
เบี้ยปรารถนา
ตอน 3
“ช่างเถอะ แกจะรู้หรือไม่รู้มีค่าเท่ากัน”
นายวัฒนะบอกปัด ภรรยาก็ไม่เซ้าซี้ถาม ในเมื่อเธอได้ในสิ่งที่ต้องการและหมายตามานาน เรื่องอื่นก็ไม่น่าสนใจอีก…แต่ยังมีอีกอย่างที่สงสัยอยู่
“แล้วเงินล่ะคะ เงินที่เราเอาของคุณรัชภาคย์มา ป่านนี้รวมดอกเบี้ยตั้งเท่าไหร่แล้ว จะคืนเขายังไง”
“ไม่ต้องคืน เราล้างหนี้ไปแล้ว”
“เมื่อไหร่คะ คุณเอาเงินที่ไหนไปคืน ฉันจำได้ว่าที่หยิบยืมเขาส่งให้ยายแหววเรียนต่อตั้งแต่มัธยมจนจบปริญญาที่ต่างประเทศมันก้อนใหญ่มาก ไหนเงินที่คุณเอาไปไถ่ถอนบ้านจากธนาคารเมื่อ 2-3 ปีก่อนอีก คุณเอาเงินตั้งมากมายมาจากไหน”
“ไม่ต้องสงสัยหรอก คุณรู้แค่ว่าผมหาเงินพวกนั้นมาได้ ไม่ได้คดโกงจี้ปล้นใครก็พอ เจ้าของเงินเต็มใจให้เรา แลกกับของที่ผมส่งไป จากนี้ไปบ้านหลังนี้เป็นสิทธิ์ของผมกับคุณ หนี้ที่ส่งเสียยายแหววก็เคลียร์แล้วเหมือนกัน”
“ค่ะ ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันรู้ ฉันก็ไม่ต้องการรู้ ฉันไว้ใจคุณ ส่วนบ้าน ฉันจะเริ่มเคลียร์ของออกตั้งแต่พรุ่งนี้” ดวงหน้าอูมอิ่มของหญิงวัยกลางคนดูเบิกบาน หากเป็นครู่ก็เปลี่ยนเป็นระแวงขึ้นอีก “แล้วแน่ใจนะว่าคุณรัชภาคย์ไม่ตามมาทวงหนี้คุณ พูดก็พูดเถอะ ฉันกลัวเขาจริงๆ ดูป่าเถื่อนชอบกล ฉันได้ยินมาว่าคนคนนี้มีเส้นสาย รู้จักคนใหญ่คนโตอีกด้วย”
“เขาไม่ทำอะไรเราหรอก เพราะเจ้าของเงินตัวจริงที่เราเอามาไม่ใช่เขา และคนคนนั้นก็เซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรล้างหนี้ให้ผมแล้ว”
“ใครกันคะ”
“คุณรัชตะ พี่ชายฝาแฝดนายรัชภาคย์ เจ้าพ่อธุรกิจยานยนต์ที่ไปลงทุนอยู่ทางภาคเหนือ กำลังรุ่งเรืองในธุรกิจข้ามชาติ เงินแค่นี้ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งเขาร่วง ส่วนนายรัชภาคย์ ถ้าพี่ชายสั่งอะไร นายคนนี้ไม่กล้าหือ”
“ขนาดนั้นเชียวหรือคุณ”
“นายรัชภาคย์ ไม่น่ากลัวเท่าคุณรัชตะ”
แค่นี้ร่างอวบท้วมก็ห่อไหล่ด้วยความรู้สึกชวนขนลุก ถ้าคนที่พูดถึงและเธอยังไม่เคยเห็นหน้าจะน่ากลัวกว่านายรัชภาคย์ที่ยกพวกมาทวงหนี้ รังควาญเธอกับสามีอยู่หลายครั้ง แล้วจะเป็นเรื่องน่ายินดีได้อย่างไร
“คุณรัชตะไม่ยุ่งกับเราแน่นอน เขาเป็นคนจริง คำไหนคำนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองในวัยสามสิบสองปีหรอก ที่สำคัญผมส่งของที่เขาต้องการไปให้ ไม่ได้ขอให้ล้างหนี้กันฟรีๆ ทุกอย่างลงตัว”
“ถ้าอย่างนั้นฉันค่อยโล่งใจหน่อยค่ะ”
เท่านี้ก็เป็นคำตอบให้คนขี้สงสัยได้คลายกังวล จนสามารถตัดทุกปัญหาออกจากใจ แล้วเร่งมือทำในสิ่งที่ตนและสามีต้องการโดยไม่เสียเวลานึกถึงใคร
ล่วงเข้าเดือนที่สองของการย้ายมาอยู่ในที่แห่งนี้ ปิ่นลดาเดินวนไปมาในเขตชายคาด้านข้างบ้านหลังสีฟ้า สีหน้าครุ่นคิด มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ถึงตอนนี้หล่อนมั่นใจทีเดียว และยังโทษตัวเองว่าคิดช้าไป เพราะหลายอย่างส่งสัญญาณให้รู้นับจากวันแรกด้วยซ้ำ
สัญญาณมือถือไม่มี...ศจีเป็นคนให้คำตอบเมื่อเธอถาม เพราะไม่สามารถติดต่อทางบ้านหรือเพื่อนคนไหนได้เลย ดังนั้นมันจึงกลายเป็นแค่เศษเหล็กที่นอนนิ่งอยู่ก้นกระเป๋าตั้งแต่มาถึงจนวันนี้
หากเพิ่งสังเกตว่าในคฤหาสน์ใหญ่ก็มีการสื่อสารเป็นปกติ ด้วยระยะทางแค่ร้อยกว่าเมตร ไม่น่าจะเป็นเฉพาะพื้นที่บ้านสีฟ้าที่กลายเป็นจุดอับสัญญาณ...แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว
“หรือจะเป็นเพราะโทรศัพท์ของเรา เป็นไปได้ไหม”
หล่อนพึมพำถามตัวเอง แล้วเมื่อเห็นร่างผอมบางเดินมาส่งอาหารเช้า จึงรีบเดินมาทางหน้าบ้าน เพื่อจะถาม
“ฉันอยากโทร.หาพ่อกับแม่ ต้องทำยังไง”
“คงต้องเข้าเมืองค่ะ”
“งั้นพาฉันไปหน่อย”
“ไม่ได้ค่ะ ต้องขออนุญาตคุณใหญ่ก่อน”
“ใครคือคุณใหญ่” คำถามของหล่อนคงแปลกประหลาดที่สุดในโลก เพราะทำให้คนหน้าเรียบเฉยถึงกับแสดงอารมณ์ประหลาดใจสุดฤทธิ์
“คุณใหญ่คือนายของพวกเรา”
“เขาเป็นนายของฉันด้วยหรือเปล่า”
“เอ่อ...ฉันไม่ทราบ”
“แล้วเธอรู้อะไรบ้าง” ปิ่นลดาเผลอตัวหงุดหงิด ปกติหล่อนไม่ใช่คนขึ้นเสียงกับใคร แต่ด้วยภาวะคลุมเครือที่ต้องมาอยู่ในที่ไม่น่าไว้ใจ จึงทำให้กดดัน จนยากจะควบคุมตัวเอง
“อีกไม่นาน คุณจะได้พบคุณใหญ่เอง”
ศจีบอกน้ำเสียงเป็นปกติ เหมือนไม่ติดใจอารมณ์เกรี้ยวกราด จะว่าเธอเข้าใจหรือไม่ถือสากับอารมณ์คนอื่น ปิ่นลดาก็ยากจะรู้...เธอไม่อยากเก็บมาคิด เพราะแค่ปัญหาที่เจอก็ทำให้ปวดหัวและหวั่นระแวงจนเจียนบ้าแล้ว
“ฉันจะไปถามเขา”
“คุณว่าอะไรนะคะ”
“ถ้าศจีหรือใครๆ ให้คำตอบฉันไม่ได้ คงมีแต่คุณใหญ่อะไรนั่นที่ฉันควรถาม เพราะเขาเป็นเจ้าชีวิตทุกคนที่นี่ใช่ไหม”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
“อะไรนะ” ปิ่นลดาเบิกตาโต ไม่คาดจะได้ยินน้ำเสียงเออออตามจากคู่สนทนา “ศจี เมื่อกี้ฉันประชด จะบ้าหรือไงยุคนี้จะมีใครเป็นเจ้าชีวิตใครกันอีก”
คุณอาจจะชอบ





