
เจ็ดปีแห่งการหลอกลวง การกลับมาล้างแค้น
ตอน 3
อลิน POV:
ฉันปล่อยให้เขานำทางกลับเข้าไปในโรงพยาบาล ฝีเท้าของฉันเหมือนกำลังลุยผ่านซีเมนต์ ทุกย่างก้าวรู้สึกเหมือนเป็นการทรยศต่อผู้หญิงที่หนีออกจากที่นี่ด้วยความเจ็บปวดเมื่อชั่วโมงก่อน แต่ฉันต้องเห็น ฉันต้องเห็นทุกอย่างด้วยตาของตัวเอง ตอนนี้ม่านแห่งการหลอกลวงได้ถูกฉีกกระชากออกไปแล้ว
ความอบอุ่นที่ฉันเคยรู้สึกเมื่อเดินไปตามโถงทางเดินนี้ ความคาดหวังที่จะได้เห็นใบหน้าของน้องต้นกล้า มันหายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือความเจ็บปวดที่ว่างเปล่าและก้องกังวาน
เมื่อเราเข้าใกล้ห้องรับรองส่วนตัว ฉันได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะที่สดใสและมีความสุข เป็นเสียงของน้องต้นกล้า เขากำลังหัวเราะด้วยความสุขที่ไร้กังวลซึ่งฉันไม่ได้ยินมาหลายเดือนแล้ว ความสุขที่เขาดูเหมือนจะไม่เคยมีเมื่อฉันอยู่ใกล้ๆ
ภัทรผลักประตูเปิดออก รอยยิ้มกว้างประดับอยู่บนใบหน้า “ดูสิว่าผมเจอใครเดินเตร่อยู่ที่ลานจอดรถ”
ภาพข้างในเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบของความสุขในครอบครัว เจนกำลังนั่งอยู่บนโซฟานุ่มๆ น้องต้นกล้านั่งซบอยู่บนตักของเธอ ศีรษะของเขาเอนไปข้างหลังอย่างมีความสุขขณะที่เธอจั๊กจี้เอวเขา หนังสือนิทานที่เปิดค้างไว้วางอยู่ข้างๆ พวกเขาดูเป็นธรรมชาติมาก ราวกับเป็นแม่และลูกชายกันจริงๆ
เมื่อสายตาของน้องต้นกล้าจับจ้องมาที่ฉัน รอยยิ้มของเขาก็หายไป มันไม่ได้แค่จางหายไป แต่มันดับวูบลง เหมือนสวิตช์ไฟที่ถูกปิด ร่างกายของเขาแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของเจน
“อ้าว” เขาพึมพำ เสียงเบาแทบไม่ได้ยิน “แม่นี่เอง”
ความสุขในห้องระเหยหายไป
ในอดีต ฉันคงจะรีบวิ่งเข้าไปหาเขา อ้าแขนกว้าง รอคอยอ้อมกอดที่เขาจะให้อย่างไม่เต็มใจ ฉันคงจะคุกเข่าลง หัวใจเจ็บปวด และถามเขาว่ามีอะไรผิดปกติ ทำไมเขาถึงดูห่างเหินนัก ฉันคงจะโทษตัวเอง โทษงานของฉัน โทษความเหนื่อยล้าของฉัน
วันนี้ ฉันแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือของฉันกำแน่นอยู่ข้างลำตัว
ฉันจำได้ทุกครั้งที่ฉันกอดเขาเมื่อเขาร้องไห้ตอนกลางคืนจากสิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นความเจ็บปวดจากอาการป่วยของเขา ฉันจะกระซิบคำสัญญาข้างหูเขา สาบานกับเขาว่าฉันจะทำงานหนักขึ้น เก็บเงินเร็วขึ้น ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาดีขึ้น ฉันจะหาเงินมาให้ได้ แม่จะจัดการเรื่องนี้เอง
และรางวัลสำหรับความทุ่มเทนั้น สำหรับเจ็ดปีของการทำงานที่หนักหน่วงและบั่นทอนจิตใจ ไม่ใช่ความรักของเขา แต่เป็นความรังเกียจของเขา
เขากระดิกตัวออกจากตักของเจนแล้วขยับหนีฉันไปซ่อนอยู่หลังขาของเธอเล็กน้อย การเคลื่อนไหวเล็กๆ นั้นเป็นการปฏิเสธที่ลึกซึ้งจนขโมยอากาศไปจากปอดของฉัน เขารู้สึกโล่งใจที่ฉันไม่ได้เข้าไปใกล้กว่านี้
ฉันกำกระเป๋าถือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นกลาง หน้ากากของแม่ที่สงบและรักลูกเป็นสิ่งที่หนักที่สุดที่ฉันเคยสวมใส่ ฉันไม่สามารถฝืนยิ้มได้อีกต่อไปแล้ว ใบหน้าของฉันรู้สึกเหมือนหิน
“ต้นกล้า” ฉันพูด เสียงของฉันฟังดูแปลกและฝืน “ไม่ทักทายแม่หน่อยเหรอครับ?”
เขาแอบมองออกมาจากข้างหลังเจน ใบหน้าเล็กๆ ของเขาบึ้งตึง เขาเขย่าหัว ซบหน้าลงกับกระโปรงราคาแพงของเธอ “ไม่เอา”
เจนลูบผมเขา สีหน้าของเธอเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเห็นใจและการตำหนิอย่างอ่อนโยน “ต้นกล้า พูดจาดีๆ สิครับ คุณแม่เหนื่อยนะ ท่านทำงานหนักเพื่อหนูมาก” เธอเหลือบมองฉัน แววตาที่ฉันเคยตีความว่าเป็นมิตรภาพที่คอยสนับสนุน ตอนนี้ฉันเห็นแววแห่งชัยชนะในดวงตาของเธอ การท้าทายที่ไม่ได้พูดออกมา
“น้องแค่ขี้อายหน่อยน่ะวันนี้” เธอพูดกับฉัน เสียงของเธอหวานหยดย้อยจนน่าคลื่นไส้ “น้องค่อนข้างจะรับอะไรไม่ไหว”
ขี้อาย? ลูกชายของฉันไม่เคยขี้อายกับฉัน เขารังเกียจฉันต่างหาก ฉันเห็นมันในดวงตาของเขา
ฉันนึกย้อนไปถึงวันที่เขาถูก “วินิจฉัย” ฉันเป็นแม่ยังสาวที่หวาดกลัว และเจนก็จับมือฉันไว้ สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเราไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันรู้สึกขอบคุณมาก ซาบซึ้งในความภักดีของเธอ ฉันถึงกับพูดติดตลกทั้งน้ำตาว่าเธอต้องเป็นแม่ทูนหัวของเขา
เธอไม่ได้เป็นแค่แม่ทูนหัวของเขา เธอได้กลายเป็นแม่ของเขาไปแล้ว เธอขโมยลูกชายของฉันไปจากฉัน ต่อหน้าต่อตาฉัน ด้วยคุกกี้และชุดเลโก้ และกลิ่นที่ไม่ได้ทำให้เขานึกถึงความตายและความเน่าเปื่อย
ทันใดนั้น เจนก็อุทานออกมา เป็นเสียงเล็กๆ ที่ดูเสแสร้ง เธอโผไปข้างหน้า ทำชามผลไม้บนโต๊ะกาแฟหล่น องุ่นและชิ้นแอปเปิ้ลกระจายเกลื่อนพื้นสีขาวสะอาด
“อุ๊ย ซุ่มซ่ามจังเลย!” เธอร้อง
ทันทีทันใด ภัทรก็เข้ามาอยู่ข้างๆ เธอ คุกเข่าลงเพื่อช่วยเธอ “เป็นอะไรรึเปล่าที่รัก?” เขาถาม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เขาไม่เคยแสดงให้ฉันเห็นเลยสักครั้งเมื่อฉันกลับบ้านพร้อมกับความเจ็บปวดและบาดแผลของตัวเอง
พวกเขานั่งคุกเข่าอยู่ด้วยกัน เป็นทีมที่สมบูรณ์แบบ ช่วยกันเก็บกวาดความรกที่เธอสร้างขึ้น น้องต้นกล้าก็รีบเข้าไปช่วยด้วย เขาค่อยๆ เก็บองุ่นแต่ละลูกอย่างระมัดระวังราวกับเป็นอัญมณีล้ำค่า
ฉันยืนอยู่ข้างประตู ถูกเมินโดยสิ้นเชิง ฉันเป็นคนนอกในครอบครัวของตัวเอง เป็นวิญญาณในชีวิตที่ฉันหลั่งเลือดให้
ฉันรู้สึกถึงความแน่วแน่ที่เยียบเย็นและแข็งกระด้างก่อตัวขึ้นในอก ไม่มีอะไรเหลือสำหรับฉันที่นี่อีกแล้ว
“ฉันต้องไปแล้ว” ฉันพูด เสียงเรียบเฉย
ภัทรเงยหน้าขึ้น คิ้วของเขาขมวดด้วยความรำคาญ “อร อย่าเป็นแบบนี้สิ นั่งลงก่อน”
แต่ฉันหันหลังกลับไปแล้ว ฉันไม่สามารถหายใจในห้องนั้นได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว มันกำลังทำให้ฉันหายใจไม่ออก
---
คุณอาจจะชอบ





