
วันหย่าร้าง มีดผ่าตัดคลั่งไคล้
ตอน 2
เสิ่นหงเย่ถึงกับสตั๊นไปเลย
สวี่จืออวี๋ยังมีพ่ออีกเหรอเนี่ย?
เขาจำได้ว่าตอนแต่งงานกัน สวี่จืออวี๋เคยบอกว่าพ่อของเธอมีธุระต้องไปอยู่ที่ต่างประเทศตลอด คาดว่าน่าจะอยู่ในประเทศที่ห่างไกลสักแห่ง
แต่ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา บุคคลนี้ไม่เคยปรากฏตัวหรือติดต่อพวกเขามาเลย
ตลอดห้าปีนี้สวี่จืออวี๋แทบจะทุ่มเททั้งชีวิตให้กับเขาเพียงคนเดียว จนเขาแทบจะลืมไปแล้วว่าเธอก็มีครอบครัวเช่นกัน
ไม่คาดคิดเลยว่าพ่อของเธอจะได้กลับมา
ในหัวของเสิ่นหงเย่นึกถึงภาพชายวัยกลางคนผู้โลภมากและตกอับขึ้นมาทันที
พ่อที่ทิ้งลูกสาวของตัวเองไว้กับคนอื่นถึงห้าปีโดยไม่ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเธอเลย จะเป็นคนดีไปได้ยังไงกัน?
คงหนีไม่พ้นพวกที่พอรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นประธานบริษัทเสิ่นซื่อ กรุ๊ปแล้ว มีทรัพย์สินหลายพันล้านก็เลยอยากจะเข้ามาขอส่วนแบ่งกำไรล่ะสิท่า
เขาเกลียดคนที่ชอบประจบสอพลอเพื่อหวังผลประโยชน์จากเส้นสายแบบนี้ที่สุดเลย
แต่สายตาของสวี่จืออวี๋กลับเย็นชามากเสียจนทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลในทันที
“โอเค” เสิ่นหงเย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ตอนบ่ายสามโมง ผมจะไปรับพวกคุณเอง”
สวี่จืออวี๋หันหลังและเดินจากไปโดยไม่ได้เหลียวแลเขาอีกเลย
วันรุ่งขึ้น ตอนบ่ายสามโมงห้านาที
สวี่จืออวี๋กำลังยืนอยู่ที่ทางแยก เธอจ้องมองหน้าต่างแชทที่เงียบกริบบนหน้าจอโทรศัพท์
เวลาบ่ายสามโมงสิบห้านาที
ในที่สุดโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“จืออวี๋” เสียงของเสิ่นหงเย่ดังขึ้นมาในสายด้วยความร้อนรน “วันนี้ผมคงไม่สามารถไปรับคุณพ่อได้แล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะคะ?”
“พอดีทางหว่านซูประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอรีบไปช่วยคน ผมก็เลยต้องพาเธอไปโรงพยาบาลก่อนน่ะ! เดี๋ยวหลังจากผ่านช่วงนี้ไปแล้วผมค่อยไปเยี่ยมเยียนคุณพ่อทีหลังนะ คุณไปรับท่านเองแล้วกัน เป็นเด็กดีด้วยล่ะ”
ในสายมีเสียงของหลินหว่านซูที่พูดพลางสะอึกสะอื้นดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบาว่า “พี่หงเย่ขับเร็วๆ หน่อยสิคะ…… พวกเขากำลังรอให้ฉันไปช่วยอยู่นะ……”
“ไม่ต้องกลัวนะ ผมอยู่นี่แล้ว” น้ำเสียงของเสิ่นหงเย่อ่อนลงทันที
สวี่จืออวี๋กำลังยืนถือโทรศัพท์มือถืออยู่บนถนนที่มีผู้คนเดินสัญจรไปมา
ที่ถนนฝั่งตรงข้าม มีรถมายบัคสีดำคันหนึ่งกำลังจอดอยู่
เสิ่นหงเย่กำลังโน้มตัวลงไปอุ้มหลินหว่านซูออกมาจากในรถสปอร์ต
หลินหว่านซูขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยไม่มีอาการวิตกกังวลใดๆ ทั้งสิ้น
อุบัติเหตุทางรถยนต์งั้นเหรอ?
ช่วยคนงั้นเหรอ?
มันเป็นเพียงแค่แผนการที่วางเอาไว้อย่างรอบคอบ เพื่อทำให้เธอเป็นตัวตลกในวันสำคัญนี้ก็เท่านั้น
สวี่จืออวี๋มองดูรถมายบัคแล่นออกไปอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นความรู้สึกแน่นหน้าอกที่เป็นมาตลอดก็หายลับไป
มันเหลือเพียงความว่างเปล่า แม้แต่ลมที่พัดผ่านมาก็ยังไม่ทำให้รู้สึกหนาวเลยแม้แต่นิดเดียว
“เสิ่นหงเย่” เธอพูดกับสายที่ถูกวางไปแล้วเบาๆ ว่า “เราจบกันแค่นี้เถอะ”
เธอหันหลังกลับและเปิดประตูรถออกมา จากนั้นก็สตาร์ทรถและเหยียบคันเร่งจนมิด
……
ณ คฤหาสน์หยุนติ่ง
ธงสีดำลวดลายสีทองที่แขวนอยู่หน้าประตูคือสัญลักษณ์ประจำตระกูลสวี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในวงการใต้ดินของยุโรปรู้จักกันดี
ในวันธรรมดาจะไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัวเข้าพื้นที่ตรงนี้ ยกเว้นรถที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
แต่ในวันนี้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประตูพอเห็นป้ายทะเบียนรถของเธอก็ไม่ได้เข้ามาขวางแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังปล่อยให้เธอผ่านไปราวกับมองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้น
เธอผลักประตูเปิดออกและลงจากรถไป
ในระยะไกล มีบอดี้การ์ดสวมชุดสูทสีดำสองแถวที่กำลังยืนนิ่งอย่างเคร่งขรึมอยู่สองข้างทาง
มีคนร่วมร้อยชีวิตยืนเรียงรายกันหนาแน่นจนดูเป็นสีดำทะมึนไปหมด รังสีอำมหิตพุ่งเข้ามาปะทะหน้าอย่างรุนแรง
พวกเขาต่างก็พกปืนจริงกันหมด
วินาทีที่เท้าของสวี่จืออวี๋แตะพื้น
“ฟึ่บ……”
คนจำนวนหนึ่งร้อยคนได้เคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยทุกคนโค้งคำนับลงทำมุมเก้าสิบองศาพร้อมกัน
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ คุณหนู!”
ประตูเหล็กขนาดใหญ่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกไปสองฝั่ง
ริมหน้าต่างบานใหญ่ที่สูงจรดเพดานมีใครคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้ฝูงชนอยู่
ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงจึงหันกลับมา
เขาค่อยๆ เดินเข้ามาทีละก้าว คณะติดตามด้านหลังที่อยู่ห่างจากเขาไปสิบเมตรนั้นได้หยุดนิ่งไปโดยอัตโนมัติ ไม่กล้าที่จะเดินเข้ามาใกล้แม้แต่ก้าวเดียว
“ผอมลงนะ”
สวี่จวินเฮ่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลูกสาว เขาอยากจะสัมผัสใบหน้าของเธอ แต่กลัวว่าจะไปทำอะไรเสียหายจึงชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ
“จืออวี๋ พ่อกลับมาแล้ว!”
ผู้นำสูงสุดของตระกูลสวี่ผู้ซึ่งมีอิทธิพลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการใต้ดินในยุโรป เวลานี้สีหน้ากลับดูเศร้าใจและรู้สึกผิดอย่างมากจนไม่สามารถที่จะเก็บอาการเอาไว้ได้เลย
สวี่จืออวี๋มองไปที่พ่อของเธอที่ไม่ได้เจอกันมาห้าปี ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ขึ้นมา
“คุณพ่อ”
“ขอโทษนะ พ่อกลับมาช้าไปหน่อย” สวี่จวินเฮ่อโอบกอดลูกสาวเอาไว้ให้อ้อมแขน
แผ่นหลังที่แข็งเกร็งของสวี่จืออวี๋ค่อยๆ อ่อนลง
เวลาผ่านไปห้าปีแล้ว เธอเกือบจะคิดว่าเธอจะไม่มีโอกาสได้เจอพ่อแม่ของเธออีกแล้ว
“คุณพ่อ……”
สวี่จวินเฮ่อใช้มือประคองใบหน้าของลูกสาวเอาไว้
“ใครทำให้ลูกต้องเสียใจแบบนี้กัน? เขาเหรอ?”
“ไม่ต้องกลัวนะ พ่ออยู่ตรงนี้แล้ว อย่าว่าแต่เสิ่นซื่อ กรุ๊ปเล็กๆ นั่นเลย ต่อให้จะต้องพลิกทั้งยุโรป พ่อก็ทำให้ลูกได้อยู่แล้ว”
“คุณแม่ เธอ……” สวี่จืออวี๋ถามออกไปแค่คำเดียว
มือของสวี่จวินเฮ่อก็ถึงกับหยุดชะงักไปทันที เจตนาฆ่าในแววตาของเขาจางหายไปในชั่วพริบตา เหลือเพียงแววตาแห่งความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้งเท่านั้น
เขาหยิบรูปถ่ายที่ค่อนข้างเหลืองใบหนึ่งออกมาจากในอก แล้วก็ยัดใส่มือของสวี่จืออวี๋ไป
มันคือรูปถ่ายครอบครัวของพวกเขาสามคนนั่นเอง
ในภาพ คุณแม่สวมเสื้อกาวน์สีขาว ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน ส่วนในมือกำลังถือรายงานการทดลองฉบับหนึ่งเอาไว้
“แม่ของลูกไม่ได้ทิ้งพวกเราไปไหนหรอก”
“ในตอนนั้นในบ้านมีการทะเลาะกันภายใน บรรดาญาติพี่น้องที่แย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวต่างก็หมายตาไปที่สูตรยาด้านพันธุกรรมที่อยู่ในการครอบครองของแม่ของลูก เธอก็เลยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของนักฆ่าพวกนั้นไป
สวี่จืออวี๋กอดรูปนั้นไว้แน่น แม่ของเธอทำไปเพราะต้องการปกป้องพวกเธอ……
“ที่พ่อไม่ได้กลับมาที่นี่เลยตลอดห้าปีที่ผ่านมา เพราะพ่อไปกวาดล้างพวกชั่วในตระกูลอยู่” แววตาของสวี่จวินเฮ่อฉายแววโหดเหี้ยมออกมา “พ่อจัดการพวกสารเลวที่ทำลายครอบครัวเราไปหมดแล้ว ตอนนี้พ่อจะไปตามหาแม่ของลูกกลับมาให้ได้”
เขาหันไปมองลูกสาวสุดที่รักพลางพูดว่า “จืออวี๋ เรากลับบ้านกันเถอะ บ้านใหญ่ของตระกูลสวี่เปิดต้อนรับลูกเสมอเลยนะ ใครก็ตามที่ทำให้ลูกไม่มีความสุข พ่อจะทำให้คนๆ นั้นหายไปจากโลกนี้เอง”
หลังจากเงียบไปนาน สวี่จืออวี๋ก็ส่ายหัว
“คุณพ่อ ฉันอยากจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองค่ะ”
เธอต้องการค่อยๆ เรียกคืนความจริงใจที่เธอสูญเสียไปในช่วงห้าปีที่ผ่านมา
เธอต้องการยุติความสัมพันธ์ที่ไร้สาระห้าปีนี้ด้วยตัวเอง
สวี่จวินเฮ่อไม่ได้บีบบังคับอะไรต่ออีก
“ไปเถอะ ลูก แต่ลูกจงจำเอาไว้นะว่า ตระกูลสวี่จะคอยสนับสนุนลูกอยู่เสมอ”
คุณอาจจะชอบ





