
บ่วงแค้นทะเลทราย
ตอน 2
สองปีต่อมา
ราตรีที่มีงานรื่นเริง ราตรีแสนหวานที่อบอวลไปความสุข เพราะเป็นคืนวิวาห์ของฮาซัน บิน ญาบิร อัล บุสตานีย์บุตรชายคนเดียวของหัวหน้าเผ่าบุสตานีย์ ชนเผ่าในทะเลทรายที่อยู่กันอย่างสงบสุขใช้ชีวิตเรียบง่าย ครึ่งหนึ่งของชีวิตชาวบุสตานีย์จะรอนแรมในทุ่งทะเลทรายอันแห้งแล้ง ไม่สนใจการลงหลักปักฐานที่แน่นอนและมั่นคง เพราะบรรพบุรุษของพวกเขาหลงใหลผืนทรายและท้องฟ้าที่ประดับด้วยแสงดาวในยามค่ำคืน การเดินทางไปเรื่อยๆ เสมือนต้องการพิชิตทะเลทรายที่ไกลสุดลูกหูลูกตา
เสียงเครื่องเคาะจังหวะและเสียงปี่ดังประสานกันเป็นทำนองเร่งเร้า พร้อมนางรำร่างอรชรย่างกรายเข้ามากลางวงรื่นเริง ผ้าแพรบางแถบเล็กโอบทรวงสวย เผยหน้าท้องราบเรียบไปจนถึงกระโปรงผ้าแพรเยื่อไม้บางเบายาวกรอมเท้าเปล่าเปลือย พลิ้วไหวตามจังหวะการวาดไปบนพื้นทราย เสียงกระดิ่งที่ข้อเท้าดังตามจังหวะยักย้าย เช่นเดียวกับกำไลข้อมือวงเล็กนับสิบที่กระทบกันทุกจังหวะการเคลื่อนไหว ใบหน้าหล่อนปกปิดด้วยผ้าแพรบางเบา เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมสวยสีอ่อน ที่สะท้อนเปลวไฟจากคบซึ่งประดับไว้ทั่วบริเวณ ลีลาการเต้นรำที่เร่งเร้า เร่าร้อน ยั่วยวนและเชิญชวน สะกดสายตาทุกคู่ให้เพ่งมองมาที่ตัวหล่อน
ฮาซัน บิน ญาบิร อัล บุสตานีย์สวมกัลบียะสีขาว เสื้อคลุมสีดำขลิบทอง โพกผ้าโกตราสีขาวคาดทับด้วยอะกาลที่ทำจากหนังขวั้นเป็นเกลียว ซึ่งเป็นเจ้าบ่าวในวันนี้มองนางระบำที่กำลังร่ายรำอย่างแปลกใจ ก่อนหันไปมองเพื่อนหนุ่มที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เขายิ้มแล้วบอกโดยไม่ต้องถาม
“พวกนางผ่านมา จะไปเต้นรำในเมือง ข้าเลยว่าจ้างมาเต้นรำในงานของเจ้าคนหนึ่ง ถือว่าเป็นของขวัญจากข้านะฮาซัน”
“เพื่อข้าจริงหรือ”
ฮาซันยิ้มอย่างรู้เท่าทัน การีมเพื่อนหนุ่มที่ยังครองตัวเป็นโสด ชอบนักหนากับนางระบำและผู้หญิงขายบริการในทะเลทราย เขาบอกว่ามันไม่เป็นการผูกมัด ปลดเปลื้องแล้วสบายตัวสบายใจ แค่โยนเศษเงินให้พวกนาง และพวกผู้หญิงเร่ร่อนที่ยึดอาชีพแบบนี้ก็มักแวะเวียนมาใกล้หมู่กระโจมของพวกเขาเสมอ นางระบำคนนี้ก็เช่นกันคงเป็นพวกขายตัวแลกเงิน หลังเต้นรำจบก็คงไปนอนกับผู้ชายสักคนที่เสนอเงินให้ และคืนนี้การีมก็คงจับจองเจ้าหล่อนไว้แล้ว
“ข้าไปก่อนดีกว่า ป่านนี้อีซาคงรอแล้ว” ฮาซันกล่าวอ้างถึงเจ้าสาวแสนสวย ที่รอเขาอยู่ในกระโจม
“ขอให้มีความสุขนะ เพื่อน” การีมโบกมือให้ แล้วหันกลับไปสนใจร่างอ้อนแอ้นของสาวงามที่กำลังสะกดทุกสายตาอยู่กลางผืนทราย คืนนี้หลังนางเต้นรำตามว่าจ้างเสร็จ เขาจะเสนอให้นางมานอนด้วย ซึ่งไม่แปลกอะไรกับการที่ผู้หญิงในทะเลทรายที่ห่างไกลความเจริญจะขายตัวเพื่อการดำรงชีพ
ฮาซันมุดเข้าไปในกระโจมของตนเอง โคมไฟทองเหลืองยังเปิดสว่าง เจ้าสาวคนงามนั่งอยู่บนพรมทอมือผืนหนาที่ปูผ้าขาวไว้เรียบร้อย
อีซาในชุดติดกันยาวกรอมเท้าที่ตัดเย็บด้วยผ้าสาลูสีขาว ปักลายดอกไม้สีแดงทั้งชุด คาดเอวด้วยผ้าแพรสีน้ำเงินสด สวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวยาวสีแดง ผ้าคลุมหน้าที่รอเจ้าบ่าวมาเปิดออกเป็นแพรเนื้อบางสีแดงประดับริมด้วยเหรียญเงินแวววาว
ชายหนุ่มตรงไปยังที่เจ้าสาวนั่ง ย่อตัวลงนั่งข้างๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเธอออกอย่างเบามือ ดวงตาสีดำมีแววสะเทิ้นอาย ยามใบหน้าถูกเปิดเปลือยด้วยมือของเจ้าบ่าวที่หล่อนรัก
“เมียข้า รอข้านานหรือไม่”
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามของฮาซัน เขาเห็นแต่พวงแก้มที่ผัดมาจนนวลแดงขึ้น ฮาซันไม่อาจรอต่อไปได้ วันนี้คือวันแต่งงานของเขา และช่วงเวลาคือเวลาที่วิเศษสุดของงานวิวาห์ จริงอยู่ช่วงที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของการแต่งงานคือช่วงประกอบพิธี ช่วงการรับพรจากผู้ใหญ่ในเผ่า แต่สำหรับบ่าวสาวแล้วช่วงเข้าหอนั้นถือว่ามีค่าที่สุดต้องรีบตักตวง
ตะเกียงทองเหลืองถูกดับ ความมืดเข้ามาครอบครองพื้นที่ในกระโจม เสียงเครื่องประดับของเจ้าสาวกระทบกันดังประสานกับเสียงดนตรีด้านนอก ยามเจ้าบ่าวพยายามถอดออกจากเรือนร่างของนาง เช่นเดียวเสื้อผ้าของทั้งสองคน
เจ้าสาวชาวทะเลทรายโดยเฉพาะเผ่าบุสตานีย์นั้น ต้องพยายามขัดขืนเพื่อรักษาพรหมจารีไว้สุดชีวิต ถึงกับลงมือปัดป้องทุบตีเจ้าบ่าว ที่พยายามยื้อยุดจนชุดฉีกขาด ยิ่งส่งเสียงดังออกไปด้านนอกมากเท่าใดยิ่งทำให้เจ้าบ่าวภูมิใจ และผู้คนด้านนอกที่คอยเงี่ยหูฟังก็ชื่นชมชื่นชอบ
ไม่นานจากเสียงเครื่องประดับ เสียงฉีกเสื้อผ้าต่อสู้พอเป็นพิธี เพราะสองคนรักกันมิใช่แต่งแบบคลุมถุงชน อีซาจึงขัดขืนแต่เพียงเล็กน้อยก่อนจะโอนอ่อนและมีความสุขในการเข้าหอกับเจ้าบ่าวที่หล่อนรัก เสียงลมหายใจ และเสียงครางเบาๆ ผสานคำรักดังขึ้นในเวลาต่อมา
“ข้ารักเจ้าฮาซัน”
คำนี้เจ้าของชื่อแม้จะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่คำรักของเมียรักในตอนนี้น่าฟังและไพเราะกว่าที่เคยได้ยินมาหลายเท่านัก
“ข้ารักและภูมิใจในตัวเจ้ามาก เมียของข้า รอสักครู่เดี๋ยวข้าจะกลับมาทำให้เจ้ารักข้ายิ่งขึ้น”
เขาผละจากร่างนุ่มนิ่มของอีซา ที่ได้แต่เอียงอายอยู่ในความสลัวของกระโจม ที่แสงไฟด้านนอกแทรกผ่านเข้ามาได้น้อยเต็มที
ฮาซันพรวดพราดออกมาจากกระโจมอย่างลิงโลด พร้อมชูผ้าขาวที่เปื้อนเลือดพรหมจารีของเจ้าสาว ตามประเพณีให้เพื่อนๆ ดูอย่างภาคภูมิใจ ทว่าด้านนอกกลับเงียบสนิท ไม่มีเสียงพูดคุยเฮฮา ไม่มีการเต้นรำ ไม่มีนางระบำ ไม่มีวงเหล้าสำหรับงานเลี้ยง บนพื้นทรายเม็ดละเอียดร่างแล้วร่างเล่า นอนทอดยาวอย่างระเกะระกะ ฮาซันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณการปกป้องทำให้เขาถอยกลับเข้าไปในกระโจม แต่เหมือนมีอะไรซัดเข้ามาใกล้ตัวเขา ผงนั้นทำให้ตาพร่า สติสัมปชัญญะเลือนราง สมองมึนงงแต่ความห่วงภรรยาไม่ได้เลือนลางไปด้วย
“อีซา! หนีไป”
อีซาที่นอนระทวยอยู่ในกระโจมรีบคว้าผ้ามาพันตัวอย่างตกใจ พร้อมพรวดพราดออกมาจากกระโจมตามคำของฮาซัน หญิงสาวตาค้างอย่างตกใจเมื่อออกมาพบว่าสามีของตนกำลังโงนเงนเหมือนคนมีสติไม่เต็มที่ หยัดยืนร่างกายไม่ตรง โดยมีคนชุดดำถือดาบยาวจำนวนหนึ่งล้อมหน้าล้อมหลัง
“ฮาซัน!”
หล่อนถลันเข้าไปหาเขา แต่ดาบโค้งแบบอาหรับเล่มหนึ่งตวัดเข้ามาขวาง โชคไม่ดีเป็นของหล่อน จะเพราะหล่อนถลาเข้าไปเร็ว หรือดาบตวัดมาช้าทำให้แทนที่จะเป็นการกันไม่ให้หล่อนเข้าไปใกล้ฮาซัน กลับปาดเข้ากลางลำตัวหล่อนเลือดสาด อีซาทรุดร่างลงกับพื้นทรายมองสามีตนเอง เขาหันมาสบตาหล่อนแต่รู้ว่าสติสัมปชัญญะของเขาไม่เต็มร้อย ร่างเขาโงนเงนจวนเจียนจะล้มลง ดวงตาหรี่ปรือ แต่หล่อนยังได้ยินเสียงของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนสติทั้งสองจะวูบดับ
“อีซา! ”
“ฮาซัน! ”
คุณอาจจะชอบ





