
พรหมลิขิตสีดำ
ตอน 2
สองปีก่อนหน้านี้...
ตรีทศก้าวเท้าลงจากรถปอร์เช่เปิดประทุนสีขาวรุ่นล่าสุด ก่อนจะกระแทกประตูปิดอย่างแรงโดยไม่กลัวว่ารถราคาแพงลิ่วของตนจะกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย ใบหน้ารูปไข่ถูกขับให้คมเข้มด้วยไรหนวดเขียวตามแนวกราม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักลึกบัดนี้เม้มเข้าหากันจนแทบจะเป็นเส้นตรง คิ้วเข้มพาดเฉียงขมวดมุ่นและขับเน้นให้ดวงตาคู่คมดูเกรี้ยวกราดมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มขยับจัดการถอดเสื้อสูทของตัวเองแล้วถือตรงคอเสื้อจับพาดบ่าไว้ จากนั้นจึงกระชากเสื้อเชิ้ตลายทางสีขาวที่มีกางเกงแสล็กสีดำสวมทับออกมา แล้วดุ่มเดินเข้าไปในบ้านสีขาวสไตล์โคโลเนียลขนาดใหญ่
ทางด้านหน้าเป็นบันไดเตี้ยๆ ทอดขึ้นสู่ประตูบานใหญ่สีขาวที่มีลวดลายแกะสลักตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ตรีทศออกแรงผลักประตูโดยแรง จนเกิดเสียงดังปังเมื่อประตูบานนั้นกระเด็นไปกระทบผนังด้านใน เรียกให้คนรับใช้คนหนึ่งกระวีกระวาดออกมาดู เมื่อพบว่าคนที่ทำเสียงเอะอะตึงตังนั้นเป็นใคร ก็ถึงกับหน้าซีดเลยทีเดียว ร่างของสาวใหญ่วัยสี่สิบค่อนข้างท้วมรีบหันหลังกลับแล้วผลุบหายเข้าไปในห้องรับแขก แว่วเสียงพูดคุยกันเบาๆ ลอยมากระทบโสตประสาทของ ชายหนุ่มผู้มีหน้าตาบึ้งตึงราวกับกำลังโกรธคนทั้งโลก ตรีทศเม้มริมฝีปากแน่น สูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังห้องรับแขกที่ร่างท้วมของหญิงวัยกลางคนเพิ่งเดินผ่านไป
พอก้าวเข้ามาในห้อง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกคือร่างบอบบางของหญิงสาวในวัยยี่สิบสามปีคนหนึ่ง กำลังนั่งหลังไหล่ตรง เชิดหน้า ชูคอราวกับตัวเองสูงส่งมาจากไหน
ทั้งๆ ที่ก็แค่เด็กกำพร้าที่บิดามารดาของเขาเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น...
บิดาของเขาเพิ่งเสียชีวิตเพราะเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน ส่วนมารดานั้นจากโลกนี้ไปแล้วเกือบสิบห้าปีแล้วด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว บัดนี้ตรีทศต้องเหลืออยู่ตัวคนเดียว ทว่า...กลับต้องมีภาระดูแลผู้หญิงคนหนึ่งพ่วงมาด้วย
เพียงแค่เห็นใบหน้าขาวซีด ดูเหมือนคนขี้โรคเช่นนั้นแล้ว โทสะในใจเขาก็ระเบิดโพลง จากกองไฟเล็กๆ กลายเป็นกองใหญ่มากพอที่จะเผาผืนป่าทั่วทั้งประเทศไทยมอดไหม้วอดวายเลยทีเดียว
“เธอทำอะไรกับพ่อของฉัน ฮึ! ...ประจบอะไรท่านไว้ ท่านถึงได้ระบุในพินัยกรรมว่าให้ฉันแต่งงานกับเธอถึงจะได้รับมรดกทั้งหมด เฮอะ! บ้าสิ้นดี!” ตะโกนต่อว่าอย่างโกรธเกรี้ยวโดยไม่เกรงอกเกรงใจมารดาซึ่งนั่งส่ายหน้าอยู่ไม่ห่างเลยแม้แต่น้อย
“ตาตรี...อย่าเอาแต่ใช้อารมณ์ได้ไหม”
“แล้วจะให้ผมทำยังไงครับ คุณน้า ให้กระโดดโลดเต้นยินดีที่จะได้แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักงั้นหรือครับ”
คุณวิมาลาทอดถอนใจ เหลือบสายตามองร่างเล็กที่เม้มริมฝีปากแน่นอย่างอดทนอดกลั้นแล้วก็นึกสงสาร อันที่จริงก่อนที่อธิป...พี่เขยของนางจะเขียนพินัยกรรม เขาได้ปรึกษากับนางแล้วว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้ลูกชายเพียงคนเดียวและเป็นผู้สืบทอดตระกูลปัจจภาคย์แต่งงานกับพรนภัส นางเองถึงกับหนักใจด้วยรู้ดีว่านิสัยของหลานชายของตนไม่ชอบถูกบังคับ ดื้อรั้นจนเรียกว่าดื้อด้านก็ยังได้ ทิฐิแรง ชอบเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ฟังความคิดเห็นของใคร คิดว่า ตนเองเป็นทหนึ่งอยู่เสมอ เพราะเหตุนี้เขาจึงมักกดใครต่อใครให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่เป็นประจำ
...ไม่ว่าใครคนนั้นจะมีตระกูลสูงสงแค่ไหน ตรีทศ ปัจจภาคย์ต้องสูงกว่า
เขาไม่ยอมให้ใครมองเขาต่ำต้อยด้อยกว่าแม้สักคน!
นิสัยเช่นนี้แหละที่ทำให้ผู้เป็นบิดากลุ้มอกกลุ้มใจมานานแสนนาน จนอยากหาใครสักคนมาคอยปราม คอยดูแลเขาให้เพลาๆ นิสัยแย่ๆ นั้นลงเสียหน่อย และคนที่ทนนิสัยแย่ๆ ของตรีทศได้เท่าที่คุณอธิปและวิมาลาเห็นมีเพียงคนเดียวเท่านั้น...
หญิงสูงวัยเบือนสายตาไปมองรูปหน้าไข่ ประกอบด้วยเครื่องหน้าจิ้มลิ้ม ไม่ว่าจะเป็นดวงตากลมโตล้อมรอบด้วยแพขนตางอนยาว คิ้วบางโค้งได้รูป จมูกโด่งรับกับริมฝีปากอิ่มเต็ม ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันได้อย่างลงตัวและงดงาม แต่ถึงกระนั้นหลานชายของนางก็ยังไม่พอใจ
ตรีทศนั้นทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์พรนภัสมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าหล่อนเป็นเด็กที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า แต่กลับเข้ามาแย่งชิงความรัก รวมถึงทรัพย์สมบัติส่วนหนึ่งไปจากเขา
เพียงแค่นี้เขาก็ไม่ชอบหน้าเธอมากแล้ว หากเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ความเกลียดชังก็ยิ่งเพิ่มพูนมหาศาล....ในวันนั้นคนรักเก่าที่เขารักมากต้องจากโลกใบนี้ไป...เธอเสียใจคิดว่าเขามีผู้หญิงคนใหม่ ดื่มหนักเมามายจนขับรถชนเสาไฟฟ้า และเสียชีวิตในทันที ตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือพรนภัสนั่นเอง
วิมาลาคิดว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้ตรีทศไม่เคยมองหญิงสาวด้วยสายตาที่เป็นมิตรเลยแม้แต่ครั้งเดียว
และตอนนี้โทสะของตรีทศคงแทบจะระเบิดเมื่อต้องถูกบังคับกลายๆ ให้แต่งงานกับคนที่เกลียด...ความรู้สึกในใจเขาจึงเหมือนคนจมน้ำไม่สามารถตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งได้ และกำลังจะตายอย่างน่าสมเพช
“พ่อแม่ของฉันเอาตัวเธอมาชุบเลี้ยง ให้อยู่อย่างสบาย มีบ้านหลังใหญ่อยู่ มีคนคอยรับใช้ ส่งเสียให้เรียนจนจบ ให้เงินไปเปิดร้านเบเกอรี่ เท่านี้ยังไม่พอ ใช่ไหม เธอยังต้องการเป็นเมียของฉัน และครอบครองทุกอย่างที่เป็นปัจจภาคย์หรือไง ฮะ!”
“ตาตรี...แกก็รู้ว่ามันเป็นการตัดสินใจของพ่อแกเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับหนูฟ้าเลยแม้แต่นิดเดียว”
“ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าจะไม่เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ ยายฟ้าของคุณน้าต้องประจบ ออดอ้อน งัดมารยาร้อยเล่มเกวียนมาใช้กับพ่อของผมแน่” ตรีทศไม่ได้ลดราความกราดเกรี้ยวลงไปเลยแม้แต่น้อย “คงเห็นว่าถ้าได้แต่งงานกับผม คงสบายไปร้อยชาติล่ะมัง”
“ตาตรี! หยาบคายจริง!” คุณวิมาลาต่อว่า แล้วส่ายหน้าอย่างไม่ชอบใจ ขณะที่คนถูกดูหมิ่นยังคงนั่งหน้าตรง ไหล่ตรง มิได้เอื้อนเอ่ยอะไรซึ่งเป็นการตอบโต้แม้แต่คำเดียว คงมีเพียงแววตาเท่านั้นที่วูบไหวราวพายุโหมกระหน่ำ มีทั้งความกรุ่นโกรธ ผิดหวัง เศร้าสลดและเสียใจอัดแน่นอยู่อย่างน่าเวทนา
พรนภัสเป็นแบบนี้เสมอไม่ว่าตั้งแต่เล็กจนโต ตรีทศทำอะไรให้เจ็บช้ำสักเท่าไหร่ก็ไม่เคยตอบโต้ ไม่เคยโวยวาย ไม่เคยพร่ำพูดว่าเป็นความผิดของตรีทศเลยสักครั้ง เธอมีความเข้มแข็งภายใต้ท่าทางนุ่มนวลอ่อนโยนอย่างเต็มเปี่ยม ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ไม่เคยมองเห็น เขามัวแต่สนใจดอกกุหลาบประดิษฐ์ที่ถูกเสริมแต่งให้งดงาม แต่กลับละเลยกุหลาบดอกสวยซึ่งงดงามตามธรรมชาติดอกนี้
พรนภัสสวย...โดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเลย
และวิมาลาก็เห็นว่าความสวยงามตามธรรมชาติเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและหลงใหลมากนัก
ทว่าตรีทศคงคิดตรงกันข้าม ดูเขาในตอนนี้สิ ยืนเอามือล้วงกระเป๋าทำหน้าถมึงทึงราวกับโกรธใครมาสักร้อยชาติอย่างไรอย่างนั้น
“ตาตรี...หยุดโวยวายด่าทอหนูฟ้าเสียที ถึงยังไงพินัยกรรมก็ไม่มีทางแก้ไขได้ และมันจะต้องเป็นไปตามนั้น! ถ้าแกไม่ยอมแต่งงานล่ะก็ แกก็จะต้องอดตายแน่ เข้าใจที่น้าพูดไหม ตรีทศ”
ร่างสูงยกมือเสยผมแล้วทอดถอนใจเฮือก ดวงตาสีดำสนิทตวัดมองผู้ที่นั่งนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ว่าเขาจะด่าเธอมากมายถึงขนาดไหนพรนภัสยังคงสงบนิ่งได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้แม่สาวเยือกเย็นคนนี้สติแตกได้เลยสักครั้ง ไม่เคยทำให้เธอโต้ตอบเขาด้วยวาจาเผ็ดร้อน ไม่เคยทำให้เธอกระทืบเท้าเต้นเร่าๆ ด้วยความโมโห ...มีแต่เขาเอง ...เขาเองทั้งนั้นที่ระเบิดอารมณ์อย่างน่าขัน!
“ก็ได้ครับ” สุดท้ายตรีทศก็ยักไหล่ “แต่งก็ได้...แต่งแค่หนึ่งปีตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมว่าต้องอยู่ด้วยกันไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีจึงจะหย่าได้ ครบหนึ่งปีเมื่อไหร่ ผมจะหย่าทันที!”
ถ้อยคำนั้นเขาหวังเหลือเกินว่าจะได้เห็นสีหน้าเจ็บปวดของพรนภัส แต่เปล่าเลย เธอไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ทั้งสิ้น แต่กลับลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใสดังเคย
“ถ้าคุณตรีตัดสินใจได้เรียบร้อยแล้ว ก็เชิญรับประทานอาหารเถอะค่ะ ฟ้าสั่งให้เด็กตั้งโต๊ะไว้รอแล้ว” จากนั้นก็หันไปถามหญิงสูงวัยที่กำลังจะลุกขึ้นยืน
“เชิญคุณน้าวิด้วยนะคะ”
“ขอบใจจ้ะหนูฟ้า แต่น้าขอกลับไปกินที่บ้านน้าดีกว่า” ว่าพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา “น้ายังเก็บของไม่เรียบร้อยเลยด้วย”
“คุณน้าจะย้ายไปอยู่เชียงใหม่เมื่อไหร่คะ”
“พรุ่งนี้แล้วจ้ะ”
“ตายจริง! ทำไมรีบอย่างนั้นล่ะคะ เดี๋ยวฟ้าไปช่วยเก็บของดีกว่า”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เหลืออีกไม่เยอะหรอก น้าเก็บได้” เอ่ยพร้อมกับลุกขึ้นยืนและมองหน้าตรีทศอย่างปรามๆ “พูดกับหนูฟ้าเค้าดีๆ ละ อย่าเอาแต่ใช้อารมณ์”
ตรีทศพยักหน้าอย่างแกนๆ ใบหน้ากระด้างดุดันเพราะยังหัวเสียไม่หาย
เมื่อบ่ายวันนี้หลังจากให้ทนายมาเปิดพินัยกรรมที่บ้าน เขาถึงกับต้องผลุนผลันออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอก ด้วยเกรงว่าจะกระโจนเข้าไปทำร้ายหญิงสาวผู้เป็นสาเหตุให้เขาต้องลำบากเช่นนี้ไม่ได้ คุณวิมาลาผู้เป็นน้าทราบข่าวจึงทนนั่งรอด้วยความเป็นห่วง...กริ่งเกรงว่าหลานของตนจะหุนหันพลันแล่นจนทำให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางได้ หากสุดท้ายเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มปลอดภัย นางจึงเบาใจและขอตัวกลับบ้านทันที
พอคล้อยหลังผู้เป็นน้า ตรีทศก็หันมาเล่นงานพรนภัสต่อ ไม่มีทีท่าว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงภายในวันนี้ ร่างสูงปราดเข้าไปหาคนตัวเล็ก กระชากต้นแขนของเธอดึงเข้ามาใกล้ตัว แล้วกระซิบลอดไรฟันพอให้ได้ยินกันสองคน
“อย่าคิดนะว่าที่ฉันแต่งงานด้วยเพราะความพิศวาส ถ้าจะมีความรู้สึกอะไรในหัวใจของฉันที่มีต่อเธอแล้วล่ะก็ มันมีแต่ความชิงชังเพียงเท่านั้น จำไว้นะพรนภัส” จากนั้นเขาก็ออกแรงผลักเธอ จนร่างบางเซซวนล้มลงบนโซฟาอย่างไร้ความปรานี ก่อนจะเดินดุ่มออกจากห้องรับแขก ก้าวเท้ายาวๆ ขึ้นบันไดกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง
ไม่ได้เหลือบแลมามองเลยว่ายามนี้คนที่ทำสีหน้าเมินเฉยกำลังปล่อยให้น้ำตารินไหลด้วยความเจ็บช้ำ
นานหลายปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่เธอเหยียบย่างเข้ามาที่นี่ พรนภัสในวัยแปดขวบ ทั้งสดใส ร่าเริง หากสิ่งเหล่านั้นถูกพรากหายไปตามกาลเวลา เพียงเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว...ตรีทศ ปัจจภาคย์
ไม่มีใครรู้ว่าในใจของพรนภัสนั้นมีผู้ชายที่ชื่อตรีทศยึดครองพื้นที่ในหัวใจมานานแล้ว หากตั้งแต่เมื่อไหร่นั้น เจ้าตัวยังไม่แน่ใจนัก รู้แต่เพียงว่าความประทับใจเมื่อครั้งเยาว์วัยยังตราตรึงในหัวใจเธอไม่สร่างซา
ในวันที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ใหม่ๆ พรนภัสปีนขึ้นไปเก็บ ลูกชมพู่บนต้นไม้ แต่เพราะกิ่งไม้เปียกลื่นหรือไม่ก็ก้าวพลาดทำให้เธอเสียหลักพลัดตกลงมา จากที่คิดว่าตนเองต้องขาหัก แขนหัก หรือศีรษะแตกต้องเย็บหลายเข็ม เด็กหญิงฟ้ากลับไม่เป็นอะไรเลยเพราะมีใครคนหนึ่งปราดเข้ามาใช้ตัวทั้งตัวรับ เธอไว้
ยามที่เธอลืมตาขึ้นในตอนนั้น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าขาวๆ ของตรีทศนั่นเอง
คุณอาจจะชอบ





