
อาภรณ์พิษ ทรราชหลงรัก
ตอน 3
ก็เพียงแค่อภิเษกสมรสกับพระชายารองเท่านั้น แต่พิธีการนั้นกลับยิ่งใหญ่เสียกว่าการอภิเษกสมรสกับพระชายาเอกเสียอีก ขบวนแห่ยาวถึงสิบลี้ เสียงฉิ่งและกลองดังกึกก้องไปทั่วฟ้า ผ้าไหมสีแดงพลิ้วไสว แขกผู้มีเกียรติต่างก็พากันมาล้อมรอบห้องทำพิธีอภิเษกสมรสเอาไว้ ภายในห้องทำพิธีอภิเษกสมรส หวี่เหวินอี้สวมชุดแต่งงานสีแดงสด ใบหน้าดูหล่อเหลา มีสง่าราศีมากเป็นพิเศษ ใบหน้ามีความอิ่มเอมมีความสุข
เมื่อมองไปที่ซางหลีผู้เป็นเจ้าสาวอีกครั้ง นางมีรูปร่างที่สง่างาม ถึงแม้ว่าจะมีผ้าคลุมสีแดงคลุมหน้าอยู่แต่ก็ยังสามารถจินตนาการได้ว่า ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมนั้นจะงดงามน่าทึ่งเพียงใด
ทั้งสองคนจูงมือกันด้วยผ้าไหมสีแดง พวกเขาเป็นคู่ที่ลงตัวราวกับกิ่งทองใบหยก ดุจดั่งสวรรค์สรรสร้างมา
ขณะนี้ พิธีอภิเษกสมรสของหวี่เหวินอี้และซางหลีได้มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ทั้งสองกำลังหันหลังให้กับประตูใหญ่ของจวนอ๋องอยู่ กำลังยืนอยู่ในห้องทำพิธีอภิเษกสมรส ซึ่งด้านหน้าของพวกเขาคือโฆษกซึ่งเป็นผู้ดำเนินพิธีอภิเษกสมรสในวันนี้
“ส่งตัวเข้าเรือนหอได้!”
เมื่อโฆษกตะโกนจบ ฉินเซิงก็ก้าวเข้าไปในสถานที่จัดงานอภิเษกสมรสทันที
“ช้าก่อน”
สายตาของทุกคนหันไปมองที่นางในทันที ตอนที่เห็นว่าเป็นหญิงสาวนางหนึ่งในชุดสีแดง ทุกคนต่างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมาด้วยความสงสัย
“สตรีนางนี้เป็นผู้ใดกัน?” ดวงตาของนางราวกับหยดน้ำ งดงามราวกับดอกท้อ นางงามเสียจนสามารถล้มเมืองได้เลย งามจนมิอาจหาใครเทียบได้เลยจริง ๆ ”
“ดูค่อนข้างที่จะคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง เอ๊ะ! นึออกแล้ว นี่มันพระชายาคังมิใช่หรอกหรือ?”
“พระชายาคังเยี่ยงนั้นหรือ? แต่นางเป็นบ้าไปแล้วมิใช่หรือ เห็นว่าถูกขังอยู่ที่โรงขังคนบ้าหนานซานมิใช่หรอกหรือ?”
“เจ้าดูดวงตาที่สดใสคู่นั้นของนางสิ ดูเหมือนคนบ้าเสียที่ไหนกันเล่า”
……
เมื่อหวี่เหวินอี้เห็นฉินเซิงมาปรากฏตัว เขาก็รู้สึกประหลาดใจไปครู่หนึ่ง แต่ก็สามารถเปลี่ยนสีหน้าได้อย่างรวดเร็วมาก เหตุใดสตรีนางนี้ถึงได้หนีออกมาจากโรงขังคนบ้าหนานซานได้ล่ะนี่?
เขาเดินไปหาฉินเซิงด้วยใบหน้าขึงขัง แล้วก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้กันเล่า?”
ฉินเซิงส่งยิ้มให้เขา
“วันนี้เป็นวันอภิเษกสมรสของท่านอ๋องกับพระชายารองทั้งที หม่อมฉันในฐานะพระชายาเอก ก็ต้องมาแสดงความยินดีกับพวกท่านอยู่แล้วสิเพคะ”
หลังจากพูดจบ นางก็เดินไปที่นั่งหลักและนั่งลง สายตามองไปที่ซางหลี
ลูกสาวของมหาราชครูที่ถูกขนานนามว่าเป็นหญิงมากความสามารถอันดับหนึ่งแห่งเมืองจิง รูปลักษณ์ภายนอกดูมีเกียรติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูสูงส่งสง่างาม แต่ความจริงแล้วก็เป็นแค่คนใจดำคนหนึ่งเท่านั้น นางคือคนที่เป็นคนออกความคิดให้ส่งเจ้าของร่างเดิมไปที่โรงขังคนบ้าหนานซาน
ฉินเซิงกระตุกมุมปากขึ้น แล้วก็พูดว่า
“พระชายารอง เหตุใดถึงยังไม่เข้ามายกน้ำชาให้ข้าอีกเล่า!”
ในฐานะนางสนม หากจะแต่งเข้าเรือนมาก็ต้องคุกเข่ายกน้ำชาให้ภรรยาหลวงด้วย คำขอนี้ของฉินเซิงไม่ได้มากเกินไปเลย
แต่สำหรับซางหลีแล้ว การที่นางยอมอุทิศตนเป็นพระชายารองเช่นนี้ก็เพราะความรัก มิฉะนั้น ด้วยสถานะของนางแล้ว นางมีคุณสมบัติเกินกว่าที่จะเป็นพระชายาเอกได้เลยด้วยซ้ำ การที่จะให้นางละทิ้งศักดิ์ศรีลดตัวลงไปยกน้ำชาให้ฉินเซิง มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้เป็นแน่
จู่ ๆ ผ้าคลุมสีแดงบนศีรษะของนางก็ถูกดึงออก ซางหลีก็มองฉินเซิงด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างทะนงตัว
“ถึงแม้ข้าจะเป็นพระชายารอง แต่ข้าก็มิใช่นางสนม หากจะต้องถวายน้ำชา ก็ต้องไปถวายให้ฮองเฮาในวันพรุ่งนี้เพียงเท่านั้น”
เป็นพระชายารองแต่มิใช่นางสนมอย่างนั้นหรือ
สมองของซางหลีผิดปกติอะไรตรงไหนหรือไม่
ฉินเซิงไม่ได้โต้เถียงกับนางแต่อย่างใด แต่กลับหันไปหาหวี่เหวินอี้แทน
“ท่านอ๋องก็ทรงคิดว่าพระชายารองมิใช่นางสนมเหมือนกันงั้นหรือเพคะ?”
ตราบใดที่เขากล้าที่จะพยักหน้า กฎหมายแห่งจริยธรรมก็จะกลายเป็นเหมือนภูเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งที่ทับเขาจนตายได้ในทันที
ก่อนหน้านี้ เพื่อจะแสดงความรักที่หวี่เหวินอี้มีต่อซางหลีและเพื่อให้นางยอมแต่งงานกับเขา เขาจึงบอกกับนางไปว่า ในสายตาของเขา แม้ว่าซางลี่จะเป็นพระชายารอง แต่นางไม่ใช่นางสนม อีกทั้งยังเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของเขาด้วย
แต่คำพูดเหล่านี้สามารถพูดได้เฉพาะในที่ส่วนตัวเท่านั้น ไม่สามารถพูดต่อหน้าสาธารณะได้ หากเขาตอบรับเห็นด้วยขึ้นมาจริง ๆ สำนักอาลักษณ์หลวงได้อ่านสาส์นที่กราบทูลของเขาที่ห้องเขียนหนังสือหลวงในวันรุ่งขึ้นเป็นแน่
แววตาของหวี่เหวินอี้ดูเยือกเย็นและรังเกียจเป็นอย่างมาก หากฉินเซิงไม่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ งานแต่งงานก็คงจบสิ้นไปนานแล้ว เขาอยากจะจัดการฉินเซิงให้ถึงที่สุดเลย เสียเดี๋ยวนี้เลย แต่ด้วยความที่อยู่ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติทั้งห้องโถง เขาจึงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย นอกจากใช้สายตาตักเตือนเท่านั้น
“มิจำเป็นต้องถวายชาอันใดในเวลานี้หรอก ถวายในภายหลังมันก็เหมือนกันนั่นแหละ”
เดิมทีเขาคิดว่าสตรีนางนี้คงจะจะเชื่อฟังเขาเหมือนเมื่อก่อน แต่เขากลับไม่คาดคิดเลยว่าฉินเซิงจะเลิกคิ้วขึ้นและจี้ถามขึ้นมาอีกว่า
“ต้องถวายน้ำชาแก่พระชายาก่อน ถึงจะนับว่าแต่งเข้ามาได้ หรือว่าท่านอ๋องอยากจะส่งตัวพระชายารองกลับไปที่จวนมหาราชครูเล่าเพคะ?”
ส่งตัวพระชายารองกลับไปที่จวนมหาราชครูอย่างนั้นหรือ
คุณอาจจะชอบ





