
ท่านอ๋องข้าไม่ต้องการท่านเป็นสวามี
ตอน 3
ณ ดินแดนต้าถัง
ภายในจวนหย่งผิงโหวสกุลสวีเกิดความวุ่นวายมาสองวันเต็มนับตั้งแต่บุตรีในฮูหยินเอกอย่างสวีอี้หลิงถูกวางยาจนหมดสติไป นอกจากนางยังไม่ฟื้น ก็ยังมิอาจจับมือผู้ใดดมได้อีก
ทำให้ประมุขของจวนร้อนใจนั่งก้นไม่ติดตั่งอยู่แทบจะตลอดเวลา ทั้งเร่งให้คนตามหาหมอฝีมือดีมารักษา ทั้งส่งคนสืบสาวราวเรื่องถึงยาพิษที่นำมาใช้กับสวีอี้หลิง บ่าวรับใช้ชายหญิงตลอดจนคนครัวหัวหน้าพ่อบ้านต่างถูกเรียนมาสอบสวนกันไม่มีเว้น
“เรียนท่านโหว ท่านหมอซูเดินทางมาถึงแล้วขอรับ” พ่อบ้านชราเดินเข้ามาแจ้งผู้เป็นนายด้วยท่าทางนอบน้อม
“เช่นนั้นเจ้าจะชักชักทำสิ่งใด เร่งพาท่านหมอไปตรวจอาการลูกสาวข้าสิ”
“ท่านพี่ ใจเย็นสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เสี่ยวหลิงของเราจะต้องหายอย่างแน่นอน ท่านหมอซูผู้นี้ได้ยินว่าเป็นถึงหมอเทวดาเชียวนะเจ้าคะ” หลี่เหวิน อนุภรรยาเพียงคนเดียวของสวีลู่เอ่ยขึ้นอย่างเอาใจ
“เจ้าจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร ในเมื่อพิธีสมรสถูกจัดเตรียมเอาไว้หมดแล้วแบบนี้ หากเสี่ยวหลิงเป็นอะไรไป ข้าจะมีหน้าใดไปสู้พระพักตร์ฝ่าบาทได้เล่า”
“ท่านพี่ระงับโทสะก่อนนะเจ้าคะ หากถึงวันนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวหลิงจริง พวกเรายังมีอ้ายหรงอยู่อีกทั้งคน” พูดจบหลี่เหวินก็หันไปมองทางบุตรสาวที่นั่งทำท่าเหนียมอายคล้ายเป็นเรื่องที่ตนไม่ต้องการ
สวีลู่ปรายตาไปมองทางด้านบุตรสาวอีกคนนิ่ง ๆ กระนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรออกมา ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินออกไปยังเรือนของสวีอี้หลิงทันที
“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ บุตรสาวข้านางเป็นอย่างไรบ้าง” สวีลู่ เมื่อเห็นท่านหมอเดินออกมาจากห้องนอนของบุตรสาวก็เร่งรุดเข้าไปสอบถามอาการทันที
“เรียนท่านโหว อาการคุณหนูนั้นแปลกยิ่งนัก ข้าน้อยจับชีพจรไม่เจอ เอ่อ...”
“ท่านหมอกำลังหมายความถึงสิ่งใดกัน”
“เอ่อ เอ่อคือ เรียนท่านโหวตามตรง ยามนี้คุณหนูเหมือนจะไม่อยู่แล้วขอรับ”
ท่านหมอชราเอ่ยบอกออกไปอย่างลำบากใจ จงใจใช้คำว่า ‘เหมือน’ เพราะอาการของคุณหนูแซ่สวีผู้นั้นคล้ายอยู่ก็ไม่ใช่คล้ายตายก็ไม่ถูก เพราะผ่านมาถึงสองวัน แต่เนื้อตัวยังอุ่นดี ไม่ได้เย็นชืดแข็งเป็นหิมะเฉกเช่นที่คนตายจะเป็น หากแต่ก็จับไม่เจอสัญญาณชีพใด ๆ
“พ่อบ้านตู้ ส่งท่านหมอ แล้วประกาศหาหมอฝีมือดีคนใหม่ทันที”
สิ้นเสียงของสวีลู่ ทุกคนต่างโค้งกายให้ผู้เป็นประมุขของจวนก่อนจะแยกย้ายกันไปตามหน้าที่ทันที ราวกับว่าหากอยู่ต่อ อาจจะต้องกลายเป็นภาชนะรองรับทุกอารมณ์ของหย่งผิงโหวเป็นแน่
ด้านสวีอ้ายเหรินนั้นเดินกลับไปยังเรือนของตนเองด้วยอาการไม่พอใจ เพราะแม้นท่านหมอคนไหน ๆ ที่เข้ามารักษาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวีอี้หลิงไม่อยู่แล้ว แต่บิดาของนางก็ยังคงไม่ล้มเลิกที่จะรักษา
ฝ่ายฟางฟาง เมื่อเดินตามคุณหนูของนางเข้ามาข้างในก็เร่งปิดประตูห้องทันทีอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะรีบหลบหมอนอิงใบโตที่ลอยมาทางนางได้อย่างทันท่วงที เพราะเหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งยามที่คุณหนูสามสวีอ้ายเหรินไม่พอใจ
“คุณหนู ระงับโทสะก่อนนะเจ้าคะ”
“อาฟางเจ้าเห็นหรือไม่ ท่านพ่อเอาแต่ห่วงหน้าตา เร่งหาท่านหมอมารักษาสวีอี้หลิง ทั้งที่นางก็ตายไปแล้ว เหตุใดท่านพ่อถึงไม่มองมาทางข้า แล้วจัดการส่งข้าเข้าพิธีสมรสกับท่านอ๋องแทนเล่า”
“คุณหนู เบาเสียงลงหน่อยเจ้าค่ะ ประตูหน้าต่างเรือนมีช่องมากมาย หากมีผู้ใดมาได้ยินเข้าจะไม่ดีนะเจ้าคะ” ฟางฟางเอ่ยเตือนคุณหนูของนางอย่างเข้าใจ ด้วยติดตามรับใช้มาตั้งแต่สวีอ้ายเหรินอายุได้เพียงสามหนาวเท่านั้น
สวีอ้ายเหรินทิ้งกายลงนั่งบนตั่งอย่างแรง มือเรียวกำขมวดกระโปรงผ้าไหมเนื้อดีจนน่ากลัวว่ามันจะขาดหลุดติดมือมาเสียให้ได้ นางอุตส่าห์ถึงขึ้นลงมือวางยาหวังกำจัดสวีอี้หลิงไป แล้วเมื่อถึงเวลานั้นนางสุดแสนจะเชื่อมั่นว่าอย่างไรบิดาก็ต้องส่งนางเข้าพิธีสมรสเป็นหวางเฟยในท่านอ๋องแปดเป็นแน่
นางรักอ๋องแปดฟ่านเฮยหลงมาหลายหนาว ทว่าจู่ ๆ กลายเป็นสวีอี้หลิงที่จะได้ขึ้นเกี้ยวแต่งเข้าไปเป็นหวางเฟยจวนอ๋องแปด เช่นนี้จะให้นางยอมได้อย่างไร เรื่องตำแหน่งในจวนสกุลสวีนางเป็นรองก็แล้วไปเถอะ ทว่าเรื่องบุรุษผู้เป็นที่รักมั่น นางมิมีวันยอมให้อย่างแน่นอน
กระทั่งวันเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงปลายยามเหม่า ประตูเรือนของสวีอี้หลิงก็ถูกเปิดออกพร้อมที่ตงชิงเร่งวิ่งออกไปแจ้งข่าวดีแก่นายท่านด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
“นายท่าน คุณหนูรองฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
แม้ทั้งจวนหย่งผิงโหวสกุลสวีจะเต็มไปด้วยความยินดีที่คุณหนูรองสวีอี้หลิงฟื้น หากแต่ไม่ใช่กับสวีอ้ายเหรินแม้แต่น้อย ยิ่งได้ยินว่ามารหัวใจฟื้นจากความตายมาได้ นางก็ยิ่งไม่พอใจ พยายามคิดหาหนทางที่จะกำจัดสวีอี้หลิงอีกครั้ง ด้วยว่าอีกเพียงไม่ถึงสิบห้าวันก็จะถึงวันที่สวีอี้หลิงต้องเข้าพิธีสมรสแล้วนั่นเอง
“เหรินเหริน ข่มใจเอาไว้สักหน่อย หากเจ้าคิดจะทำอะไรสวีอี้หลิงยามนี้ ท่านพ่อเจ้าได้ระแคะระคายเป็นแน่ ถึงตอนนั้นต่อให้มีสิบแม่เจ้า ก็ไม่อาจช่วยอะไรเจ้าได้” หลี่เหวินเองเมื่อได้ยินว่าสวีอี้หลิงฟื้นแล้ว สิ่งแรกที่นางทำคือเร่งมาหาลูกสาว
“แต่ท่านแม่ ข้ายอมให้สวีอี้หลิงแต่งกับท่านอ๋องไม่ได้นะเจ้าคะ”
หลี่เหวินเดินเข้าไปนั่งข้างกายลูกสาวก่อนจะยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีดำขลับคล้ายเส้นไหม นางรู้สึกเห็นใจบุตรสาวไม่น้อย ทว่าหากพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว ด้วยสถานะของสวีอ้ายเหรินที่เป็นเพียงลูกอนุ ไหนเลยจะได้ขึ้นเป็นหวางเฟย
“เหรินเหริน ฟังแม่สักคำเถิด เรื่องสวีอี้หลิงเป็นพระราชโองการยากจะขัดได้ อีกทั้งแม่เป็นเพียงอนุต่ำต้อย ถึงเจ้าจะได้แต่งเข้าจวนอ๋อง หากแต่ตำแหน่งพระชายาเอกยังดูห่างไกลยิ่งนัก อย่างไรเอาไว้แม่จะลองพูดกับท่านพ่อให้เจ้าได้แต่งเข้าไปเป็นชายารองดีหรือไม่”
“ท่านแม่ ท่านเป็นมารดาเช่นใดกัน ถึงได้หวังเพียงเท่านี้ แทนที่จะสนับสนุนข้าที่เป็นลูกสาวให้เหนือกว่าใคร ๆ”
“เหรินเหริน สิ่งแรกที่เจ้าต้องจดจำไว้ให้ได้คือสถานะตน อย่างต่อมาคือต้องไม่ขาดสติ มิเช่นนั้นต่อให้เจ้าวางแผนแยบยลเช่นไร เจ้าก็จะล้มเหลวทุกครั้งไป ระหว่างนี้อย่าได้คิดทำอะไรสวีอี้หลิงเด็ดขาด หากเจ้ายังอยากได้ชื่อว่าเป็นบุตรสาวหย่งผิวโหวอยู่”
สวีอ้ายเหรินทำได้เพียงยอมข่มใจเอาไว้ตามที่มารดาบอก เพราะแน่นอนว่าคงไม่มีใครยอมให้สวีอี้หลิงคลาดสายตาได้เหมือนครั้งก่อนเป็นแน่ แต่หากนางมีโอกาส แน่นอนว่านางจะไม่ยอมให้มันหลุดมือไปเป็นแน่
“อาฟาง แต่งตัวให้ข้า”
“คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ” ฟางฟางเอ่ยถามออกไป เพราะปกติแล้วคุณหนูของนางจะรับมื้อเช้าที่เรือน ไม่ได้ไปร่วมโต๊ะกับนายท่านและอนุหลี่ที่โถงด้านหน้า
“พี่สาวข้าฟื้นจากความตายทั้งที่ ข้าเป็นน้องจะไม่ไปเยี่ยมมันดูแล้งน้ำใจไปหน่อย หรือเจ้าเห็นว่าอย่างไร”
“แต่คุณหนู เมื่อครูอนุหลี่ก็แจ้งแก่คุณหนูแล้วว่า...”
“ข้าแค่จะไปเยี่ยมพี่สาว หรือเจ้าเห็นว่าข้าจะไปทำอย่างอื่น”
ฟางฟางซึ่งเผลอสบกับสายตาเรียวดุก็เร่งหลุบสายตาลงมองพื้น ด้วยรู้ดีว่าหากคุณหนูของนางต้องการสิ่งใดแล้ว ย่อมต้องได้ดั่งที่ใจปรารถนาทุกอย่างนั่นเอง สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงเร่งช่วยแต่งตัวให้สวีอ้ายเหรินไปก็เท่านั้น
คุณอาจจะชอบ





