
ข้อเสนอหัวใจ
ตอน 3
หนานซ่งเข้าไปในลิฟต์ที่รายล้อมไปด้วยผู้บริการระดับสูง เธอหันหน้าไปถามรองประธาน “ยังเหลือประมาณสองสามท่านที่ยังไม่มาใช่ไหม?”
“ครับ”
เจี่ยงฝานผู้เป็นรองประธานเดินไปข้างหน้า ท่าทีเคารพนอบน้อม แต่น้ำเสียงกลับขอไปที “พวกคนเก่าแก่ที่นำโดยหนานหนิงไป่เย่อหยิ่งมาก แถมยังคิดจะอวดดี คิดที่จะสร้างความลำบากใจให้ท่านครับ”
”งั้นเหรอ?”
หนานซ่งสีหน้ายังคงนิ่งเฉยความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ “สีสันของโลกใบนี้เปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว ทำไมพวกคุณลุงพวกนั้นของฉันถึงมองไม่ทะลุปรุโปร่งกันนะ”
หนานหนิงพร้อมด้วยคณะกรรมการห้าคนนั่งอยู่ในห้องประชุม เอนหลังพิงพนักพิงเก้าอี้ ไขว่ห้าง ดื่มชา แต่ละคนวางท่าวางทางราวกับเป็นนายท่าน สีหน้าดูไม่แยแสสนใจ แต่ความจริงภายในใจนั้นกลับเป็นกังวลอย่างมาก
“ทำไมถึงยังไม่มาอีก?” หนานหนิงนั่งอยู่ตรงตำแหน่งของประธานคณะกรรมการ ใบหน้าอวบอ้วนเผยให้เห็นถึงความวิตกกังวล สั่งกำชับเลขาสาวที่อยู่ข้างหลัง “ออกไปดูหน่อย”
“เฮียสอง อย่าร้อนใจไปเลย จะช้าจะเร็วยังไงคนก็ต้องมา เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกจะต้องแสดงผลงานออกมาให้ดี ถึงยังไงก็ต้องวางตัวให้สูงเข้าไว้เป็นธรรมดา”
หนานหนิงจู๋จับลูกประคำอยู่ในมือ สวมใส่ชุดไทเก๊ก เหมือนกับฝึกฝนจนบรรลุความเป็นอมตะแล้วอย่างไรอย่างนั้น
หนานหนิงไป่ส่ายหน้า “หนุ่มสาวสมัยนี้ไม่รักษาเวลาเอาซะเลยจริง ๆ พวกนายเองก็ไม่ต้องเกร็งแล้ว อีกเดี๋ยวก็พูดในสิ่งที่ควรจะพูดละกัน ถึงยังไงหนานซือ กรุ๊ปก็เป็นธุรกิจของตระกูลหนานของพวกเราเหมือนกัน ฉันมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ”
ในขณะที่จิ้งจอกเฒ่าเหล่านี้กำลังปรึกษาหารือว่าทำยังไงถึงจะอวดเบ่งอำนาจบารมีของตัวเองให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เพิ่งมาใหม่ได้เห็นนั้น เลขาสาวก็รีบวิ่งกลับมาด้วยความทุลักทุเล สีหน้าตื่นตระหนก
“แย่แล้วค่ะหัวหน้า ท่านประธานคนใหม่เรียกรวมตัวผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ห้องประชุมอีกห้องหนึ่ง การประชุมกำลังจะเสร็จสิ้นลงแล้วค่ะ...”
“ว่าไงนะ? !”
เหล่าบรรดาชายชราที่เดิมทีกำลังนั่งนิ่งเฉยอยู่นั้นก็ทยอยกันลุกขึ้นยืน ตบโต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยว “ถึงยังไงพวกเราก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่ทุ่มเทพยายามให้กับหนานซือ กรุ๊ปมาอย่างยาวนาน ไอ้เด็กหนุ่มที่เพิ่งมาใหม่คนนี้กลับไม่เห็นหัวพวกเราแบบนี้เนี่ยนะ!”
เด็กสมัยนี้นี่ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่เลยจริง ๆ
เลขาสาวสีหน้าซีดขาว พูดกระซิบออกมาเบา ๆ “ไม่ใช่เด็กผู้ชายนะคะ แต่เป็น... ผู้หญิงค่ะ”
ชายชราพวกนั้นตกใจขึ้นมาอีกครั้ง “ผู้หญิงเหรอ? !”
ทันทีที่หนานซ่งประกาศ “เลิกประชุม” หนานหนิงไป่กับหนานหนิงจู๋ก็พาคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาทันทีด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว แต่หลังจากที่เห็นหนานซ่งแล้ว สีหน้าที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็ถูกแทนที่ด้วยความช็อกตกใจ “หนานซ่ง...”
“ทำไมเป็นเธอ? !”
ท่านรองกับท่านสามได้เตรียมความพร้อมมาทุกรูปแบบ แต่กลับไม่คาดคิดแม้แต่นิดเดียว ว่าคนช่วยชีวิตผู้ทรงอิทธิพลที่ทำให้หนานซือ กรุ๊ปฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังซื้อหุ้น 51% ของหนานซือ กรุ๊ปไปทีเดียวแบบนี้ จะเป็นหลานสาวคนโตของพวกเขาเอง!
เธอตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
หนานซ่ง คุณหนูใหญ่ของตระกูลหนานทายาทของหนานซือ กรุ๊ปประสบอุบัติเหตุร่วงตกหน้าผาขณะปีนเขาตั้งแต่สามปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังหาศพไม่เจอ ท่านรองกับท่านสามตระกูลหนานเสียใจมาก เขาจัดงานศพให้กับหลานสาวอย่างใหญ่โต ทั้งยังรับสิทธิ์ในการบริหารหนานซือ กรุ๊ปมาในยามวิกฤตอีกด้วย หลังจากแบ่งทรัพย์สินและหุ้นภายใต้ชื่อของหนานซ่งไปแล้ว ใครจะไปคิดว่า คนที่ตายไปแล้วจะกลับมาอีกครั้ง!
หนานซ่งรู้สึกเพลิดเพลินกับสีหน้าตกใจของพวกเขาเป็นอย่างมาก เอนหลังพิงพนักพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ยกเปลือกตาขึ้น “ลุงสอง ลุงสาม ฉันฟื้นคืนชีพกลับมาแล้ว เซอร์ไพรส์ไหมคะ คาดไม่ถึงใช่มั้ยคะ?”
คำพูดของเธอ มันได้ย้ำเตือนเขาแล้ว หนานหนิงไป่กับหนานหนิงจู๋สีหน้าเปลี่ยนไปทันที มองหนานซ่งด้วยน้ำตาที่ไหลอาบเต็มหน้า จะเข้าไปกอดเธอด้วยความตื่นเต้น
“ซ่งหนาน เธอยังมีชีวิตอยู่ ดีจริง ๆ พ่อของเธอรู้จะต้องดีใจมากแน่ ๆ...”
หนานซ่งเลื่อนเก้าอี้ไปข้างหลัง ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ จ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเย็นชาอย่างเก็บซ่อนเอาไว้ไม่มิด “ฉันเองก็เชื่อว่าพวกเขาจะดีใจมากเหมือนกัน”
หนานหนิงไป่กับหนานหนิงจู๋ถูกหนานซ่งจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรไปชั่วขณะ
หนานซ่งเองก็ไม่ได้มีท่าทีอ่อนโยนกับพวกเขาเหมือนกัน หันหน้าไปพูดกับเหล่าผู้บริหารระดับสูงที่ต่างคนต่างมีสีหน้าที่แตกต่างกัน “พวกคุณในที่นี้ล้วนแต่เป็นพนักงานเก่าแก่ของหนานซือ กรุ๊ป แน่นอนว่ารู้อารมณ์ และสไตล์ของฉันเป็นอย่างดี ในเมื่อฉันกลับมาแล้ว ก็จะไม่มีทางทำให้หนานซือ กรุ๊ปล่มสลายไปอย่างแน่นอน ความพยายามที่พ่อแม่ของฉันต่อสู้ดิ้นรนมา ฉันจะเป็นคนปกป้องมันเอง ทุกคนสงบจิตสงบใจลงสักหน่อย ทำงานในส่วนของตัวเองให้ดี สิ่งที่ควรจะได้รับ หนานซ่งไม่มีทางปฏิบัติต่อพวกคุณอย่างไม่เป็นธรรมแน่นอน”
...
ในขณะเดียวกัน ณ เมืองวิลเกต
อวี่จิ้นเหวินรับจั๋วซวนออกจากโรงพยาบาล ระหว่างทางกลับ เขาถือโทรศัพท์เอาไว้ พูดด้วยเสียงเคร่งขรึม “ตามหาร่องรอยไม่เจอแม้แต่นิด แกจะเอาอะไรกิน?”
ผู้ช่วยตัวสั่นอยู่ที่ปลายสาย เขาเองก็แปลกใจเหมือนกัน เขาตรวจสอบกล้องวงจรปิดในรัศมีหลายร้อยเมตรแล้ว พยายามทุกวิธีแล้ว ก็ตรวจสอบร่องรอยของคุณนายไม่เจอเลยสักนิด ราวกับว่าคนหายไปในอากาศอย่างไรอย่างนั้น
เขากลืนน้ำลาย ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่สั่นกระเส่า “แต่ว่า สถานภาพของคุณนายคือเด็กผู้หญิงที่มาจากชนบทของเมืองออนมอร์จริง ๆ นะครับ ยิ่งไปกว่าพ่อแม่เองก็เสียชีวิตไปเนื่องจากอาการป่วยจริง ๆ ครับ”
ปลายนิ้วมือที่เรียวยาวของอวี่จิ้นเหวินแตะลงบนหัวเข่า สีหน้านิ่งเฉย:เป็นแบบนี้แสดงว่าเขาคิดมากเกินไป
จั๋วซวนนั่งลงข้าง ๆ อวี่จิ้นเหวินอย่างกระอ่อนกระแอ่น พลางออกความเห็นขึ้นว่า “ผู้หญิงที่มาจากชนบทแบบคุณลู่ ไม่คิดว่าจะจากไปตัวเปล่าโดยไม่เอาอะไรติดตัวไปเลยแบบนี้ ช่างแตกต่างจากคนอื่นจริง ๆ ว่าไหมคะพี่จิ้น”
อวี่จิ้นเหวินขมวดคิ้ว เยาะเย้ยอยู่ภายในใจ นึกถึงผู้หญิงที่ทั้งเงียบ และนิ่งคนนั้นขึ้นมา บางทีเธออาจจะอยากให้เขารู้สึกว่าเธอแตกต่างจากคนอื่นก็ได้
“คุณอวี่ ผมส่งคนไปตามหาที่เมืองออนมอร์เรียบร้อยแล้วครับ บางทีคุณนายอาจจะกลับบ้านแล้วก็ได้”
“ไม่ต้องหาแล้ว” อวี่จิ้นเหวินสีหน้าเรียบเฉย พูดขึ้นมานิ่ง ๆ “หย่ากันไปแล้วก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ในเมื่อเธอเลือกที่จะจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี ก็ตามใจเธอแล้วกัน”
“... รับทราบครับ อ้อ ยังมีอีกเรื่องครับ เรื่องงานครับ!”
ผู้ช่วยรู้สึกว่าบอสหมดความอดทนแล้ว จึงรีบเน้นย้ำเรื่องงานทันที
อวี่จิ้นเหวินพูดออกมาคำเดียว “พูด”
“ตระกูลหนานแห่งเมืองเมอร์เดนเกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้นนิดหน่อยครับ เมื่อสองสามวันก่อนหน้านี้ บุคคลลึกลับที่ช่วยให้หนานซือ กรุ๊ปฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้คนนั้นในที่สุดก็เปิดเผยหน้าออกมาแล้วครับ ข่าวที่เผยแพร่ออกมาบอกว่า... คุณหนูใหญ่ของตระกูลหนานกลับมาแล้ว!”
อวี่จิ้นเหวินเลิกคิ้ว คุณหนูใหญ่ของตระกูลหนานเหรอ? ตายไปตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ?
คุณอาจจะชอบ





