ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย คดีฆาตกรรมสกุลหลิน

คดีฆาตกรรมสกุลหลิน

โศกนาฏกรรมนองเลือดในคืนเทศกาลตงจื้อทำให้ตระกูลหลินถูกล้างบาง เหลือเพียงหลินจินเซี่ยบุตรชายนายอำเภอที่รอดชีวิต เหอหลิงซี นายกององครักษ์เสื้อแพรได้รับบัญชาให้มาสืบคดีสะเทือนขวัญนี้ โดยมีจินเซี่ยร่วมทางเพื่อไขปริศนาที่เขารู้เบื้องหลัง ทว่าการสืบค้นกลับนำไปสู่ความลับอันน่าตกใจ เมื่อหลักฐานบ่งชี้ว่าหนึ่งในมือสังหารคือมารดาที่เขาแสนรักซึ่งควรจะตายไปแล้ว เงื่อนงำซับซ้อนและอันตรายที่ซ่อนเร้นกำลังรอให้ทั้งคู่กระชากหน้ากากความจริงออกมา
ตอน
แชร์

ตอน 3

ในเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชารู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองหยางโจวแล้ว ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนก็ไม่กล่าวอ้อมค้อมยืดเยื้อให้มากความเขากล่าวเข้าประเด็นทันที

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้กองปราบฝ่ายเหนือรับหน้าที่ไปสืบคดีพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาอีกจำนวนหนึ่ง นายกองร้อยเหอจะเลือกใครไปด้วยก็ได้ตามที่เห็นเหมาะสม” ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนถอนหายใจแรงออกมาเฮือกหนึ่ง จ้องมองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เอ่ยน้ำเสียงอ่อนใจและเห็นใจว่า “เรื่องถังซือซือเจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าไม่อยู่สักคนก็ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนางหรอก”

เห้อ.. ช่างเถอะ ๆ   นายกงอร้อยเหอหลิงซีคิดในใจพลางส่ายหน้าหมดคำจะพูดกับคนผู้นี้

“ใต้เท้าท่านเข้าใจผิดแล้ว” นายกองร้อยเหอหลิงซีย่นคิ้วกล่าวเสียงเครียด “ทว่าเรื่องที่ข้ากังวลใจนั้นมีอยู่จริงแต่มิใช่เรื่องนี้”

ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนเห็นสีหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาเครียดขรึมก็นึกขึ้นได้ทันทีว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่ง “อ้อ..ให้ตายสิ หลิงซีนี่เจ้ายังคิดจะย้ายกลับไปจริงหรือ? ไม่ลองคิดทบทวนอีกสักหน่อยหรือ?”

คำตอบที่ผู้บัญชาการได้รับกลับมาก็คือท่าทีนิ่งเฉยของอีกฝ่าย เขาจึงได้เพียงแต่ทอดถอนหายใจแรงแล้วกล่าวว่า “รอเจ้ากลับมาแล้วเราค่อยมาคุยกันแบบคนกันเองเป็นอย่างไร ตอนนี้รีบไปดำเนินการตามที่ฝ่าบาทรับสั่งเถิด”

“เอาล่ะ ๆ เจ้ากลับไปเตรียมตัวได้แล้ว หลังยามอู่ก็ออกเดินทางได้เลยมีราชโองการอยู่กับตัวชักช้าไม่ได้ ไปได้แล้ว” ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนสั่งงานเสร็จสิ้นก็มอบราชโองการหนึ่งฉบับใส่มือให้นายกองร้อยเหอหลิงซีรับไปดำเนินการ พร้อมตวัดมือไล่

หลังนายกองร้อยเหอหลิงซีออกมาจากโถงทำงานของผู้บังคับบัญชาการเขาก็กลับไปยังห้องทำงานของตน ภายในห้องทำงานมีผู้ใต้บังคับบัญชามือซ้ายและมือขวานั่งอยู่ภายในห้องคนละฝั่ง การจัดโต๊ะทำงานและโต๊ะน้ำชาของแต่ละห้องล้วนเหมือนกันคือเมื่อเดินเข้ามาในห้องหันหน้าเข้า เบื้องหน้าคือโต๊ะทำงานของใต้เท้าเจ้าของห้อง ซ้ายและขวาคือโต๊ะน้ำชาสำหรับต้อนรับแขก หากไม่มีแขกก็คือที่นั่งของผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การดูแลของใต้เท้าผู้นั้น

“หึ้ย!ๆ เสี่ยวซื่อ! ลุกขึ้น ๆ พี่ใหญ่มาแล้ว” ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งหันมองออกไปนอกประตูพอดี จึงเห็นผู้เป็นหัวหน้ากำลังก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้องสีหน้าเคร่งเครียด เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วส่งเสียงบอกอีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง

ผู้ใต้บังคับบัญชาสองคนที่นั่งอยู่ในห้องคือ ลี่จื่อ กับเจี้ยนซื่อ พวกเขาสองคนติดยศนายกองด้วยกันทั้งคู่ และเป็นผู้ช่วยมือซ้าย และมือขวาของนายกองร้อยเหอหลิงซี พวกเขาทำงานอยู่ข้างกายนายกองร้อยเหอหลิงซีมาห้าปีจึงนับว่ารู้ใจกันเป็นอย่างดี

นายกองร้อยเหอหลิงซีเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานสีหน้าตึงเครียด ถอนหายใจแรงออกมา ลี่จื่อกับเจี้ยนซื่อเห็นท่าทีตึงเครียดของผู้เป็นหัวหน้าก็พากันหันมองหน้ากันและกันไปมา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก และไม่มีผู้ใดกล้าพูดทีเล่นทีจริงกับอีกฝ่าย ลี่จื่ออดรนทนไม่ไหวจำต้องเอ่ยถามเสียงเข้มว่า “มีงานตึงมืออีกแล้วหรือขอรับ”

นายกองร้อยเหอหลิงซีถอนหายใจอีกครั้งพยักหน้าแทนคำตอบ เขามองไปที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทีละคนแล้วออกคำสั่งเสียงเข้ม สีหน้ากดดัน “ไม่ผิด.. ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เราเร่งเดินทางไปสืบคดีสกุลหลินถูกสังหารทั้งตระกูลแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าสองคนไปคัดเลือกผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองคนละห้า วันนี้หลังยามอู่ต้องเร่งออกเดินทางทันที”

ลี่จื่อกับเจี้ยนซื่อพูดโพล่งออกมาพร้อมกัน “วันนี้เลยหรือขอรับ?!”

เหตุที่พวกเขาถามด้วยท่าทีตกอกตกใจนั่นก็เป็นเพราะพวกเขารวมทั้งผู้เป็นหัวหน้าเพิ่งจะเดินทางกลับมาเมืองหลวงได้ไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ หลังจากออกไปปฏิบัติภารกิจกวาดล้างพวกนอกรีตที่ชอบตอนตนเองเพื่อหวังเข้ามาเป็นขันทีในเมืองหลวงที่เมืองหนานจิง

“อือ..รีบไปเถอะ” นายกองร้อยเหอหลิงซีพยักหน้าแล้วตอบ

ลี่จื่อ กับเจี้ยนซื่อรับคำสั่ง พวกเขาก็กระวีกระวาดออกจากห้องไปดำเนินการตามคำสั่งของผู้เป็นหัวหน้าทันที โชคดีที่คนในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเก้าในสิบนอกจากบิดา มารดาแล้วพวกเขาทั้งหมดก็ล้วนไม่มีพันธะใดเพิ่มขึ้นมาอีกจึงสะดวกแก่การออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกสถานที่ได้โดยไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง

กลับมาที่เมืองหยางโจว

ระหว่างที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเร่งเดินทางมาที่เมืองหยางโจว ช่วงเช้าหลินจินเซี่ยก็ได้จัดการศพของบิดา และมารดาใส่ลงไปในโลง ภายในจวนสกุลหลินถูกตกแต่งด้วยสีขาวทั้งจวนรวมถึงเสื้อผ้าของหลินจินเซี่ยและฝูจิ้นก็ได้เปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์ ตลอดทั้งวันหลินจินเซี่ยนั่งคุกเข่าเผากระดาษส่งดวงวิญญาณอยู่หน้าศพ ฝูจิ้นจัดการทำความสะอาดล้างคราบเลือดและจัดระเบียบความเรียบร้อยภายในเรือนทุกเรือน ตกกลางคืนหลินจินเซี่ยก็พาตัวเองไปค้นหาหลักฐานโดยเน้นที่ห้องหนังสือเป็นหลัก ตามด้วยห้องนอนของผู้เป็นบิดาและมารดา

ค่ำคืนอันหนาวเหน็บไร้คลื่นลม ท้องฟ้ามืดดำแผ่ขยายเป็นวงกว้าง บรรยากาศวังเวง ภายใต้สถานการณ์ที่ภายนอกดูเหมือนว่าพายุสงบ ทว่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่ประจำสาขาอยู่ในเมืองหยางโจวก็มิได้นิ่งนอนใจส่งคนออกไปคอยสังเกตการณ์ และให้ความคุ้มครองคุณชายหลินอย่างเงียบ ๆ อาทิเช่น พ่อค้าร้านเต้าหู้ทอดหน้าจวน พ่อค้าขายถังหูลู่ที่เดินวนไปเวียนมา พ่อค้าขายบะหมี่เกี๊ยวที่อยู่ห่างออกไปสามหลังคาเรือน กลุ่มคนเหล่านั้นล้วนเป็นคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น กลุ่มคนเหล่านี้มิได้คอยคุ้มครองความปลอดภัยให้เฉพาะในยามกลางวันเท่านั้น แต่พวกเขาอยู่เฝ้าทั้งวันทั้งคืน และการเฝ้าสังเกตการณ์มิได้มีเพียงแต่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น ด้านหลังเรือนแม้กระทั่งบนหลังคาก็ยังมีหน่วยองครักษ์เงาร่วมสิบคนที่แฝงตัวอยู่ทั่วทุกทิศทาง

บรรยากาศภายในจวนสกุลหลินในช่วงยามวิกาลเงียบสงบและค่อนข้างวังเวง ผิดกับช่วงกลางวันที่แม้ว่าเงียบเหงาบ้างแต่ก็ไม่ถึงขั้นวังเวงเนื่องเพราะมีชาวเมืองหยางโจวที่ให้ความเคารพนับถือนายอำเภอหลินทยอยกันมาไว้อาลัยต่อผู้วายชนกันอย่างไม่ขาดสาย หนึ่งในนั้นก็ยังมีผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงที่มาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยคอยให้กำลังใจและปลอบใจหลินจินเซี่ยตลอดช่วงกลางวัน แต่เมื่ออาทิตย์อัสดงผู้คนก็เริ่มทยอยขอตัวลากลับ ในจวนจึงทั้งเงียบเหงาและวังเวง

ในห้องหนังสือฝูจิ้นรู้ว่าไม่ควรเข้ามาขัดจังหวะการสืบหาหลักฐานของผู้เป็นนายแต่ด้วยความภักดีเขาก็ยังยกอาหารเข้ามาให้คุณชายของตน

หลินจินเซี่ยนั่งมือกุมขมับอยู่กับเก้าอี้ตัวที่ผู้เป็นบิดามักนั่งเป็นประจำ ผ่านมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วตอนนี้เขาไม่ร้องไห้อีก ทั้งยังค่อย ๆ ปรับตัวปรับใจให้ยอมรับกับความจริงอันแสนโหดร้ายนี้ทีละนิด เขาเม้มริมฝีปากแน่นข่มกลั้นความเจ็บปวดใจ สีหน้าดูเหนื่อยล้าราวกับถูกทอดทิ้ง น้ำเสียงยังคงเศร้าโศก และเสียใจ พร้อมยกมือข้างหนึ่งขึ้นสะบัด “เอาไว้ก่อนเถิด”

ฝูจิ้นกล่าวแย้งขึ้นมาทันที “ไม่ได้นะขอรับ หากนายท่านกับนายหญิงที่อยู่บนสวรรค์เห็นคุณชายตกอยู่ในสภาพกินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นนี้พวกท่านจะต้องเจ็บปวดใจมากแน่!”

หลินจินเซี่ยทอดถอนใจยาวรู้สึกว่าบ่าวรับใช้ของตนผู้นี้กลายเป็นคนจู้จี้ขี้บ่นไปตั้งแต่เมื่อใดกันถึงกลับกล้ายกเอาวิญญาณของผู้เป็นบิดา และมารดาของตนขึ้นมาอ้างเช่นนี้ เขาตวัดสายตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาขุ่นเคืองแต่เข้าใจว่าอีกฝ่ายทำไปเพราะความหวังดี จึงกล่าวเสียงเนิบนาบว่า “ได้.. เช่นนั้นเจ้าก็ไปตักข้าวมานั่งกินด้วยกันเถิด”

ปกติหลินจินเซี่ยก็ไม่เคยต้องนั่งกินอาหารเพียงลำพัง เวลาที่รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวเช่นนี้จะให้เขานั่งกินอาหารเพียงคนเดียวอีก แล้วเขายังจะกินอาหารลงอีกหรือ..

“ไม่ได้หรอกขอรับ ข้าเป็นบ่าว..” ฝูจิ้นกำลังจะพูดต่อ แต่หลินจินเซี่ยพูดขัดจังหวะขึ้นมาพร้อมตวัดสายตาใส่อีกฝ่ายหนึ่งอีกครั้ง “บ้านนี้มีแค่เจ้ากับข้า เจ้ายังจะมานาย บ่าวอะไรกันอีก บอกให้ไปตักมาก็ไปตักมาไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่าข้าจะแตะต้องอาหารของเจ้าเลย!” เขาถอนหายใจ มองอาหารบนโต๊ะอย่างเหม่อลอย

ฝูจิ้นจำต้องตอบรับแล้วเดินกลับเข้าครัวไปตักข้าวมานั่งกินมื้อเย็นด้วยกัน

ภายในบริเวณจวนสกุลหลินฝูจิ้นได้จุดเทียนตามเรือนต่าง ๆ ให้สว่างไสวเต็มเรือน ลานสวนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเขาก็ไล่จุดเทียนตามจุดต่าง ๆ จนสว่างไสวไปทั่วอาณาบริเวณ หนึ่งคือเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวที่อยู่นอกเรือนได้อย่างสะดวก สองคือไม่ให้หลินจินเซี่ยรู้สึกหดหู่ไปมากกว่านี้

หลังกินมื้อเย็นหลินจินเซี่ยก็เข้าไปในห้องนอนผู้เป็นบิดา และมารดาหลังจากค้นหาสมุดบัญชีรายชื่อในห้องหนังสือแล้วไม่ได้อะไรกลับมา อีกทั้งยังขอให้ฝูจิ้นออกไปสืบดูความเคลื่อนไหวของผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงด้วยอีกทางหนึ่ง

ทุกการเคลื่อนไหวของนาย บ่าวสกุลหลินล้วนอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น คนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “นั่นเขาจะทำอะไร”

อีกคนยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากส่งเสียง ซู่.. ออกมาประมาณบอกให้อีกฝ่ายเงียบรอดูต่อไป

“ข้ามั่นใจมากว่าสมุดบัญชีรายชื่อต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ช่วยนายอำเภอเกาแน่!” หลินจินเซี่ยรื้อค้นทุกซอกทุกมุมภายในห้อง ไม่ว่าจะเป็นใต้หมอน ลิ้นชักใต้เตียง ไม่ปล่อยให้รอดสายตาไปแม้แต่จุดเดียว แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องผิดหวังเดินไปหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้เอนนอนริมหน้าต่าง แล้วบ่นพึมพำกันตนเอง “ข้าค้นหาจนทั่วทั้งเรือนแล้วแต่ทำไมข้าถึงหาอย่างไรก็หาไม่พบสักทีเล่า ท่านพ่อ ท่านเก็บมันเอาไว้ที่ใดกันแน่”

เขารู้สึกกระวนกระวายใจ ทั้งเครียดและกดดันอย่างมากคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกสักที ขณะเดียวกันด้านนอกมีความเคลื่อนไหวบางอย่างที่หลินจินเซี่ยไม่รู้ตัว แต่ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวใดล้วนอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น

เมื่อคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดเห็นการเคลื่อนไหวของคนชุดดำสามคนเดินย่องไปตามมุมต่าง ๆ ของเรือนที่ใช้เป็นห้องหนังสือ และเรือนที่หลินจินเซี่ยกำลังอยู่ข้างใน เมื่อกลุ่มชายชุดดำสามคนนั้นไปถึงห้องที่หลินจินเซี่ยอยู่ คนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรก็ส่งสัญญาณให้พวกของตนเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจ มือกำด้ามจับดาบปักวสันต์ข้างเอวเอาไว้แน่นเตรียมพร้อมลงมือได้ทุกเมือง เวลาเพียงชั่วประกายไฟแลบพวกเขาก็ปรากฏกายเข้ามาขวางด้านหน้าชายชุดดำเอาไว้สองฝ่ายจึงต่อสู้กัน เดิมทีคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไม่ต้องการให้หลินจินเซี่ยรู้ว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นแต่ช่วยไม่ได้ที่เขาจะไม่ได้ยินเสียงกระบี่ฟาดฟันกัน รวมถึงเป็นไปไม่ได้ว่าเขาจะไม่ได้ยินเสียงของคนที่กำลังต่อสู้อันชุลมุน

ชิ้งงง.. เสียงชักกระบี่และดาบของแต่ละฝ่ายดังระงม เสียงร้องตอนทั้งสองฝ่ายเงื้อดาบและกระบี่ดาหน้าเข้าหากันย๊าก!.. เสียงดาบและกระบี่ฟาดฟันกันเสียงดัง ฉัวะ.. เสียงคนล้มลงไปกระแทกกับพื้นหินที่ลานสวนอัก!..

เสียงดังจากด้านนอกทำลายภวังค์ความคิดของหลินจินเซี่ยไปจนหมดสิ้น เขาดีดตัวลุกขึ้นสีหน้าตื่นตระหนกวิ่งออกไปข้างนอก “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?!”

ภาพเหตุการณ์การต่อสู้ของกลุ่มคนสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสวมชุดองครักษ์เสื้อแพร อีกฝ่ายสวมชุดดำทั้งตัวทั้งยังสวมผ้าสีดำปิดหน้าปิดตาอำพรางหน้าตาของพวกเขาเอาไว้ปรากฏแก่สายตาเขา ภาพการต่อสู้กันใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เกิดอาการหวาดกลัวจนเสียท่าทีเพียงแต่รู้สึกตกใจ ดวงตาของเบิกกว้าง อ้าปากหวอแต่ไร้เสียงใด ๆ หลุดออกมา ไม่คิดว่าผ่านมาแค่เพียงคืนเดียวคนร้ายจะกล้าย้อนกลับมาอีกรู้ทั้งรู้ว่าจะต้องมีคนของทางการดักซุ้มรออยู่ หลินจินเซี่ยถอนหายใจและส่ายหน้าคิดในใจว่า ช่างไม่รู้จักประเมินสถานการณ์เอาเสียเลย

เขาหันไปเห็นเสาต้นหนึ่งซึ่งใหญ่ขนาดใช้เป็นอำพรางสายตาของคนอื่นได้ สองเท้าก้าวไปด้านข้างยาว ๆ หลบอยู่ข้างเสาสองตาจ้องมองเหตุการณ์ต่อสู้อย่างระมัดระวัง กระทั่งการต่อสู้จบลง

“ตายหมดไม่เหลือรอดสักคนเลยหรือ? น่าเสียดายโดยแท้น่าจะเหลือสักคนไว้ให้สืบถามบ้าง” หลินจินเซี่ยพึมพำเสียงเบากับตนเองหลังการต่อสู้จบลง เขาค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาแล้วเดินลงไปยังลานสวนด้านหน้า ประสานมือคำนับกล่าวขอบคุณคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรอย่างจริงใจ “ขอบคุณใต้เท้าทุกท่านที่ช่วยเหลือ”

คนที่มีลักษณะเป็นหัวหน้ากล่าวเสียงเข้มว่า “ตอนนี้ความปลอดภัยของคุณชายหลินสำคัญที่สุด ดังนั้นคุณชายหลินไม่ต้องเกรงใจ หากคุณชายได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อยพวกข้าต่างหากที่จะต้องได้รับโทษกันหมด พวกมันคงไม่ยอมรามือโดยง่ายแน่ ช่วงนี้ขอคุณชายหลินโปรดระวังตัวให้มาก” เขากล่าวแล้วหันไปหลุบตามองชายชุดดำสามคนที่ไร้ลมหายใจบนพื้น

“เช่นนั้นก็ลำบากทุกท่านแล้ว..” หลินจินเซี่ยประสานมือโค้งเอว กล่าวน้ำเสียงซาบซึ้ง

“ตอนนี้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่เมืองหลวงกำลังเร่งเดินทางมาสืบคดีนี้ด้วยตนเองคาดว่าน่าจะถึงในอีกสองสามวันข้างหน้า” จู่ ๆ นายกองเฉินจวิ้นกล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบ

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ร้ายเล่ห์ลวงรัก
7.9
นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่รุนแรงและคำพูดหยาบคายในบางตอน ธามแสดงความรังเกียจต่อหญิงสาวอย่างชัดเจนด้วยการเตรียมถุงยางอนามัยป้องกัน เขาเมินเฉยต่อเสียงคัดค้านและยัดเยียดความสัมพันธ์ให้อย่างโหดร้ายจนเธอต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย ทว่าเมื่อเขาล่วงเกินเธอจนสุดทาง ความจริงที่ว่านี่คือครั้งแรกของเธอก็ทำให้เขาต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งได้พบเห็น ท่ามกลางความร้าวรานและน้ำตาที่ไหลรินในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการกระทำอันป่าเถื่อน
หน้าปกนวนิยาย ลิขิตหงส์ฟ้าชะตารัก ภาค แคว้นจ้าว NC20+
8.1
หลี่เหมยลี่นักธุรกิจสาวเก่งหลุดมิติมาอยู่ในร่างองค์หญิงปัญญาอ่อนผู้ไร้ค่าในนิยายที่เคยอ่าน แม้จะเป็นเพียงตัวประกอบที่ต้องตายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่เธอกลับได้รับพรสวรรค์พิเศษทั้งวิชาแพทย์ การต่อสู้ และการแปลงโฉม เพื่อใช้ปกป้องตนเองและพี่น้องให้รอดพ้นจากการเป็นหมากทางการเมืองในแคว้นจ้าว ท่ามกลางอันตรายเธอยังต้องเผชิญกับความฝันอันเร่าร้อนกับบุรุษลึกลับนัยน์ตาหงส์ผู้เข้ามาสั่นคลอนหัวใจและเปลี่ยนโชคชะตาของเธอไปตลอดกาลในภาคต่อสุดเข้มข้นนี้
หน้าปกนวนิยาย เถ้าถ่านรัก จุดไฟแค้น ขึ้นมา
8.6
ปาริชาติถูกพุฒิสามีผู้เย็นชาบีบคั้นให้มอบกำไลหยกแทนใจของแม่แก่ลลิตาแฟนเก่าของเขา ไม่เพียงทำลายของรักเขายังบังคับให้เธอถ่ายเลือดช่วยหญิงคนนั้นจนปางตาย ท้ายที่สุดพุฒิเลือกช่วยลลิตาจากเหตุระเบิดและทิ้งปาริชาติให้ตายในกองเพลิง เธอรอดชีวิตมาได้พร้อมหัวใจที่แตกสลายและหนีไปเริ่มต้นใหม่ที่อังกฤษ เมื่อพุฒิรู้ความจริงว่าลลิตาคือคนร้ายจึงตามมาคุกเข่าอ้อนวอนขอคืนดี แต่ปาริชาติในลุคใหม่กลับยืนเคียงข้างชายอื่นพร้อมยืนยันว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จบลงตั้งแต่วันที่เขาเลือกทิ้งเธอไว้ในกองไฟ
หน้าปกนวนิยาย เล่ห์รักไฟพิศวาส
8.4
เมษาหญิงสาวผู้ยึดมั่นในคำสัญญาและรักเพียงเขาคนเดียว กลับต้องเผชิญกับความแค้นที่เธอไม่ได้ก่อ เมื่อชายหนุ่มปักใจเชื่อว่าเธอคือคนทำร้ายคนรักของเขา จนนำไปสู่การจับตัวเธอไปกักขังไว้บนเกาะเพื่อลงทัณฑ์อย่างเลือดเย็น แม้เขาจะพร่ำบอกว่าเกลียดชังและขยะแขยงเธอเพียงใด ทั้งยังข่มขู่จะไล่ส่งเธอไปให้พ้นหน้าหลังจบสิ้นการล้างแค้นครั้งนี้ แต่ลึกๆ เขากลับสับสนเมื่อไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดที่มีต่อเธอได้ ท่ามกลางไฟแค้นที่แผดเผา ความรักที่ไร้ค่าในสายตาเขาจะลงเอยเช่นไร
หน้าปกนวนิยาย เพลิงสิเน่หามายาลวง
8.5
เมื่ออดีตอันขมขื่นระหว่างรินดากับป้องณวัฒน์หวนกลับมาอีกครั้ง ความโกรธแค้นจากการถูกทอดทิ้งในคืนนั้นทำให้รินดาไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาอีก เมื่อป้องณวัฒน์พยายามเข้ามาวิจารณ์และล่วงเกินเธอด้วยการโวมกอด เธอจึงตอบโต้ด้วยการตบหน้าและใช้ทักษะการต่อสู้จัดการจนเขาสิ้นฤทธิ์กองกับพื้น แม้เขาจะพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์แต่รินดากลับมีเพียงความรังเกียจและคำด่าทอในใจ เธอพร้อมจะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและไม่ยอมให้ชายที่เคยทำร้ายจิตใจกลับเข้ามาแตะต้องตัวเธอได้ง่ายๆ อีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย ข้าอยู่บน ท่านอ๋องอยู่ล่าง
7.8
เซียวหนานคือนกกระจอกสืบข่าวระดับล่างในองค์กรลับผู้ไร้หัวนอนปลายเท้า นางถูกฝึกฝนอย่างหนักในศาสตร์การปรนนิบัติและศิลปะแห่งกามารมณ์เพื่อแทรกซึมเข้าหาเหล่าขุนนาง แม้วรยุทธ์จะต่ำต้อยแต่นางกลับเชี่ยวชาญการใช้เรือนร่างเป็นอาวุธล่อลวงบุรุษ แม้จะเคยฝึกฝนกับของเทียมและชายปริศนามาบ้าง แต่นางยังต้องรักษาพรหมจรรย์ไว้เพื่อมอบให้แก่เหยื่อสูงศักดิ์รายแรกตามคำสั่งของนายใหญ่ ท่ามกลางวังวนแห่งการชิงไหวชิงพริบที่ต้องใช้ทั้งร่างกายและหัวใจเข้าแลกเพื่อความอยู่รอด