
รักแท้ หรือรักเท็จ
ตอน 3
ในความเป็นจริงแล้ว เซียวยูได้ใช้ประโยชน์จากการแต่งงานกับเธอเพื่อที่จะได้ใช้มันในการอนุมัติสำหรับโครงการต่าง ๆ ของเขาจากตระกูล ซือ ในขณะที่เธอเองก็เลือกที่จะใช้เขาเพื่อหนีออกจากจากตระกูล ซือ เช่นกัน บางทีแล้ว การแต่งงานระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้นจะว่าไปแล้ว ก็แค่เพื่อสนองความต้องการซึ่งกันละกันก็เท่านั้น
ในขณะที่มิไป๋กำลังตกอยู่ในภวังค์โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่ากำลังมีร่างของชายคนหนึ่งวิ่งพุ่งเข้ามาหาเธอและกระโจนเข้าใส่เธอพร้อมกับกระชากเอากระเป๋าของเธอไป เธอจึงรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที เธอตกตะลึงกับหัวขโมยที่เพิ่งกระชากเอากระเป๋าเธอไปต่อหน้าต่อตาเธอ แต่เธอก็รีบตอบสนองอย่างรวดเร็วในขณะที่เธอวิ่งไล่ตามโจรนั่นผ่านถนนที่พลุกพล่าน!
“หยุดไอ้ผู้ชายคนนั้นเอาไว้ด้วยค่ะ! มันขโมยเอากระเป๋าของฉันไป!” มิไป๋อุทานขึ้นในขณะที่เธอตะโกนไปด้วยความหวังว่าจะมีคนเข้ามาช่วยเธอ ไม่ว่าเธอจะสวมใส่ชุดหรือใส่อะไรก็ตาม มิไป๋ก็ดูเหมือนว่าเธอจะดึงดูดพวกเหล่าหัวขโมยได้เป็นอย่างดี แต่โชคร้าย ที่เธอลืมถึงลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งในสถานที่นี้ ผู้คนที่อยู่ละแวกนี้นั้นไม่ชอบยุ่งกับเรื่องของใคร ไม่สุงสิงและยังใจดำอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจที่จะเข้ามาช่วยเธอ บางคนถึงกับใช้คำพูดที่ส่อไปในทางล่วงละเมิดทางเพศกับเธอ
“เฮ้ย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! มิไป๋ตะโกนเรียก เธอหอบหายใจเหนื่อยในขณะที่เธอวิ่งมาจนถึงมุมกำแพงที่โจรคนนั้นเพิ่งจะวิ่งผ่านไป ถนนสายนี้นั้นเงียบเปลี่ยวกว่าถนนเส้นก่อนที่ดูพลุกพล่านมาก ซึ่งเป็นถนนที่เธอเพิ่งจะเดินผ่านมาก่อนหน้านี้ และผู้คนที่เดินสัญจรไปมาก็มีน้อยลงเรื่อย ๆ เธอคิดในใจว่า ‘วันนี้คงจะเป็นวันที่ฉันจะต้องเสียของทุกอย่างในกระเป๋าของฉันไปหมดแล้วแน่ ๆ เลย’
แต่ในขณะที่มิไป๋กำลังจะยกธงขาวเพื่อยอมแพ้ รถสปอร์ตสีแดงสุดหรูก็พุ่งผ่านเธอไปด้วยความเร็วและเข้าไปขวางโจรที่กำลังจะวิ่งหนีไปเอาไว้ได้ โจรคนนั้นที่กำลังวิ่งหนีล้มลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง
ขณะนี้ มิไป๋ดูเหมือนม้าที่หมดแรงวิ่งแล้ว เธอไม่ได้สนใจสภาพที่ไม่ค่อยน่าดูของตน รีบถอดรองเท้าส้นสูงออกและวิ่งดิ่งตรงไปยังจุดที่โจรล้มลงด้วยเท้าเปล่าของเธอ เธอรีบคว้าเอากระเป๋าของเธอออกจากมือโจรคนนั้น และโยนออกไปข้าง ๆ จากนั้นเธอก็กระทืบไปที่โจรคนนั้นด้วยความโมโหอย่างแรงในขณะที่เขากำลังนอนร้องเจ็บปวดอยู่ เธอพูดขึ้น “แกกล้าดียังไงมาขโมยกระเป๋าของฉันไป!”
มิไป๋กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ในตอนนี้ เธอคว้าสันของรองเท้าส้นสูงและฟาดไปที่หัวของเขาอย่างแรง เมื่อเธอได้ทุบตีคนร้ายนั้นจนเสร็จแล้ว เธอก็ยืดตัวเองขึ้นและหอบหายใจเหนื่อยออกมา ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้นึกถึงคนขับรถที่ช่วยเธอเอาไว้ในตอนที่เธอกำลังจะยอมแพ้ เธอคิดว่าเธอจำเป็นต้องขอบคุณเขาไว้อย่างมากสำหรับความช่วยเหลือของเขา
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา และก็ต้องตกใจทันที เมื่อเห็นดวงตาคู่สวยคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมาที่เธอ ชายคนนั้นกำลังยืนพิงรถในขณะที่เขาจ้องมองมาที่เธอด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของเขาดูอ่อนโยนและสุภาพ และกรามของผู้ชายคนนี้ก็มีรูปทรงที่สวยสง่าและสมบูรณ์แบบที่สุด แม้แต่คนที่ดูสวยและน่าสะดุดตาอย่างมิไป๋ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบเสน่ห์อันล้นหลามของผู้ชายคนนี้ได้เลย
“เอ่อ ขอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้นะคะ” มิไป๋พูด เธอยืนนิ่งโดยที่ในมือข้างนึงกำลังใช้นิ้วถือรองเท้าส้นสูงเอาไว้อยู่ และมองไปที่ผู้ชายที่น่าดึงดูดที่อยู่ตรงหน้าโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมานอกจากแสดงความขอบคุณสำหรับนํ้าใจของเขา
“ยินดีครับ คนสวย ผมถือว่าผมไม่ได้ช่วยคุณอะไรไว้หรอกนะ ความไม่ยอมแพ้ของคุณต่างหากล่ะที่เอาชนะโจรคนนี้ไว้ได้” ชายคนนั้นกล่าว เขาหยิบกระเป๋าบนพื้นแล้วยื่นคืนให้กับมิไป๋ เมื่อเขาสังเกตเห็นรองเท้าในมือของเธอ เขาก็ยิ้มเยาะและพูดออกมาว่า “คุณนี่ช่างไม่รู้จักดูแลตัวเองจริง ๆ เนอะ?”
ชายคนนั้นส่ายหัวไปมาในขณะที่เขาดึงร้องเท้าส้นสูงออกจากมือของเธอ เขาคุกเข่าลงด้วยเข่าข้างหนึ่งและใช้มือปัดฝุ่นออกจากพื้นรองเท้าของเธอเบา ๆ ก่อนที่จะสวมใส่มันและเลื่อนรองเท้ากลับไปในเท้าของเธอ เขาทำในแบบเดียวกันกับเท้าอีกข้างหนึ่งของเธอ ดูท่าทางคล่องแคล่วมาก ราวกับว่าเขากำลังตกแต่งตัวเท้าของตัวเองอยู่อย่างปราณีต
มิไป๋รู้สึกแข็งทื่อกับการกระทำที่หุนหันพลันแล่นแบบนี้และเธอก็ไม่รู้ว่าจะตอบสนองออกมาอย่างไร ถ้าต่อหน้าเซียวยู เธอจะเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ในมือของเขา แต่ชายคนนี้กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่าเธอเป็นเหยื่อ ลึก ๆ ในใจของเธอ เธอกำลังอยู่ในความตื่นตระหนกอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับว่ากำลังมีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเธอเอาไว้ นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยที่เธอทำตัวแบบนี้ต่อหน้าคนแปลกหน้า
“นี่คุณ ...” โถ มิไป๋คงต้องยอมจำนนต่ออาการวิตกกังวลของเธอเอาซะแล้ว เธอไม่รู้เลยด้วยซํ้าว่าชายคนนี้เป็นใครและเขากำลังตั้งใจที่จะทำอะไรต่อไป เธอรีบคว้ากระเป๋าของเธอกลับ กัดริมฝีปากล่างที่อวบอิ่มของเธอเอาไว้ และเตรียมตัวที่จะรีบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เธอกลับทำมันไม่ได้ เธอยังคงยืนนิ่งราวกับว่าเธอถูกตรึงไว้กับพื้น และเธอก็ไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อที่ขาของเธอได้เลยแม้แต่นิดเดียว
คุณอาจจะชอบ





