
แสนรัก(ลักษณ์)พันธนาการใจ
ตอน 3
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น สาวน้อยที่สละเงิน 35 บาท เพื่อจ่ายค่าน้ำแดงโซดาให้กับหนุ่มใหญ่คนนั้น เธอคือมนัสวี เพิ่งเรียนจบ ม.6 หมาดๆ ไปโรงเรียนในวันสุดท้ายวันนี้ พอออกจากโรงเรียนเธอก็แวะไปซื้อน้ำแล้วเดินทางกลับบ้าน โดยบ้านไม่ได้อยู่ห่างจากโรงเรียนสักเท่าไหร่ เดินเท้าใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีโดยประมาณก็ถึงบ้าน
บ้านทรงไทยยกพื้นสูง จนสามารถมีพื้นที่เอาไว้เป็นที่นั่งเล่น และห้องครัว พร้อมกับโต๊ะอาหาร บ้านหลังนี้เป็นมรดกของบิดา ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่มนัสวีอายุได้ 2 ขวบ ตอนนั้นเธอยังไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่หรอก โดยท่านได้ทิ้งสมบัติอันมีค่านี้เอาไว้ให้ดูต่างหน้า และมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ไม่มีมรดกเป็นเงินทอง เว้นเสียแต่ว่าเธอคือสิ่งมีค่าที่เป็นเนื้อหนัง ที่พ่อใหม่และแม่ของเธอชอบ
“เถลไถลที่ไหน กลับไม่ตรงเวลา” เสียงของมารดาดังขึ้นขณะที่มนัสวีกำลังเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน
“ไม่ได้เถลไถลที่ไหนค่ะ แค่สอบเสร็จแล้วเดินไปซื้อน้ำหน้าโรงเรียน แดดแรงก็หลบ แล้วค่อยกลับ”
“แหม วันนี้มีความแดดแรง ปกติไม่เห็นแกบ่น”
“มันก็มีสักวันที่หนูอยากบ่นบ้าง” พูดจบเธอก็เดินขึ้นบ้าน โดยที่บันไดทางขึ้นนั้นอยู่ด้านนอกบ้าน จากนั้นก็เดินผ่านมารดาไปยังห้องนอนของตัวเอง
“เดี๋ยว เมื่อเช้าแม่บอกแกแล้วใช่ไหม ว่าคืนนี้มีงานเลี้ยงกินข้าวของท่านทรงกรช”
“บอกแล้ว แต่มันเกี่ยวอะไรกับหนู”
“อ้าว ก็แม่บอกแล้วว่าจะพาแกไปแนะนำให้ท่านเห็นไง จะได้ฝากฝังงานที่บ้านท่านได้”
“ไปเป็นเด็กรับใช้ หนูไปทำงานโรงงานดีกว่า”
“นี่ งานโรงงานจะได้เงินสักเท่าไหร่กันเชียว จบแค่ ม.6 ทำบ้านท่านไม่ลำบาก ได้เงินเดือนตั้ง 2 หมื่น ถ้าทำดีท่านก็ให้พิเศษ” ทำไมมนัสวีจะไม่รู้ว่าทำงานอะไร
“หนูไม่อยากทำ หนูจะไปทำสวนผลไม้ หรือไม่ก็โรงงาน”
“อยู่บ้านท่าน โอกาสจะได้เป็นคุณนายเลยนะยัยวี” เสียงของพ่อเลี้ยงดังขึ้น จากทางห้องของมารดา
“วีไม่ชอบคนแก่คราวพ่อ อ้วนเตี้ยล่ำ หาผัวน่ะวีหาเอง”
“ถ้าแกไม่ได้ฉันจัดการให้ล่ะก็ ป่านนี้จะได้เรียนจบ ม.6 ไหม ก็เพราะได้เงินจากพวกผู้ใหญ่พวกนี้ ลำพังสมบัติพ่อแกจะมีอะไรเหลือให้นอกจากบ้านหลังนี้”
“ไม่ใช่เพราะวีเหรอ ที่นั่งให้ไอ้พวกตาแก่ทั้งหลายแตะอั๋งน่ะ เพราะวีเป็นคนหาเงิน ไม่ใช่น้า”
“ยัยวี อย่ามาพูดกับน้าชิตแบบนี้ เพราะน้าชิตเราถึงได้มีกินมีใช้ ไม่ใช่เพราะน้าชิตเหรอที่แนะนำแกให้ทำงานนั่งดริ้งค์ กับพวกนายๆ เขาน่ะ”
“วีไม่ถือว่าเป็นบุญคุณ” พูดจบเธอก็เดินกลับเข้าห้องทันที ทว่าวิชิตพ่อเลี้ยงกลับไม่พอใจที่มนัสวีต่อต้าน จึงตามไปจิกผมแรงๆ แล้วกระชากเหวี่ยงกลับออกมา
“โอ๊ย! น้าชิต!”
“มึงจะไปหรือไม่” วิชิตบอกพร้อมกับจิกผมเธออยู่
“ไม่ไป อยากได้เงินทำไมไม่ให้แม่ไปเองล่ะ” เธอเถียงกลับ เท่านั้นแหละ คนเป็นแม่ก็เดินดุ่มๆ พร้อมกับเหวี่ยงฝ่ามือตบที่ใบหน้าของบุตรสาวแรงๆ จนสะบัด
เพียะ! มนัสวีล้มลงไปกองกับพื้น แล้วก็นั่งนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองหน้า
“มึงเป็นลูก อย่าเถียง รู้จักไหมคำว่ากตัญญูน่ะ กูให้กำเนิดมึง โตมาจนป่านนี้ หน้าตาสะสวยผิวพรรณดี ก็เพราะกู มึงอย่ามาพูดไม่เข้าหูอีก ไม่งั้นกูตบเลือดกลบปากแน่”
“จะให้วีหาเงินให้มากแค่ไหน แม่กับน้าถึงจะพอใจ ให้ติดเอดส์ตายก่อนหรือยังไง”
“อีวี!” เพียะ! มารดาเหวี่ยงมือตบไปที่แก้มข้างเดิมอีกครั้ง
“พูดอีกคำกูจะให้น้าชิตจัดการ มึงไปเตรียมตัว แต่งตัวสวยๆ ชุดที่กูซื้อให้ ใส่ซะ”
“กูจะบอกให้เอาบุญ มีเด็กๆ อีกเยอะที่อยากมีโอกาสแบบมึง ที่ได้เข้าใกล้ผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเด็กดีเผลอๆ เดือนละ 3-4 หมื่นจะไปไหนเสีย” วิชิตเอ่ยขึ้นพลางกัดฟันแน่น
“ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ กูบอกให้ลุกขึ้น” มารดาตะคอกในคำสุดท้าย ก่อนจะกระชากมนัสวีให้ลุก แล้วผลักเข้าห้องไปเลย มาถึงตอนนี้วิชิตก็หันกลับมาตำหนิเมีย
“ไปตบมันทำไม”
“ฉันเป็นแม่มันนะ แล้วดูมันว่าฉัน”
“เสื่อมราคาหมด ปากแตก เป็นรอยฝ่ามือ ราคาตกกันพอดี โง่จริงๆ เลย คราวหน้าอย่าทำอีก” สิ้นคำวิชิตก็เดินเข้าห้องเพื่อจะได้เตรียมตัวเช่นกัน
แต่ขณะเดียวกันนั้น มนัสวีเดินมานั่งที่หน้ากระจก พร้อมกับน้ำตาซึม มองตัวเองในกระจกเงา เห็นแต่ใบหน้ามีรอยแดงของฝ่ามือ เธออยากจะร้องไห้แต่มีเพียงน้ำตาที่ซึมเล็กน้อยเท่านั้น
เธอเข้มแข็งนักหรือ เปล่าหรอกมันชินชา จนร้องไห้ไม่ออกแล้วล่ะ การถูกมารดาและพ่อเลี้ยงทำร้าย บังคับจิตใจแบบนี้ มันเกิดมานานแล้วตั้งแต่เธอเริ่มแตกเนื้อสาว ติดต่อไปเป็นเด็กนั่งดริ้งค์ ให้พวกนายผู้ใหญ่ ได้เงินเยอะๆ เธอก็ยอมเพราะยังไม่มีที่ไป นี่คือบ้านของเธอ แต่วิชิตพ่อเลี้ยงก็มาฮุบเอา ยามถูกรังแกแม้แต่แม่ก็ไม่เข้าข้าง ตบตีอย่างกับเธอเป็นทาส ได้แต่รอคอยว่าเมื่อไหร่จะเรียนจบ เป็นอิสระ แล้วจะได้ไปจากที่นี่เสียที
“ถ้าพ่ออยู่ พ่อจะใจดีกับวีใช่ไหม” เธอเอ่ยลอยๆ น้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะเอามือแตะที่แก้มด้านที่ถูกตบเบาๆ
“ทำไมแม่ไม่รักวี แม่ไม่เคยรักวี” ชีวิตเธอก็เหมือนกับในข่าวที่เห็นกันแทบทุกวัน แม่รักพ่อเลี้ยงมาก ปล่อยให้พ่อเลี้ยงตบตีลูก นี่แหละชีวิตเธอ
พ่อเลี้ยงคนนี้เป็นแค่เลขานักการเมืองท้องถิ่น เขาไม่มีเงิน แต่ใช้วิธีไต่เต้า โดยเอาเธอเข้าไปล่อพวกนักการเมือง ให้เธอไปเสิร์ฟ นั่งให้แตะอั๋ง แล้วได้เงินเยอะๆ เพื่อให้ตัวเองได้ก้าวขึ้นมาอยู่ตำแหน่งเลขา มีเงิน มีทอง มีหน้าที่การงาน ครั้นเธอขัดขืนก็ใช้คำว่าบุญคุณมากล่าวอ้าง ไอ้เฒ่าพวกนั้นก็รอเวลาที่เธอจะเติบโต แล้วเรียกไปเป็นเมียน้อย นี่แหละอาชีพพ่อเลี้ยง เหมือนแมงดา
สักวันเถอะ เธอจะไปจากที่นี่ เมื่อคิดปลอบใจตัวเอง เสร็จก็เดินเข้าห้องน้ำ เพื่อจะได้อาบน้ำให้สดชื่น แต่อาบไปพลางก็สำรวจร่างกายไปพลาง พร้อมๆ กับถามตัวเอง ว่าร่างกายนี้หรือ ที่จะต้องเป็นเครื่องบรรณาการให้ไอ้พวกชายหื่น โดยที่ไม่สามารถเลือกชีวิตของตัวเองได้ ไม่สิ มันต้องเลือกได้และเธอจะเจอวันนั้น วันที่หลุดพ้นไปจากที่นี่
ตอนนี้คงต้องเป็นทาส เป็นหนี้บุญคุณผู้ให้กำเนิดเสียก่อน คงไม่ตายไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้หรอก เธอเอาตัวรอดมาได้ 3 ปี อีกนิดเดียวมันจะเป็นไรไป คิดได้ดังนั้นแล้วก็รีบแต่งตัวตามที่มารดาต้องการ โดยชุดที่ใส่ก็ค่อนข้างเปิดเนื้อหนังพอสมควร เป็นกระโปรงสั้นเหนือหัวเข่า ส่วนเสื้อก็เป็นแบบเอวลอยไม่มีแขนเสื้อ แต่มีผ้าคาดเอาไว้ตรงหัวไหล่เพื่อปกปิดเนินอกให้ดูสุภาพไม่น่าเกลียด รวมๆ แล้วก็น่ารักแหละ ดาราชอบแต่งกัน
พอเธอแต่งแบบนี้ก็ดูเป็นสาวสะพรั่งเต็มตัว ทรวงอกอวบอัดพอสมควร แต่ก็สมส่วนกับความสูงของร่างกาย แขนขายาวและเรียว ผิวสวย เรียกได้ว่าถูกขัดสีฉวีวรรณเพื่อเอาไปบำเรอไอ้พวกนักการเมืองหื่นกามนั่นแหละ
คุณอาจจะชอบ





