
นายหัว (เถื่อน) กระหายรัก
ตอน 2
จนแล้วจนรอดเขาก็ลืมถามชื่อเธอ ถ้าเกิดเธอนึกกลัวแล้วไม่มาสมัครงานกับเขา เขาจะติดต่อหรือหาเธอได้ที่ไหนละเนี่ย
พีรพัฒน์นั่งเหม่อคิดถึงเรื่องเมื่อคืน เสียงมือถือดังขึ้น เขารีบรับสายก่อนจะนิ่งไปนานแล้วถามย้ำ
“คุณบอกว่าอะไรนะครับ”
“คุณพีรพล ญาติของคุณเกิดอุบัติเหตุใกล้กับมหาวิทยาลัย ชีพจรของเขาหยุดเต้นตั้งแต่ที่เกิดเหตุ ตอนนี้ถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ญาติกรุณามารับศพและทำเรื่องกลับนะคะ”
เป็นไปได้อย่างไร น้องชายเขาตายได้ยังไง ก่อนหน้านี้เพิ่งแวะมา ที่ร้าน คุยกันไม่ทันไรก็ขอตัวออกไปทำธุระข้างนอก จู่ ๆ ตายได้อย่างไร พีรพัฒน์วางโทรศัพท์และรีบไปโรงพยาบาล เขายังไม่อยากเชื่ออาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้
ทว่าความจริงก็คือความจริง น้องชายของเขาเสียชีวิตแล้ว พีรพัฒน์ช็อกจนทำอะไรไม่ถูก ร่างไร้วิญญาณตรงหน้าเป็นญาติเพียง คนเดียวที่เขาเหลืออยู่ แล้วเขาจะบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ที่อยู่บนสวรรค์ว่าอย่างไร
แม้แต่น้องชายคนเดียวก็ยังปกป้องไม่ได้ ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ เขาเอามือทุบกำแพงเพื่อระบายอารมณ์
“เกิดอุบัติเหตุได้ยังไง”
เขาถามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่งเดินทางมาถึงเพื่อสอบปากคำ เขาได้รับคำตอบว่า “พวกเราตรวจสอบพบว่ากล้องวงจรปิดตรงบริเวณ ที่เกิดเหตุเสียพอดี แต่กล้องอีกตัวก่อนหน้านั้นจะเห็นว่ารถของคุณพีรพลขับมาด้วยความเร็วสูง”
แม่ง! กล้องจะมาเสียอะไรตอนนี้วะ เขาไม่เข้าใจ พอเห็นสีหน้าที่พร้อมจะอาละวาดของพีรพัฒน์ ตำรวจจึงรีบอธิบายต่อ “แต่คนที่เห็นเหตุการณ์บอกว่ามีนักศึกษาวิ่งตัดหน้ารถ ทำให้รถเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า ตอนแรกผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ แต่โชคร้ายมีรถอีกคันแล่นมาอัดด้านหลังทำให้น้องคุณเสียชีวิตคาที่”
พีรพัฒน์สะกิดใจกับคำว่านักศึกษา “ที่เขาบอกว่านักศึกษาวิ่ง ตัดหน้า คือใครครับ”
“ผมไม่ทราบ รู้แค่ว่าเป็นผู้หญิงสองคน พอเกิดอุบัติเหตุสองคนนั้นก็หายตัวไปเลย”
คนตายทั้งคน แต่ตัวต้นเหตุกลับหนีไปหน้าตาเฉยเนี่ยนะ เขาจะต้องสืบให้ได้ว่าผู้หญิงสองคนนั้นเป็นใคร ในเมื่อพึ่งตำรวจไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีของเขาเอง
“ถ้าญาติไม่ติดใจการตายแล้วกรุณาเซ็นชื่อรับทราบตรงนี้ครับ”
พีรพัฒน์มองเอกสาร “ตราบใดที่ผมยังไม่ทราบว่านักศึกษาที่เป็นต้นเหตุคือใคร ผมจะไม่เผาศพน้องชายผม”
ชายหนุ่มพูดจริงทำจริง เขาจะเอาคนทำผิดมาลงโทษให้ได้
อุบัติเหตุ คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็ใช่ว่าเธอไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในการกระทำ หากเธอกับเพื่อนไม่วิ่งตัดหน้ารถ ผู้ชายคนนั้นก็คงไม่ตาย แม้จะรู้สึกผิด แต่ก็กลัวจนไม่รู้ว่าจะปรึกษาใคร เมื่อกลับถึงห้องพักก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องหลับไปแล้ว โชคดีที่นี่ไม่ใช่หอในมหาวิทยาลัย ไม่อย่างนั้นเธอคงเข้ามาไม่ได้เพราะเลยเวลาทำการแล้ว เจด้ามองร่าง บนเตียงที่ขยับยุกยิก น่าจะยังไม่หลับ แต่คงกำลังโกรธเธอที่จู่ ๆ ก็เดินหนีออกมาจากร้าน แต่เจด้าไม่สนใจหรอก จึงไม่คิดที่จะพูดปรับความเข้าใจ
เธอหยิบผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าห้องน้ำที่ขนาดพื้นที่เท่าแมวดิ้นตาย บอกตรง ๆ ห้องน้ำบ้านเธอยังใหญ่กว่าห้องพักนี้ด้วยซ้ำ เจด้ารู้สึกหงุดหงิด เพราะหันไปทางไหนเป็นต้องชนของล้มกระจาย ก้มเก็บหลายรอบจนเบื่อ พานให้โมโห จึงปล่อยเอาไว้เสียอย่างนั้นแล้วเดินออกจากห้องน้ำหลัง อาบเสร็จ
หยิบเสื้อนอนมาสวมก่อนล้มลงบนเตียงอย่างหมดแรง ความมืดยิ่งทำให้เจด้ารู้สึกกลัว พอหลับตาเคลิ้ม ๆ ก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองเคยถูกลักพาตัว ความหวาดกลัว เลือด และเสียงปืนที่ยังดังก้องอยู่ในหูเหมือนจะย้อนกลับมาอีกครั้งจนเธอสะดุ้ง ลุกขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อที่แตกพลั่ก
เสียงมือถือดังพอดี ลุงลูคัสส่งข้อความมาว่าตอนนี้อยู่หน้าหอ หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปที่ระเบียง มองลงไปด้านล่าง ใช่ลุงลูคัสจริง ๆ ด้วย
เจด้ารีบสวมชุดคลุมแล้วลงไปด้านล่าง “มีอะไรหรือคะคุณลุง”
“ผมแวะเอานี่มาให้ครับ ขอโทษที่มาช้าไปหน่อย”
เจด้ามองโคมไฟอันเล็ก ๆ ในมือคนขับรถ “ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วย ผมเลยไม่ซื้ออันที่สว่างมาก แต่ก็จะไม่มืดเกินไปจนทำให้คุณหนู ฝันร้ายแน่นอน”
เจด้าฉีกยิ้มกว้าง รับโคมไฟมาถือ ลูคัสวางมือลงบนศีรษะเจด้าแล้วโยกเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู “ไปนอนได้แล้ว”
“ค่ะ” พูดจบเจด้าโน้มตัวจูบแก้มอีกฝ่ายตามความเคยชินตั้งแต่เด็ก ๆ
“ฝันดีนะคะ ลุงลูคัส” เธอยิ้มและยกมือโบกลา ลูคัสมองส่งเด็กสาวจนหายเข้าไปในบ้านแล้วจึงค่อยเดินกลับขึ้นรถก่อนจะโทร.รายงานเจ้านาย
“เรียบร้อยแล้วครับมาดาม”
เฮ้อ เป็นห่วงลูกแต่ก็ใช้เขาออกหน้าตลอด ไม่รู้ว่าจะปิดบังความรู้สึกของตัวเองไปทำไม ลูคัสขับรถออกไปโดยไม่สังเกตว่ามีรถเก๋ง อีกคันจอดซุ่มดูอยู่ข้างหอ
ชายหนุ่มในรถคันดังกล่าวเพ่งมองป้ายทะเบียนรถหรูที่ขับออกไปก่อนหันกลับมา เงยหน้ามองไปทางหน้าต่างห้องพักของหญิงสาวที่ตัวเองเพิ่งนอนด้วยเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้
เจด้าขึ้นห้องแล้วเดินออกมารับลมที่ระเบียงโดยไม่รู้ว่ามีคนเฝ้ามองอยู่ พีรพัฒน์เปิดกระจกรถ ปล่อยควันบุหรี่ที่ตัวเองสูบออกนอกหน้าต่างพลางนึกในใจ “หึ...ที่แท้ก็เด็กเสี่ย แต่ทำไมไอ้โง่นั่นดันปล่อยให้บริสุทธิ์ มาได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีน้ำยา ก็อาจถูกยายนี่หลอกยื้อเวลาเพื่ออัปค่าตัว”
พีรพัฒน์ยอมรับว่าเขาติดใจหญิงสาวคนนี้มากทีเดียว ด้านหนึ่ง ทีแรกก็รู้สึกสงสาร แต่อีกด้านเขาก็มองเธอเป็นแค่เหยื่อระบายความใคร่ เสียใจกับการตายของน้องชายแล้ว ยังต้องมาเจอผู้หญิงแบบนี้อีก สักครู่รถเก๋งคันงามก็แล่นออกไป งานศพน้องชายพีรพัฒน์เลือกจัดงานที่วัด ในกรุงเทพฯ เพราะโดยปกติน้องชายของเขาพักอยู่ที่นี่ และจะแจ้งข่าวให้ทราบเฉพาะคนสนิท ทำพิธีแค่สี่วัน เก็บศพไว้ไม่เผาจนกว่าจะเจอนักศึกษาสองคนต้นเหตุที่ทำให้น้องของเขาต้องตาย
เช้าวันถัดมาเจด้ามาตามนัด แต่เมื่อมาถึงก็พบว่าร้านปิดชั่วคราว มองจากป้ายแล้วเหมือนจะติดธุระด่วน เธอจึงโทร.ไปยังหมายเลขบนนามบัตรที่ชายหนุ่มให้ไว้
พีรพัฒน์ซึ่งเห็นภาพหญิงสาวกับชายวัยกลางคนเมื่อคืน พานให้เขาอดไม่ได้ที่จะพูดกับเธออย่างเย็นชา บอกเสียงเรียบ ๆ ไปว่าตนเองติดธุระด่วน ให้เธอมาอีกทีวันอาทิตย์
เจด้าวางสายพร้อมบ่นในใจ บ้าจริง ตอนนี้เธอเหลือเงินติดตัวแค่ห้าร้อยบาท อีกสี่วันกว่าจะถึงวันอาทิตย์ แล้วเงินจะเหลือถึงวันนั้นไหมล่ะ
นิ้วเรียวกดโทรศัพท์ ขอเพิ่มจากพ่อก็ได้ เชอะ แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้แม่อาจอยู่กับพ่อ เธอก็เปลี่ยนใจ จะโทร.หาลุงลูคัส รายนั้นคงถูกสั่งห้ามไว้แล้วละ เลื่อนดูรายชื่อในโทรศัพท์ต่อก็เจอมาร์กัสกับมาร์คัส นี่แหละ ตู้เงินฉุกเฉินของฉัน หญิงสาวเลือกโทร.หามาร์คัส รอดตายแล้วเรา
ทว่าคนปลายสายขณะนี้กำลังซ้อมยิงปืนจึงไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เพราะใส่ที่ครอบหู
“ว่าไง”
อ้าว เจด้างงที่ได้ยินเสียงมาร์กัสรับสายแทน เธอชะงักเล็กน้อยก่อนถามออกไป “มาร์คัสอยู่ไหน”
มาร์กัสมองไปทางคนที่กำลังซ้อมยิงปืนอย่างเอาจริงเอาจัง “ไม่ว่าง”
เจด้าที่ได้ยินเสียงปืนดังลอดเข้ามาก็ตกใจ “ออกมาจากตรงนั้น ได้ไหม”
มาร์กัสรู้ว่าอีกฝ่ายกลัวเสียงปืนจึงเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง
“ตกลงมีเรื่องอะไร ถ้าไม่มีจะวางแล้วนะ”
“จะใจร้ายใจดำกับพี่ไปถึงไหน เอ่อ พอดีพี่มีเรื่องต้องใช้เงินด่วนน่ะ เราพอมีให้พี่ยืมไหม”
คำว่ายืมของเจด้าหมายถึงเอาไปแล้วไม่คืน แม้จะรู้อย่างนั้น มาร์กัสก็ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงจึงตอบรับสั้นๆ “อืม”
“แล้วจะเอายังไงดี”
เธอเพิ่งมาถึงเมืองไทยแค่ไม่กี่วัน ยังไม่ได้เปิดบัญชีธนาคาร มีแต่บัตรเครดิตนอกประเทศที่ถูกแม่ระงับการใช้งาน
มาร์กัสดูนาฬิกา “อีกครึ่งชั่วโมง พี่ไปรอที่หน้ามหา’ลัย ผมจะเอาไปให้”
ทำไมน้องชายเธอสองคนถึงได้มีอิสระมากกว่าเธอเนี่ย มีเงินใช้ ไปไหนมาไหนก็ได้ ทำไมมีแค่เธอที่โดนตัดสิทธิอยู่คนเดียว ไม่ยุติธรรม!
เจด้าบ่นพึมพำแต่ก็เดินไปรอหน้ามหาวิทยาลัย สักพักมาร์กัสก็มาถึง เขาลงจากรถ หยิบธนบัตรสีเทาหลายใบส่งให้พี่สาว พอเจด้าจะหยิบ อีกฝ่ายกลับยกมือขึ้นสูง
“อย่าบอกแม่นะ”
“บอกให้โง่สิ” เจด้าเขย่งตัวดึงเงินในมืออีกฝ่ายเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองทันที
“พี่ก็ใช้ประหยัด ๆ หน่อยสิ ตอนนี้แม่ตรวจสอบการใช้เงินของเราสองคนอยู่นะ ถ้าแม่เห็นผมใช้เงินมากกว่าปกติ ต้องสืบจนรู้แน่ว่าเงินหายไปไหน”
“รู้แล้วน่า โอ๊ย ขี้บ่นเหมือนแม่เข้าไปทุกทีแล้วนะเราน่ะ ระวังจะ ไม่มีสาว ๆ มาชอบนะยะ”
มาร์กัสมองพี่สาวแล้วส่ายหน้า “พี่จะกลับหอเลยไหม ผมจะไปส่ง”
เจด้ามองน้องชายที่ตัวสูงกว่าเธอจนเหมือนเป็นพี่ชายมากกว่า “ไม่ละ มีทำรายงาน ต้องเข้าไปหาข้อมูลที่ห้องสมุด”
“ฮ่า ๆ ขยันเป็นกับเขาด้วยพี่เรา”
“หึ เป็นเพราะแม่บอกว่าถ้าพี่สอบได้คะแนนดีจะเพิ่มเงิน รายอาทิตย์ให้ต่างหาก”
เมื่อยืนส่งพี่สาวเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว มาร์กัสหันหลังจะขึ้นรถ ทว่าบังเอิญชนผู้หญิงคนหนึ่งเข้าจนหนังสือของอีกฝ่ายหล่นกระจาย
มาร์กัสกล่าวขอโทษและรีบก้มลงช่วยเธอเก็บหนังสือ ตาก็เหลือบไปเห็นพวงกุญแจหัวหยิกที่ห้อยกระเป๋าของอีกฝ่าย เขาลุกขึ้นส่งหนังสือให้เธอ หญิงสาวขอบคุณแล้วเดินจากไป
คงไม่บังเอิญขนาดนั้นมั้ง มาร์กัสได้แต่คิดในใจ ว่าจะเรียกชื่อเธอเพื่อถามแต่ก็เปลี่ยนใจ ขึ้นรถแล้วชายหนุ่มยังมองผ่านกระจกไปที่ หญิงสาวคนนั้น แม้จะมีส่วนคล้าย แต่คงไม่ใช่หรอก
โลกคงไม่กลมขนาดนั้น....
คุณอาจจะชอบ





