจางอาจจะขัดขวางไม่ให้ตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่เป็นพันธมิตรกัน จงใจคิดมิดีมิร้ายก็ได้นะ”
“มีเหตุผล นี่อาจเป็นแผนการของเขาก็ได้ รอดูอะไรสนุก ๆ ได้เลย”
จางเสวี่ยจิ้งเดินไปอยู่ตรงหน้าของถังเฟิง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “คุณถัง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
ถังเฟิงมองดูอย่างละเอียด ถึงจำอีกฝ่ายขึ้นมาได้
พวกเขาเคยพบกันโดยบังเอิญที่โรงพยาบาลเมื่อครึ่งปีก่อน ตอนนั้นถังเฟิงบังเอิญมาเจอพ่อของเธอป่วยหนัก จึงให้คำแนะนำด้วยความเห็นอกเห็นใจไป ซึ่งได้ช่วยชีวิตของพ่อเธเอาไว้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จางเสวี่ยจิ้งก็เริ่มสังเกตและตรวจสอบถังเฟิง ความรู้สึกสนใจเริ่มแรงกล้ามากขึ้น และมักจะรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ถังเฟิงตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย
บทสนทนาสองประโยคนี้เดิมทีก็ปกติทั่วไปไม่ได้แปลกประหลาดอะไร แต่เมื่อตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่ได้ยินแล้วกลับรู้สึกขัดหูเป็นพิเศษ ราวกับทำร้ายความรักในศักดิ์ศรีของพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
จ้าวหยิงหยิงเห็นว่าพวกเขาสองคนสนทนากันราวกับเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาหลายปีเลยทีเดียว สิ่งนี้มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก จึงจี้ถามขึ้นมาว่า “เสวี่ยจิ้ง เธอหมายความว่ายังไง”
จางเสวี่ยจิ้งตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว “ก็หมายความตามที่พูดเลย ถ้าอยู่ที่นี่ไม่เหมาะสม ก็ต้องมีสักที่ที่เหมาะสม พวกเธอไม่ต้องการคุณถัง แต่พวกเราต้องการ!”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา ทุกคนต่างพากันส่งเสียงฮือฮา
โดยเฉพาะคำว่า “ต้องการ” จางเสวี่ยจิ้งไม่ได้อธิบายให้มันชัดเจน ทำให้ทุกคนเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าทั้งสองคนนี้จะต้องมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกันอย่างแน่นอน
จ้าวตงหัวเราะอย่างเหน็บแนม ก่อนจะพูดขึ้นอย่างจิกกัด “จางเสวี่ยจิ้ง รสนิยมของเธอนี่ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริง ๆ เหล่าบรรดาคุณชายในแวดวงคนรวยมีตั้งมากมายไม่ชอบ ดันไปชอบผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกินแบบนี้สินะ”
“เหอะ ๆ จ้าวตง ตอนนี้ตระกูลจ้าวของพวกคุณนี่ไม่รู้จักเจียมตัวบ้างแล้วเลยนะ ถึงจะอวดอ้างไปทั่วว่าเป็นตระกูลที่สูงศักดิ์ร่ำรวย แต่ก็ยังคงหยาบคายดิบเถื่อนอยู่ในกระดูกอยู่ดี” จางเสวี่ยจิ้งพูดตอกกลับไปอย่างไม่รีบไม่ร้อน ซึ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดจนชวนให้คนรู้สึกอึดอัดไปหมด
จ้าวติงเทียนนไอกระแอมออกมาสองที สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทว่าตระกูลจางเป็นตระกูลที่มีอำนาจเหนือกว่า เขาไม่คิดจะมีความขัดแย้งกับตระกูลจางอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบในวันนี้
ในเวลานี้หลี่อวิ๋นเทียนที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จามาโดยตลอดเอ่ยปากพูดขึ้นมาแล้ว “เสวี่ยจิ้ง ไม่ว่าพวกคุณจะมีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่นี่คือเรื่องในตระกูลของตระกูลจ้าว เกรงว่าไม่จำเป็นต้องให้คุณมาคอยชี้นิ้วสั่งการหรอกนะ ต่อให้คุณอยากจะรับเจ้าหมอนี่ไป ก็ต้องรอจนกว่าพวกเขาสองคนหย่ากันก่อนใช่ไหม”
“คุณชายหลี่พูดได้ดี!” จ้าวตงเดินตรงไปหาหลี่อวิ๋นเทียนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สีหน้าท่าทางประจบสอพลอ ถ้าเจ้าหมอนี่มีหาง ตอนนี้ก็คงจะกระดิกริก ๆ ไปมาแล้วแน่ ๆ
“เอาล่ะ” จางเสวี่ยจิ้งหันไปหาถังเฟิง “คุณถังรีบตัดสินใจเร็วเข้าเถอะค่ะ ทำไมถึงต้องมาทนทุกข์ทรมานกับความอัปยศอดสูที่ตระกูลจ้าวด้วย คุณไม่ต้องห่วง ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร ฉันจะสนับสนุนคุณเอง”
หลิวซู่อวิ๋นลดเปลือกตาลง สองตาคู่นั้นหรี่ลงเป็นเส้นตรง สายตาราวกับเข็มโลหะ ความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในนั้นแผ่ซ่านไปทั่วทุกที่ เธอพูดขึ้นอย่างช้า ๆ ว่า “คุณจาง อย่าไปปฏิบัติกับเด็กคนนี้เหมือนกับเป็นสิ่งล้ำค่าเด็ดขาดเลยนะ ฉันเคยไปหาหมอดูมาก่อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาขัดดวงชะตาของพวกเราตระกูลจ้าวมาโดยตลอด ไม่อย่างนั้นการพัฒนาของตระกูลก็คงจะดีกว่าตอนนี้ไปแล้ว”
“เหอะ ไม่ทราบว่าชั้นล่างของการเริ่มทำธุรกิจของตระกูลจ้าว ใครเป็นคนให้กับพวกคุณเหรอครับ” ท่าทีของถังเฟิงในตอนนี้เปลี่ยนไป สองมือไขว้หลัง ราวกับเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง ไม่ใช่ขยะไร้ประโยชน์ที่อ่อนแอเหมือนกับที่พวกเขาพูด
คุณอาจจะชอบ





