
ร้อยใจเจ้าสำนัก
ตอน 3
ชายหนุ่มลากน้องชายไปตามระเบียงทางเดินโดยไม่ใคร่ฟังเสียงร้องสั่งให้หยุดสักนิด กระทั่งถึงหน้าห้องนอนของตนจึงหยุด ปล่อยให้กวงจินเป็นอิสระ กวงจินยู่หน้ามุ่ย ประคองข้อมือตนซึ่งแดงเถือกเป็นรอยนิ้วอย่างเบามือ แล้วก่นว่าพี่ชายอย่างลืมตัวกลัวตาย
“ท่านพี่บ้าไปแล้วหรือไรถึงได้กล้าก้าวร้าวกับท่านพ่อเช่นนั้น ไม่กลัวถูกลงโทษหรือไรเล่า!”
“หากกลัวแล้วข้าจะกล้าทำหรือ เจ้านี่นะ แทนที่จะเข้าข้างข้า กลับต่อว่าเสียอย่างนั้น หากข้าได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักเมื่อใด ข้าจะบังคับให้เจ้าฝึกวรยุทธ์เสียให้เข็ดเลยคอยดู”
“ก็นั่นท่านพ่อนี่นา ท่านพี่ก็ทำเกินไปจริงๆ...”
กวงจินเบาเสียงลงไปทันที พอได้ยินว่าจะถูกบังคับให้ฝึกวรยุทธ์แล้ว ก็พลันขยาดขึ้นมาเสียไม่ได้ ยอมอ่อนให้กวงฟั่นซึ่งบัดนี้ก็เริ่มคลายโทสะลงแล้ว ก่อนจะเอื้อมมือไปผลักบานทวารห้อง แล้วดันหลังน้องชายให้เข้าไป
“จะอย่างไรก็ช่าง ในเมื่อข้าลากเจ้ามาห้องข้าแล้ว ถือว่าเจ้าอยู่ข้างข้า เข้าไปเสีย ข้ามีเรื่องจะหารือกับเจ้า”
“หารือกันข้างนอกไม่ได้หรือ ไยต้องมีลับลมคมในด้วย”
เอ่ยแย้งอย่างระแวงเพราะไม่รู้ว่ากวงฟั่นมีแผนการใดอยู่ และเหมือนกับว่ากวงจินจะขัดขืนไม่ได้เลย เมื่อสองมือใหญ่ผลักเข้าเต็มแผ่นหลัง พร้อมคำสั่ง
“บอกให้เข้าก็เข้าไปเถิดน่า ถามมากเซ้าซี้น่ารำคาญอยู่ได้”
จนท้ายแล้วก็เข้ามาในห้องของกวงฟั่นจนได้ เด็กหนุ่มถอนหายใจพรืดแล้วพาตัวมานั่งทรุดลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ เอ่ยถามเข้าเรื่องอย่างไม่รอช้าทันที
“ท่านพี่มีเรื่องใดจะหารือก็ว่ามา อย่ามัวชักช้าให้เสียการ”
ชายหนุ่มเดินตามมานั่งตรงข้ามกับน้องชาย สีหน้าผ่อนคลายที่โผล่ให้เห็นเมื่อครู่พลันมลายหายไปอีกครั้งเมื่อสีหน้าเคร่งขรึมเข้ามาแทนที่ ให้กวงจินรับรู้ได้ว่าสิ่งที่จะได้ฟังต่อไปนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องของสำนักปักษามรกตเป็นแน่
“เจ้าเคยได้ยินชื่อของเจ้าสำนักปักษามรกตหรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”
เป็นตามดังคาดไว้ กวงจินอดถอนหายใจกับความดื้อดึงของกวงฟั่นไม่ได้ และก็พอเข้าใจได้แล้วว่าเหตุใดกวงฟั่นจึงต้องดึงตนมายังที่รโหฐาน เช่นนี้คงเป็นเพราะมีแผนการใดในใจอยู่เป็นแน่
“เท่าที่ข้ารู้ก็เพียงแต่เจ้าสำนักคนเก่าชื่อ อวี๋ว์เจิ้งเสี้ยน เป็นบิดาของเจ้าสำนักคนใหม่ ทำไมหรือ”
สีหน้าฉงนของเด็กหนุ่มทำให้กวงฟั่นตบหน้าตักตนฉาดใหญ่ สร้างความสงสัยให้คนมองอีกเป็นเท่าตัว
“ข้าว่าแล้วเชียวว่าเจ้าต้องไม่รู้เป็นแน่ เจ้าจำเมื่อครั้งที่ข้าถูกท่านพ่อส่งไปร่ำเรียนที่แคว้นเสียนได้หรือไม่ ครานั้นมีสหายร่วมอาจารย์กับข้าที่ข้าเรียกว่าเจ้าลูกไก่อยู่คนหนึ่ง... เจ้าเด็กขี้โรคนั่นน่ะ”
พลันภาพของเด็กชายตัวเล็กผอมกะหร่องในชุดผ้าแพรลายงามซึ่งแลดูขัดกันอย่างสิ้นเชิงก็แวบเข้ามาในมโนความคิดของกวงจิน หากจำไม่ผิด เด็กคนนั้นมักโดนกวงฟั่นแกล้งเป็นประจำ ฉายาของเขาคือ เจ้าลูกไก่ ด้วยร่างกายอ่อนแอป่วยกระเสาะกระแสะทำให้ท่าทางการเดินเหมือนลูกไก่ที่ยังเดินไม่คล่องดี ร่ำเรียนเป็นสหายกับกวงฟั่นที่แคว้นเสียนซึ่งไม่ห่างไกลนักได้เพียงไม่นาน เขาก็ไปรักษาตัวตามคำสั่งของบิดา แล้วหายไปจากชีวิตของกวงฟั่นอย่างไร้ร่องรอย นับแต่วันนั้นก็ผ่านมาราวสักสิบปีได้แล้วกระมัง
“จำได้สิ ท่านพี่ชอบแกล้งเจ้าลูกไก่จนข้าต้องไปห้ามปรามอยู่หลายต่อหลายครั้งเช่นนั้น ไยจะจำไม่ได้”
ยิ่งนึกก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจน แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ กวงฟั่นถึงได้ย้อนความหลังเช่นนี้ กระทั่งคนถามเหยียดมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วแถลงไขออกมา
“เจ้านั่นน่ะชื่อ อวี๋ว์เจิ้งเหอ เป็นบุตรชายโทนของอวี๋ว์เจิ้งเสี้ยน ซึ่งหมายความว่าเจ้าสำนักปักษามรกตนั่นก็คือเจ้าลูกไก่ขี้โรคที่โดนข้าแกล้งในตอนนั้นเช่นไรเล่า”
ได้ฟัง เด็กหนุ่มก็เบิกตาโต นึกไม่ออกเลยว่าเด็กขี้โรคท่าทางขี้ขลาดในตอนนั้นจะเป็นถึงเจ้าสำนักที่ทำให้ยุทธภพต้องหวั่นเกรงได้อย่างไร
“แล้วท่านพี่รู้เรื่องนี้มาจากผู้ใด ไยถึงได้มั่นใจเหลือเกินว่าเจ้าสำนักปักษามรกตคือเจ้าลูกไก่ในตอนนั้น”
“ไยข้าจะไม่รู้ ข้าก็ถือว่าเป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่งเช่นกัน ยุทธภพนี้มันกว้างใหญ่สักแค่ไหนกันเชียว เจ้าลูกไก่กับข้าเคยเป็นสหายวัยเยาว์กันมาก่อน ย่อมมีเครือมิตรสหายส่งข่าวให้รู้อยู่แล้ว”
“ในเมื่อเจ้าลูกไก่เป็นสหายกับท่านพี่ เช่นนั้นท่านพี่ก็ใช้ความเป็นสหายเจรจาให้เจ้าลูกไก่ละเว้นสำนักดอกเหมยอำพันของเราไปเสียสิ จะได้ไม่มีใครต้องเจ็บตัว”
กวงฟั่นขมวดคิ้วมุ่น สบตากวงจินอย่างเคืองขุ่นก่อนกระชากเสียงใส่ “เรื่องอย่างไรเล่า ขืนข้าทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอย่างไรกับยอมสยบแทบเท้ามัน จะให้ข้าเจรจากับมันเช่นนั้น ให้ข้าหลั่งเลือดเสียยังจะดีกว่า”
“หากไม่ใช่เช่นข้าคาดการณ์ไว้ แล้วท่านพี่จะเอ่ยถึงเจ้าลูกไก่ทำไมกัน”
“ข้าแค่ให้เจ้ารู้ว่าเจ้าสำนักปักษามรกตนั้นเป็นใครก่อนที่จะเข้าแผนของข้าเท่านั้น ในเมื่อเจ้าจำมันได้ก็ดี เรื่องจะได้ง่ายขึ้นหน่อย”
คราวนี้กวงฟั่นกลับยิ้มพรายให้เสียวสันหลัง กวงจินรู้ว่าแผนการของกวงฟั่นต้องไม่ใช่แผนการที่ดีแน่ และที่สำคัญคงต้องมีอะไรลากเขาไปเอี่ยวด้วยอย่างไม่มีทางเลือก และก็เป็นดังที่คิดไม่มีผิด เมื่อประโยคต่อไปหลุดออกจากริมฝีปากหนา ให้กวงจินได้ชาวาบไปทั้งตัว
“ข้าต้องการให้เจ้าปลอมตัวเข้าไปใกล้ชิดเจ้าลูกไก่ สืบหาจุดอ่อนของมันมาให้ข้า จะด้วยวิธีใดก็ได้แต่ต้องไม่ให้มันจับได้ว่าเจ้าเป็นน้องชายข้าก็พอ...”
“วะ...ว่าเช่นไรนะ! ทำไมต้องเป็นข้าด้วยเล่า! ข้าไม่เอาด้วยหรอก!”
พอตั้งสติได้ เด็กหนุ่มก็โวยวายที่จู่ๆ ถูกมัดมือชกเสียอย่างนั้น ผุดลุกขึ้นหมายจะชิ่งหนีออกจากห้อง แต่กวงฟั่นไวกว่า เอื้อมมือคว้าบ่าเล็กได้ทันก่อนกดลงให้นั่งลงไปตามเดิม
“ไม่เอาก็ต้องเอาเพราะข้าตัดสินใจแล้ว หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใดกันเล่า”
“ก็ท่านพี่ไง อยากไปก็ไปเองสิ ไยต้องเกี่ยงให้ข้า หรือเกรงจะสู้เจ้าลูกไก่ไม่ได้”
กวงฟั่นเห็นน้องชายขึ้นเสียง ก็พลันขึ้นเสียงบ้างเพื่อข่มให้คนตรงหน้ารู้สึกตัวว่าใครใหญ่กว่าใคร
“ขืนข้าเข้าไปเอง เจ้าลูกไก่คงจำข้าได้ แล้วทีนี้มันคงไม่รั้งรอที่จะทะลวงสำนักดอกเหมยอำพันให้หายแค้นกับวีรกรรมที่ข้าก่อไว้เมื่อเยาว์เป็นแน่ ยิ่งท่านพ่อพิรี้พิไรเช่นนี้ด้วย หากเจ้าอยากให้สำนักเราพินาศเร็วยิ่งขึ้น ก็เอาตามนั้นก็ได้”
เด็กน้อยหน้าจ๋อยลงไปสนิทตา จริงอย่างที่กวงฟั่นพูด บิดาของพวกเขาเป็นประเภทหากไม่จวนตัวจริงๆ ก็จะไม่ลงมือทำร้ายผู้ใดเป็นอันขาดแม้จะโดนหมิ่นเกียรติก็ตาม ถ้าสำนักปักษามรกตได้ยกพลมาจริงๆ กว่าท่านพ่อจะเจรจาสงบศึกเสร็จ สำนักดอกเหมยอำพันคงไม่เหลือศักดิ์ศรีที่สร้างมาไว้ให้เชยชมเป็นแน่แท้
พอเห็นว่าน้องชายมีท่าทีคล้อยตาม กวงฟั่นก็พึงใจ ไม่รอช้าเอ่ยตะล่อมให้เด็กหนุ่มหลงกลอย่างรวดเร็ว
“ข้าจะบอกให้นะกวงจิน สิ่งสำคัญที่สุดของสำนักวรยุทธ์นอกจากตำราวรยุทธ์แล้ว นั่นก็คือเกียรติภูมิของสำนัก เจ้าจะยอมให้ผู้ใดก็ไม่รู้มาทำลายเกียรติที่บรรพบุรุษเจ้าสั่งสมมาตลอดชีวิตเพียงเวลาแค่ชั่วข้ามคืนเช่นนั้นหรือ ที่ข้าวางแผนโดยใช้เจ้านั้น เพราะเห็นว่าเจ้าไว้ใจได้ที่สุดและคงเห็นแก่ประโยชน์ของสำนักมากกว่าอื่นใดเพราะเจ้าคือบุตรชายของเจ้าสำนักนี้ ลำพังแค่ตัวข้า แม้จะเก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจชนะได้หากไม่มีเจ้าช่วยเหลือ... เพื่อสำนักของเรานะกวงจิน เรื่องแค่นี้เจ้าทำให้ข้าได้หรือไม่”
กวงจินกลายเป็นคนหูเบาด้อยปัญญาไปในพริบตาเมื่อได้ยินคำหว่านล้อม แม้เงียบนิ่งไปครู่ใหญ่แต่สุดท้ายก็ตอบรับพี่ชายอยู่ดีด้วยไม่อยากให้สำนักเสื่อมเกียรติ สู้รู้จุดอ่อนฝ่ายตรงข้ามเพื่อต้อนให้จนมุมก่อนอีกฝ่ายจะมาต้อนให้เราจนมุมยังจะดีเสียกว่า
“ข้าจะช่วยท่านพี่ก็ได้ จะให้ข้าทำอย่างไรก็บอกแผนการมาแล้วกัน แต่อย่าให้ข้าต้องเสี่ยงมากนักล่ะ ข้ายังไม่อยากตายก่อนท่านพ่อจะสิ้นลม”
ได้ยินดังนั้น กวงฟั่นก็แสยะยิ้มกว้างอย่างไม่ปิดบัง คิดอยู่แล้วว่ากวงจินต้องยอมอ่อน ก่อนรับปากเป็นมั่นเหมาะโดยที่กวงจินไม่รู้เลยว่าแผนการของกวงฟั่นนั้นร้ายกาจกว่าที่คาดหมายเพียงใด
“ไม่ต้องห่วงน่าน้องรัก รับรองข้าจะวางแผนการให้เจ้าเป็นอย่างดี...”
กว่าจะรู้ตัวว่าการร่วมมือกับกวงฟั่นนั้นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ก็ตอนที่ได้ฟังแผนการจากปากคนเจ้าเล่ห์โดยละเอียด เมื่อกวงฟั่นว่าจะให้กวงจินต้องปลอมกายเป็นอิสตรีและแฝงเร้นเข้าไปยังหอคณิกาปักษาภิรมย์ยังแคว้นเสียน อันเป็นหอคณิกาขนาดใหญ่ภายใต้การดูแลของสำนักปักษามรกต โดยที่เด็กหนุ่มไม่รู้มาก่อนเลยว่านอกจากสำนักปักษามรกตจะเป็นสำนักฝึกสอนวรยุทธ์แล้ว ยังมีการทำการค้าด้วย ทว่านั่นก็หาใช่เรื่องสลักสำคัญไม่ นอกเสียจากการถูกกวงฟั่นบังคับให้ใส่ชุดผ้าแพรสีหวานด้วยสีหน้าดุดัน เตรียมพร้อมเริ่มแผนการโดยไม่ทันให้กวงจินได้ทำใจ
คุณอาจจะชอบ





