
คืนดีกันเถอะ ผมขอร้อง
ตอน 3
ซูเชียนฉือที่นอนฟุบอยู่บนพื้นกลืนเลือดคาว ๆ ในลำคอลงไป เธอฝืนตัวเองให้ยืนขึ้นมา
“คุณกลับมาทำไม?”
เวลานี้ เขาควรจะต้องอยู่ดูแลเวินอวี่โหรวยอดดวงใจของเขาอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ?
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเธอดูซีดเซียวและเย็นชา หลิงเป่ยเชียนก็หันหลังนั่งพิงโซฟาอย่างสง่างาม เขาเอนหลังมองซูเชียนฉือและพูดขึ้นว่า “หน้าที่การงานในประเทศของอวี่โหรวเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เรื่องที่ไปแผนกสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาในวันนี้ หากรั่วไหลออกไป..…”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยล่ะ?”
ซูเชียนฉือหรี่ตาลงและยิ้มอย่างเย้ยหยัน เธอพูดด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยว่า “ฉันคือเมียหลวงที่เพิ่งจะแท้งมา ฉันยังต้องมารักษาภาพลักษณ์ของมือที่สามที่คุณเลี้ยงดูไว้ข้างนอกอีกเหรอ?”
ไม่แปลกใจเลยที่หลิงเป่ยเชียนยอมทิ้งคนรักของเขาและกลับมาที่นี่ ที่แท้ก็เพราะเขากลัวว่าเธอจะเอาเรื่องวันนี้ไปพูด แล้วก็จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของคนรักของเขานี่เอง!
คำว่า ‘มือที่สาม’ ที่เธอผู้พูดออกมา ทำให้เสียงของหลิงเป่ยเชียนเย็นชาขึ้นมาทันที “นี่คุณกำลังพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่เนี่ยฮะ?”
ซูเชียนฉือจ้องมองไปที่ใบหน้าของหลิงเป่ยเชียน แล้วก็พูดขึ้นมาทีละคำว่า “ฉันบอกว่า ถ้าเวินอวี่โหรวสนใจเรื่องภาพลักษณ์ของเธอจริง ๆ เธอก็อย่ามาเป็นมือที่สาม อย่าป่วยโรคทางนรีเวช แล้วก็อย่าไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐสิ!”
หลิงเป่ยเชียนหรี่ตาลง ความโกรธที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขาทำให้ความกดอากาศในห้องนั่งเล่นลดลงไปหลายองศาเลยทีเดียว “ตอนที่คุณแต่งงานกับผม คุณก็น่าจะรู้นะว่า ในใจของผมมีอวี่โหรวหยูมาโดยตลอด แต่ก็เพราะคุณฉวยโอกาสตอนที่ผมกำลังสลบ ให้คุณปู่จับผมแต่งงานกับคุณไม่ใช่หรอกเหรอ?”
“แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าอวี่โหรวเป็นมือที่สามกัน?”
รอยยิ้มที่มุมปากของซูเชียนฉือดูขมขื่นขึ้นมาทันที “ใช่ ตอนนั้นมันเป็นความผิดของฉันเอง”
เมื่อสามปีที่แล้ว หลิงเป่ยเชียนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เขาสลบไปนาน
เวินอวี่โหรวจึงแอบออกจากประเทศไปในช่วงนั้น
ซึ่งตอนนั้นเธอคิดว่าเวินอวี่โหรวจะทิ้งเขาไปแล้วจริง ๆ แล้วก็จะไม่กลับมาอีกเลย เธอจึงขอร้องคุณปู่หลิงว่าอยากแต่งงานกับเขา อยากจะดูแลเขาไปตลอดชีวิต
เธอดูแลเขาอย่างเต็มที่มาเป็นเวลาเกือบครึ่งปี หลิงเป่ยเชียนถึงได้ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ
ซึ่งมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลามในปัจจุบันของเธอ มีความเกี่ยวข้องกับการพักผ่อนที่ไม่สม่ำเสมอเพราะต้องดูแลเขาในตอนแรกอย่างมาก
ในตอนนั้นเธอคิดอย่างโง่เขลาว่าความจริงใจของเธอ จะสามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ ร่างกายของเธอได้รับผลการะทบอย่างรุนแรง จนเธอต้องจำใจทำแท้งลูกไป
ในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา แม้แต่ประโยคที่เธอบอกว่าเวินอวี่โหรวเป็นมือที่สาม ยังโดนเขาต่อว่ามาขนาดนี้เลย
ที่แท้คนที่ใจแข็งเป็นหินคงไม่มีทางที่จะทำให้หวั่นไหวเลย
เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ซูเชียนฉือก็ยกมุมปากขึ้น เธอยิ้มให้หลิงเป่ยเชียนอย่างขมขื่นและพูดขึ้นว่า “ฉันจะทำให้พวกคุณได้สมหวังเอง”
แล้วก็จะเป็นการได้ปลดปล่อยตัวเองไปด้วย
ชีวิตการแต่งงานครั้งนี้ควรจะต้องจบลงไปตั้งนานแล้ว แต่เธอก็พยายามที่จะคอยยื้อมันอย่างขมขื่นมาโดยตลอด
ความสิ้นหวังและความปลงในส่วนลึกของแววตาเธอ ทำให้หลิงเป่ยเชียนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยอย่างอธิบายไม่ถูก “คุณหมายความว่ายังไง?”
“หลิงเป่ยเชียน”
การไร้ซึ่งความรู้สึกคือสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดแล้ว
ซูเชียนฉือไม่คาดคิดเลยว่า ความสัมพันธ์ห้าปีที่ผ่านมาจะถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้ว เธอสามารถนิ่งได้ถึงขนาดที่ไม่มีน้ำตาไหลลงมาแม้แต่หยดเดียว “เราหย่ากันเถอะ”
“หย่างั้นเหรอ?”
หลิงเป่ยเชียนเงียบไปสักพัก แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “ซูเชียนฉือ คุณจะเล่นลูกไม้อะไรอีกเนี่ย?”
“ก่อนหน้านี้ก็ทำแท้งลูก แล้วก็มาขอหย่าอีก ถ้าผมตอบตกลง คุณก็จะไปฟ้องคุณปู่อีกใช่ไหมล่ะ?”
“แต่ไหนแต่ไรมาฉันไม่เคยไปฟ้องอะไรคุณปู่เลยนะ เมื่อก่อนฉันไม่เคยทำ ต่อไปฉันก็จะไม่ทำด้วยเช่นกัน”
ซูเชียนฉือเผยรอยยิ้มออกมา เธอนั่งยอง ๆ ลง แล้วก็หยิบข้อตกลงการหย่าออกมาจากลิ้นชักโต๊ะกาแฟ
เวลานี้ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นมาพอดี
“อวี่โหรว”
หลิงเป่ยเชียนรีบลุกขึ้นยืนอย่างกังวลทันที “เป็นยังไงบ้าง?”
“โอเค ผมจะรีบกลับเดี๋ยวนี้แหละ!”
หลังจากพูดจบ เขาก็วางสายและหยิบเสื้อคลุมบนโซฟาขึ้นมา จากนั้นก็เดินไปที่ประตูใหญ่
หลังจากมองข้อตกลงการหย่าร้างในมือแล้ว เธอก็ขมวดคิ้วและตะโกนพูดกับเขาว่า “เซ็นข้อตกลงให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปก็ได้หนิ ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีหรอก”
แต่เขากลับทำเหมือนไม่ได้ยินที่เธอพูดอย่างไรอย่างนั้น เขาถือเสื้อคลุมและปิดประตูเสียงดัง “ปัง” แล้วก็ออกไปเลย
ซูเชียนฉือหลับตาลงและเงียบไปนาน ในที่สุดเธอก็หยิบปากกาขึ้นมาและเซ็นชื่อตัวเองในหน้าสุดท้ายของข้อตกลงการหย่าลงไป
หลังจากโยนข้อตกลงการหย่าลงบนโต๊ะกาแฟแล้ว เธอก็อุ้มหรงหรงขึ้นไปชั้นบนเพื่อจัดกระเป๋าเดินทาง แล้วก็โทรหาเหยี้ยนอวิ๋นซูเพื่อนสนิทของเธอที่อาศัยอยู่ในเมืองไห่ให้มารับเธอ
ในที่สุดเธอก็มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนสักที
ในสายตาของหลิงเป่ยเชียน เธอเทียบไม่ได้แม้แต่กับขนสักเส้นของเวินอวี่โหรวเลยด้วยซ้ำ
แค่เวินอวี่โหรวร้องว่าเจ็บ แค่โทรมาสายเดียว หลิงเป่ยเชียนก็จะเป็นกังวลมากจนเมินเฉยเธอไปเลยอย่างสิ้นเชิง
เธอสะบักสะบอมเพราะผู้ชายคนนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เธอเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย ตอนนี้เหลือเวลามีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่สามเดือนเท่านั้นแล้ว
ดังนั้นในช่วงสามเดือนสุดท้ายนี้ เธอไม่อยากจะอยู่กับชีวิตการแต่งงานที่น่าสิ้นหวังนี้ต่ออีกแล้ว
คุณอาจจะชอบ





