
คดีฆาตกรรมสกุลหลิน
ตอน 3
ในเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชารู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองหยางโจวแล้ว ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนก็ไม่กล่าวอ้อมค้อมยืดเยื้อให้มากความเขากล่าวเข้าประเด็นทันที
“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้กองปราบฝ่ายเหนือรับหน้าที่ไปสืบคดีพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาอีกจำนวนหนึ่ง นายกองร้อยเหอจะเลือกใครไปด้วยก็ได้ตามที่เห็นเหมาะสม” ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนถอนหายใจแรงออกมาเฮือกหนึ่ง จ้องมองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เอ่ยน้ำเสียงอ่อนใจและเห็นใจว่า “เรื่องถังซือซือเจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าไม่อยู่สักคนก็ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนางหรอก”
เห้อ.. ช่างเถอะ ๆ นายกงอร้อยเหอหลิงซีคิดในใจพลางส่ายหน้าหมดคำจะพูดกับคนผู้นี้
“ใต้เท้าท่านเข้าใจผิดแล้ว” นายกองร้อยเหอหลิงซีย่นคิ้วกล่าวเสียงเครียด “ทว่าเรื่องที่ข้ากังวลใจนั้นมีอยู่จริงแต่มิใช่เรื่องนี้”
ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนเห็นสีหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาเครียดขรึมก็นึกขึ้นได้ทันทีว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่ง “อ้อ..ให้ตายสิ หลิงซีนี่เจ้ายังคิดจะย้ายกลับไปจริงหรือ? ไม่ลองคิดทบทวนอีกสักหน่อยหรือ?”
คำตอบที่ผู้บัญชาการได้รับกลับมาก็คือท่าทีนิ่งเฉยของอีกฝ่าย เขาจึงได้เพียงแต่ทอดถอนหายใจแรงแล้วกล่าวว่า “รอเจ้ากลับมาแล้วเราค่อยมาคุยกันแบบคนกันเองเป็นอย่างไร ตอนนี้รีบไปดำเนินการตามที่ฝ่าบาทรับสั่งเถิด”
“เอาล่ะ ๆ เจ้ากลับไปเตรียมตัวได้แล้ว หลังยามอู่ก็ออกเดินทางได้เลยมีราชโองการอยู่กับตัวชักช้าไม่ได้ ไปได้แล้ว” ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนสั่งงานเสร็จสิ้นก็มอบราชโองการหนึ่งฉบับใส่มือให้นายกองร้อยเหอหลิงซีรับไปดำเนินการ พร้อมตวัดมือไล่
หลังนายกองร้อยเหอหลิงซีออกมาจากโถงทำงานของผู้บังคับบัญชาการเขาก็กลับไปยังห้องทำงานของตน ภายในห้องทำงานมีผู้ใต้บังคับบัญชามือซ้ายและมือขวานั่งอยู่ภายในห้องคนละฝั่ง การจัดโต๊ะทำงานและโต๊ะน้ำชาของแต่ละห้องล้วนเหมือนกันคือเมื่อเดินเข้ามาในห้องหันหน้าเข้า เบื้องหน้าคือโต๊ะทำงานของใต้เท้าเจ้าของห้อง ซ้ายและขวาคือโต๊ะน้ำชาสำหรับต้อนรับแขก หากไม่มีแขกก็คือที่นั่งของผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การดูแลของใต้เท้าผู้นั้น
“หึ้ย!ๆ เสี่ยวซื่อ! ลุกขึ้น ๆ พี่ใหญ่มาแล้ว” ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งหันมองออกไปนอกประตูพอดี จึงเห็นผู้เป็นหัวหน้ากำลังก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้องสีหน้าเคร่งเครียด เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วส่งเสียงบอกอีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
ผู้ใต้บังคับบัญชาสองคนที่นั่งอยู่ในห้องคือ ลี่จื่อ กับเจี้ยนซื่อ พวกเขาสองคนติดยศนายกองด้วยกันทั้งคู่ และเป็นผู้ช่วยมือซ้าย และมือขวาของนายกองร้อยเหอหลิงซี พวกเขาทำงานอยู่ข้างกายนายกองร้อยเหอหลิงซีมาห้าปีจึงนับว่ารู้ใจกันเป็นอย่างดี
นายกองร้อยเหอหลิงซีเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานสีหน้าตึงเครียด ถอนหายใจแรงออกมา ลี่จื่อกับเจี้ยนซื่อเห็นท่าทีตึงเครียดของผู้เป็นหัวหน้าก็พากันหันมองหน้ากันและกันไปมา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก และไม่มีผู้ใดกล้าพูดทีเล่นทีจริงกับอีกฝ่าย ลี่จื่ออดรนทนไม่ไหวจำต้องเอ่ยถามเสียงเข้มว่า “มีงานตึงมืออีกแล้วหรือขอรับ”
นายกองร้อยเหอหลิงซีถอนหายใจอีกครั้งพยักหน้าแทนคำตอบ เขามองไปที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทีละคนแล้วออกคำสั่งเสียงเข้ม สีหน้ากดดัน “ไม่ผิด.. ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เราเร่งเดินทางไปสืบคดีสกุลหลินถูกสังหารทั้งตระกูลแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าสองคนไปคัดเลือกผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองคนละห้า วันนี้หลังยามอู่ต้องเร่งออกเดินทางทันที”
ลี่จื่อกับเจี้ยนซื่อพูดโพล่งออกมาพร้อมกัน “วันนี้เลยหรือขอรับ?!”
เหตุที่พวกเขาถามด้วยท่าทีตกอกตกใจนั่นก็เป็นเพราะพวกเขารวมทั้งผู้เป็นหัวหน้าเพิ่งจะเดินทางกลับมาเมืองหลวงได้ไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ หลังจากออกไปปฏิบัติภารกิจกวาดล้างพวกนอกรีตที่ชอบตอนตนเองเพื่อหวังเข้ามาเป็นขันทีในเมืองหลวงที่เมืองหนานจิง
“อือ..รีบไปเถอะ” นายกองร้อยเหอหลิงซีพยักหน้าแล้วตอบ
ลี่จื่อ กับเจี้ยนซื่อรับคำสั่ง พวกเขาก็กระวีกระวาดออกจากห้องไปดำเนินการตามคำสั่งของผู้เป็นหัวหน้าทันที โชคดีที่คนในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเก้าในสิบนอกจากบิดา มารดาแล้วพวกเขาทั้งหมดก็ล้วนไม่มีพันธะใดเพิ่มขึ้นมาอีกจึงสะดวกแก่การออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกสถานที่ได้โดยไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง
กลับมาที่เมืองหยางโจว
ระหว่างที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเร่งเดินทางมาที่เมืองหยางโจว ช่วงเช้าหลินจินเซี่ยก็ได้จัดการศพของบิดา และมารดาใส่ลงไปในโลง ภายในจวนสกุลหลินถูกตกแต่งด้วยสีขาวทั้งจวนรวมถึงเสื้อผ้าของหลินจินเซี่ยและฝูจิ้นก็ได้เปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์ ตลอดทั้งวันหลินจินเซี่ยนั่งคุกเข่าเผากระดาษส่งดวงวิญญาณอยู่หน้าศพ ฝูจิ้นจัดการทำความสะอาดล้างคราบเลือดและจัดระเบียบความเรียบร้อยภายในเรือนทุกเรือน ตกกลางคืนหลินจินเซี่ยก็พาตัวเองไปค้นหาหลักฐานโดยเน้นที่ห้องหนังสือเป็นหลัก ตามด้วยห้องนอนของผู้เป็นบิดาและมารดา
ค่ำคืนอันหนาวเหน็บไร้คลื่นลม ท้องฟ้ามืดดำแผ่ขยายเป็นวงกว้าง บรรยากาศวังเวง ภายใต้สถานการณ์ที่ภายนอกดูเหมือนว่าพายุสงบ ทว่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่ประจำสาขาอยู่ในเมืองหยางโจวก็มิได้นิ่งนอนใจส่งคนออกไปคอยสังเกตการณ์ และให้ความคุ้มครองคุณชายหลินอย่างเงียบ ๆ อาทิเช่น พ่อค้าร้านเต้าหู้ทอดหน้าจวน พ่อค้าขายถังหูลู่ที่เดินวนไปเวียนมา พ่อค้าขายบะหมี่เกี๊ยวที่อยู่ห่างออกไปสามหลังคาเรือน กลุ่มคนเหล่านั้นล้วนเป็นคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น กลุ่มคนเหล่านี้มิได้คอยคุ้มครองความปลอดภัยให้เฉพาะในยามกลางวันเท่านั้น แต่พวกเขาอยู่เฝ้าทั้งวันทั้งคืน และการเฝ้าสังเกตการณ์มิได้มีเพียงแต่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น ด้านหลังเรือนแม้กระทั่งบนหลังคาก็ยังมีหน่วยองครักษ์เงาร่วมสิบคนที่แฝงตัวอยู่ทั่วทุกทิศทาง
บรรยากาศภายในจวนสกุลหลินในช่วงยามวิกาลเงียบสงบและค่อนข้างวังเวง ผิดกับช่วงกลางวันที่แม้ว่าเงียบเหงาบ้างแต่ก็ไม่ถึงขั้นวังเวงเนื่องเพราะมีชาวเมืองหยางโจวที่ให้ความเคารพนับถือนายอำเภอหลินทยอยกันมาไว้อาลัยต่อผู้วายชนกันอย่างไม่ขาดสาย หนึ่งในนั้นก็ยังมีผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงที่มาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยคอยให้กำลังใจและปลอบใจหลินจินเซี่ยตลอดช่วงกลางวัน แต่เมื่ออาทิตย์อัสดงผู้คนก็เริ่มทยอยขอตัวลากลับ ในจวนจึงทั้งเงียบเหงาและวังเวง
ในห้องหนังสือฝูจิ้นรู้ว่าไม่ควรเข้ามาขัดจังหวะการสืบหาหลักฐานของผู้เป็นนายแต่ด้วยความภักดีเขาก็ยังยกอาหารเข้ามาให้คุณชายของตน
หลินจินเซี่ยนั่งมือกุมขมับอยู่กับเก้าอี้ตัวที่ผู้เป็นบิดามักนั่งเป็นประจำ ผ่านมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วตอนนี้เขาไม่ร้องไห้อีก ทั้งยังค่อย ๆ ปรับตัวปรับใจให้ยอมรับกับความจริงอันแสนโหดร้ายนี้ทีละนิด เขาเม้มริมฝีปากแน่นข่มกลั้นความเจ็บปวดใจ สีหน้าดูเหนื่อยล้าราวกับถูกทอดทิ้ง น้ำเสียงยังคงเศร้าโศก และเสียใจ พร้อมยกมือข้างหนึ่งขึ้นสะบัด “เอาไว้ก่อนเถิด”
ฝูจิ้นกล่าวแย้งขึ้นมาทันที “ไม่ได้นะขอรับ หากนายท่านกับนายหญิงที่อยู่บนสวรรค์เห็นคุณชายตกอยู่ในสภาพกินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นนี้พวกท่านจะต้องเจ็บปวดใจมากแน่!”
หลินจินเซี่ยทอดถอนใจยาวรู้สึกว่าบ่าวรับใช้ของตนผู้นี้กลายเป็นคนจู้จี้ขี้บ่นไปตั้งแต่เมื่อใดกันถึงกลับกล้ายกเอาวิญญาณของผู้เป็นบิดา และมารดาของตนขึ้นมาอ้างเช่นนี้ เขาตวัดสายตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาขุ่นเคืองแต่เข้าใจว่าอีกฝ่ายทำไปเพราะความหวังดี จึงกล่าวเสียงเนิบนาบว่า “ได้.. เช่นนั้นเจ้าก็ไปตักข้าวมานั่งกินด้วยกันเถิด”
ปกติหลินจินเซี่ยก็ไม่เคยต้องนั่งกินอาหารเพียงลำพัง เวลาที่รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวเช่นนี้จะให้เขานั่งกินอาหารเพียงคนเดียวอีก แล้วเขายังจะกินอาหารลงอีกหรือ..
“ไม่ได้หรอกขอรับ ข้าเป็นบ่าว..” ฝูจิ้นกำลังจะพูดต่อ แต่หลินจินเซี่ยพูดขัดจังหวะขึ้นมาพร้อมตวัดสายตาใส่อีกฝ่ายหนึ่งอีกครั้ง “บ้านนี้มีแค่เจ้ากับข้า เจ้ายังจะมานาย บ่าวอะไรกันอีก บอกให้ไปตักมาก็ไปตักมาไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่าข้าจะแตะต้องอาหารของเจ้าเลย!” เขาถอนหายใจ มองอาหารบนโต๊ะอย่างเหม่อลอย
ฝูจิ้นจำต้องตอบรับแล้วเดินกลับเข้าครัวไปตักข้าวมานั่งกินมื้อเย็นด้วยกัน
ภายในบริเวณจวนสกุลหลินฝูจิ้นได้จุดเทียนตามเรือนต่าง ๆ ให้สว่างไสวเต็มเรือน ลานสวนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเขาก็ไล่จุดเทียนตามจุดต่าง ๆ จนสว่างไสวไปทั่วอาณาบริเวณ หนึ่งคือเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวที่อยู่นอกเรือนได้อย่างสะดวก สองคือไม่ให้หลินจินเซี่ยรู้สึกหดหู่ไปมากกว่านี้
หลังกินมื้อเย็นหลินจินเซี่ยก็เข้าไปในห้องนอนผู้เป็นบิดา และมารดาหลังจากค้นหาสมุดบัญชีรายชื่อในห้องหนังสือแล้วไม่ได้อะไรกลับมา อีกทั้งยังขอให้ฝูจิ้นออกไปสืบดูความเคลื่อนไหวของผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงด้วยอีกทางหนึ่ง
ทุกการเคลื่อนไหวของนาย บ่าวสกุลหลินล้วนอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น คนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “นั่นเขาจะทำอะไร”
อีกคนยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากส่งเสียง ซู่.. ออกมาประมาณบอกให้อีกฝ่ายเงียบรอดูต่อไป
“ข้ามั่นใจมากว่าสมุดบัญชีรายชื่อต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ช่วยนายอำเภอเกาแน่!” หลินจินเซี่ยรื้อค้นทุกซอกทุกมุมภายในห้อง ไม่ว่าจะเป็นใต้หมอน ลิ้นชักใต้เตียง ไม่ปล่อยให้รอดสายตาไปแม้แต่จุดเดียว แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องผิดหวังเดินไปหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้เอนนอนริมหน้าต่าง แล้วบ่นพึมพำกันตนเอง “ข้าค้นหาจนทั่วทั้งเรือนแล้วแต่ทำไมข้าถึงหาอย่างไรก็หาไม่พบสักทีเล่า ท่านพ่อ ท่านเก็บมันเอาไว้ที่ใดกันแน่”
เขารู้สึกกระวนกระวายใจ ทั้งเครียดและกดดันอย่างมากคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกสักที ขณะเดียวกันด้านนอกมีความเคลื่อนไหวบางอย่างที่หลินจินเซี่ยไม่รู้ตัว แต่ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวใดล้วนอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น
เมื่อคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดเห็นการเคลื่อนไหวของคนชุดดำสามคนเดินย่องไปตามมุมต่าง ๆ ของเรือนที่ใช้เป็นห้องหนังสือ และเรือนที่หลินจินเซี่ยกำลังอยู่ข้างใน เมื่อกลุ่มชายชุดดำสามคนนั้นไปถึงห้องที่หลินจินเซี่ยอยู่ คนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรก็ส่งสัญญาณให้พวกของตนเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจ มือกำด้ามจับดาบปักวสันต์ข้างเอวเอาไว้แน่นเตรียมพร้อมลงมือได้ทุกเมือง เวลาเพียงชั่วประกายไฟแลบพวกเขาก็ปรากฏกายเข้ามาขวางด้านหน้าชายชุดดำเอาไว้สองฝ่ายจึงต่อสู้กัน เดิมทีคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไม่ต้องการให้หลินจินเซี่ยรู้ว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นแต่ช่วยไม่ได้ที่เขาจะไม่ได้ยินเสียงกระบี่ฟาดฟันกัน รวมถึงเป็นไปไม่ได้ว่าเขาจะไม่ได้ยินเสียงของคนที่กำลังต่อสู้อันชุลมุน
ชิ้งงง.. เสียงชักกระบี่และดาบของแต่ละฝ่ายดังระงม เสียงร้องตอนทั้งสองฝ่ายเงื้อดาบและกระบี่ดาหน้าเข้าหากันย๊าก!.. เสียงดาบและกระบี่ฟาดฟันกันเสียงดัง ฉัวะ.. เสียงคนล้มลงไปกระแทกกับพื้นหินที่ลานสวนอัก!..
เสียงดังจากด้านนอกทำลายภวังค์ความคิดของหลินจินเซี่ยไปจนหมดสิ้น เขาดีดตัวลุกขึ้นสีหน้าตื่นตระหนกวิ่งออกไปข้างนอก “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?!”
ภาพเหตุการณ์การต่อสู้ของกลุ่มคนสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสวมชุดองครักษ์เสื้อแพร อีกฝ่ายสวมชุดดำทั้งตัวทั้งยังสวมผ้าสีดำปิดหน้าปิดตาอำพรางหน้าตาของพวกเขาเอาไว้ปรากฏแก่สายตาเขา ภาพการต่อสู้กันใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เกิดอาการหวาดกลัวจนเสียท่าทีเพียงแต่รู้สึกตกใจ ดวงตาของเบิกกว้าง อ้าปากหวอแต่ไร้เสียงใด ๆ หลุดออกมา ไม่คิดว่าผ่านมาแค่เพียงคืนเดียวคนร้ายจะกล้าย้อนกลับมาอีกรู้ทั้งรู้ว่าจะต้องมีคนของทางการดักซุ้มรออยู่ หลินจินเซี่ยถอนหายใจและส่ายหน้าคิดในใจว่า ช่างไม่รู้จักประเมินสถานการณ์เอาเสียเลย
เขาหันไปเห็นเสาต้นหนึ่งซึ่งใหญ่ขนาดใช้เป็นอำพรางสายตาของคนอื่นได้ สองเท้าก้าวไปด้านข้างยาว ๆ หลบอยู่ข้างเสาสองตาจ้องมองเหตุการณ์ต่อสู้อย่างระมัดระวัง กระทั่งการต่อสู้จบลง
“ตายหมดไม่เหลือรอดสักคนเลยหรือ? น่าเสียดายโดยแท้น่าจะเหลือสักคนไว้ให้สืบถามบ้าง” หลินจินเซี่ยพึมพำเสียงเบากับตนเองหลังการต่อสู้จบลง เขาค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาแล้วเดินลงไปยังลานสวนด้านหน้า ประสานมือคำนับกล่าวขอบคุณคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรอย่างจริงใจ “ขอบคุณใต้เท้าทุกท่านที่ช่วยเหลือ”
คนที่มีลักษณะเป็นหัวหน้ากล่าวเสียงเข้มว่า “ตอนนี้ความปลอดภัยของคุณชายหลินสำคัญที่สุด ดังนั้นคุณชายหลินไม่ต้องเกรงใจ หากคุณชายได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อยพวกข้าต่างหากที่จะต้องได้รับโทษกันหมด พวกมันคงไม่ยอมรามือโดยง่ายแน่ ช่วงนี้ขอคุณชายหลินโปรดระวังตัวให้มาก” เขากล่าวแล้วหันไปหลุบตามองชายชุดดำสามคนที่ไร้ลมหายใจบนพื้น
“เช่นนั้นก็ลำบากทุกท่านแล้ว..” หลินจินเซี่ยประสานมือโค้งเอว กล่าวน้ำเสียงซาบซึ้ง
“ตอนนี้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่เมืองหลวงกำลังเร่งเดินทางมาสืบคดีนี้ด้วยตนเองคาดว่าน่าจะถึงในอีกสองสามวันข้างหน้า” จู่ ๆ นายกองเฉินจวิ้นกล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบ
คุณอาจจะชอบ





