
จุมพิตเจ้าสาวมาเฟีย
ตอน 3
แสงแดดส่องผ่านม่านหน้าต่างในยามเช้าจากทางทิศตะวันออก หญิงสาวขยับกายหลบหนีแสงที่แยงเข้าตาแต่เท่านั้นยังไม่มากพอเท่ากับเสียงเคาะประตูรั้วและดังจนคนที่นอนอยู่บนเตียงต้องลุกขึ้นทันที
โรสขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยท่าทางงัวเงียแล้วเดินตรงไปที่ประตูก่อนที่จะเปิดออก เธอมองหญิงวัยกลางคนที่ยืนจ้องมองด้วยสายตาขุ่นเคือง
“ป้าโซเฟีย...” เรียกผู้เป็นป้าด้วยอาการงัวเงีย
“ตื่นได้แล้ว”
“ขอนอนต่ออีกสักหน่อยนะ ยังง่วงอยู่เลย”
“ไม่ได้ ! แล้วนี่เมื่อคืนไปไหนมากลับมาดึก ๆ” โซเฟียเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองและไม่พอใจเมื่อทุกครั้งเห็นหลานสาวกลับถึงบ้านตีสองตีสาม ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้นอนพลอยห่วงไปด้วย
“ทำงานค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ในกาสิโนอีกใช่ไหม ป้าบอกแล้วว่าให้เลิกทำไปได้แล้ว ทำไมไม่เลิกทำ ออกมาหาอย่างอื่นทำ งานตอนกลางคืนอย่างอื่นมีเยอะถมไป”
โซเฟียกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่น สีหน้าแสดงถึงความโกรธและไม่ชอบใจ
“นั่นเป็นทางเดียวที่ทำให้เราไม่ต้องอดตายค่ะ” หญิงสาวพูดตามความจริงและรู้ว่าฐานะตอนนี้ของป้าโซเฟียนั้นไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่ลุงโจชัวเสียเมื่อปีที่แล้วทุกอย่างในบ้านหลังนี้ก็ดูย่ำแย่ไปหมด
“เราไม่ได้ลำบากขนาดนั้นนะ ป้าดูแลเราได้และไม่อยากให้เราเข้าไปยุ่งในกาสิโนแห่งมั่วสุมที่เหมือนอยู่ในนรกแบบนั้น บ้านเรายังไม่เดือดร้อนขนาดนั้น”
“ป้าคะ ไม่มีอะไรที่เสียหายเกิดขึ้น...อีกอย่างเรื่องค่าใช้จ่าย
ปล่อยให้เป็นหน้าที่หนูเถอะค่ะ”
“ถือว่าป้าขอร้องนะ อย่าทำอะไรที่เสี่ยงแบบนี้เลยถ้าพ่อแม่ของเธอรู้เข้ามันทำให้ป้านอนไม่หลับนะ” เมื่อได้ฟังเช่นนั้นหญิงสาวมีสีหน้าที่ลำบากใจแต่เธอก็ยิ้มรับและพยักหน้า
“ค่ะ” เธอตอบรับสั้น ๆ ซึ่งนางโซเฟียมีสีหน้าที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม หล่อนเดินเข้ามาก่อนที่จะกอดโรสด้วยความห่วงใย
หลังจากคุยกันจบโซเฟียได้เดินลงไปข้างล่างเพื่อรับประทานอาหารเช้าในขณะที่หญิงสาวปิดประตูห้องพร้อมกับถอนหายใจออกมา ก่อนจะรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปด้านล่าง
อาหารมื้อเช้าได้เสร็จสิ้นไป โรสได้หยิบกระเป๋าและของที่จำต้องใช้ก่อนที่จะเดินออกจากบ้านไปในขณะที่นางโซเฟียนั้นนั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่น
หญิงสาวปิดประตูบ้านลงพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า เธอทำงานตอนเช้าอยู่ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งพนักงานธรรมดาๆ ส่วนเวลาเวลาตอนกลางคืนเธอเป็นสาวดริงก์ในกาสิโน การหาเงินของเธออยู่ที่กาสิโน ที่นั้นมีรายได้ให้เธอวันนึงมากพอๆ กับเงินเดือนครึ่งเดือนของเธอเลยด้วยซ้ำ แต่ทว่าเธอก็ต้องทนกับการถูกแขนลวนลามในแต่ละวัน
โรสเดินออกจากหมู่บ้านไปตามฟุตบาทถนน ใช่ว่าหารถแท็กซี่ขึ้นแต่เธอจำได้ดีว่าแถวนี้มีร้านขายและรับจำนำอยู่ สร้อยเพชรที่ชายหนุ่มในกาสิโนให้เธอมาเมื่อคืนก่อนยังไม่มีเวลาที่จะเอาไปขายต่อ หญิงสาวเดินไปอีกสองซอยก็ถึงถนนใหญ่ สายตามองไปยังร้านเพชรร้านใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ทันทีที่รถหยุดไฟแดงเธอจึงรีบก้าวข้ามไปอย่างรวดเร็ว
โรสเดินเข้าไปภายในร้านที่เย็นเฉียบ เสียงของมหาเศรษฐีมากมายต่างคุยต่อราคาซื้อขายกัน แหวนเพชรและสร้อยเพชรแวววาวตาไปหมด เธอเดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์พร้อมส่งสายตามองพนักงานสาวสวยที่ยืนยิ้มต้อนรับ
“สวัสดีค่ะ”
“คือ...ฉันจะเอาสร้อยเส้นนี้มาขาย” พูดพร้อมกับล้วงหยิบสร้อยในกระเป๋าขึ้นมาก่อนที่จะว่างลงตรงหน้าพนักงานสาวสวยสร้อยเงินเพชรน้ำทะเลแวววาวรูปหัวใจ รอบๆ ประดับด้วยเพชรเม็ดเล็ก ๆ รอบๆหยดน้ำอย่างสวยงาม
พนักงานสาวในร้านมองอย่างอึ้งๆ ก่อนที่จะเอ่ยถามโรสขึ้นทันที “จะขายหรือคะ?”
“ใช่ค่ะ” โรสตอบเพียงสั้นๆ
ก่อนที่ขั้นตอนการดำเนินการขายจะเสร็จสิ้นลง เงินจำนวนมากพอสมควรถูกตีเป็นเช็คเพียงหนึ่งใบ หญิงสาวยิ้มออกมาก่อนที่จะเก็บเช็คเงินสดลงในกระเป๋าของเธอสายตามองไปยังรอบๆ ตัวเมื่อรู้สึกเหมือนถูกจ้อง เธอเดินไวโดยที่สายตากรอกมองซ้ายขวาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเดินไวมากเท่าไหร่เธอยิ่งรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังเดินตามเธอ โรสตัดสินใจวิ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้ชายสองคนที่เดินตามเธออยู่นั้นได้วิ่งตาม หญิงสาวตัดสินใจวิ่งผ่านเข้าไปในซอยที่ใกล้ที่สุด
เสียงฝีเท้าของชายแปลกหน้าสองคนวิ่งตามเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เธอจึงตัดสินใจที่จะวิ่งเลี้ยวเข้าไปในซอยอีกครั้งหนึ่ง โรสหยุดอยู่ที่มุมซอกตึกพร้อมทั้งกลั้นเสียงหายใจหอบในขณะที่ ชายแปลกหน้าชุดสูทสองคนวิ่งผ่านหน้าเธอไป
ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนที่จะขยับตัวแนวกับกำแพงตึกเพื่อชะเง้อส่องดูว่ายังอยู่อีกหรือไม่ เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่หญิงสาวจึงค่อย ๆ ก้าวออกมาพร้อมกับรีบเดินไปอย่างไว ทว่าเสียงแววที่ดังตามมาจากข้างหลังของเธอนั่นสิ !
“เธออยู่ตรงนั้น ! เร็ว !”
เมื่อได้ยินใครที่ยังจะเดินระรื่นอยู่ได้กัน! ฝีเท้าของโรสเพิ่มความเร็วขึ้นเป็นสองเท่าทันที เธอไม่อยากรู้เหตุผลด้วยว่าทำไมผู้ชายแปลกหน้าสองคนนี้ถึงวิ่งตาม สำหรับเธอตอนนี้วิ่งหนีให้รอดก่อนเป็นพอที่สุด
วิ่งจนมาสุดทางปลายซอยหญิงสาวยืนหายใจหอบแทบเป็นลมจับ มองซ้ายมองขวาแล้วหันหลังดู คงมาใกล้เดินพอที่สองคนนั้นจะวิ่งตามไม่ทันแล้วล่ะมั้ง
เมื่อมั่นใจว่าชายแปลกหน้าสองคนนั้นไม่ตามมาแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ นึกว่าพวกเขาต้องการอะไรถึงได้วิ่งไล่จับเธอ แต่...เค้าโครงหน้าของสองคนนั้นช่างคุ้นเคยเหมือนกับว่า...
นึกออกแล้ว !
เธอเคยเจอสองคนนั้นที่ผับ ! ในคืนที่อยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่ง หรือว่าพวกนี้จะมาตามจับเธอที่...
ไม่หรอกมั้ง...เธอไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยก็แค่วางยาสลบเท่านั้นอีกอย่างเขาก็จ่ายเธอด้วยความยินดีด้วย
โรสเดินกลับมาที่บ้านอีกครั้ง ทว่าสายตาของเธอสังเกตเห็นชายแปลกหน้าสองคนนั้นยืนดักรอเธอที่หน้าประตูบ้าน !
“ทำยังไงดี...”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเพื่อทางเข้าบ้าน เธอตัดสินใจเดินถอยหลังอย่างช้า ๆ ไปทางรั้วประตูหลังพร้อมกับมองรั้วที่สูงเท่ากับ
ศีรษะ ก่อนตัดสินใจที่จะปีนข้ามรั้วไปอย่างระมัดระวัง
กระเป๋าถูกโยนข้ามรั้วเข้าไป ก่อนที่มือของเธอจะจับรั้วและใช้เท้าเหยียบกำแพงเอาไว้เพื่อที่ปีนข้างไป ใช้เวลาไม่นานโรสสามารถข้ามรั้วได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
เธอผ่อนลมหายใจออกมาขณะเดินมาเปิดประตูหลังที่อยู่ทางห้องครัวแล้วเข้าไปอย่างเงียบๆ สายตากวาดมองภายในบ้านที่เงียบสนิทไม่มีคนอยู่ โรสรีบเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของเธอทันที หญิงสาวปิดประตูลงพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่าง ทว่าเธอก็ยังไม่วางใจหากทั้งสองคนบุกเข้ามาในบ้านของเธอ สองเท้าสาวเดินไปยังหน้าต่างและแง้มม่านดูอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อชายชุดสูทคนหนึ่งคุยโทรศัพท์แล้ววางลงก่อนที่จะหันไปคุยกับอีกคน...ใจลุ้นระทึกว่า ทั้งสองคนจะบุกมาจริงๆ หรือไม่ ? ...โรสถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นชายแว่นดำทั้งสองคนเดินห่างจากหน้าบ้านเธอไป
ภายในห้องทำงานกว้างบรรยากาศเต็มไปด้วยความขุ่นมัว เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างถูกประดับด้วยยี่ห้อที่มีชื่อจากปารีส เสียงนิ้วเคาะบนเก้าอี้เบาะหนังราคาแพงเป็นจังหวะตามอารมณ์ของคนที่นั่งอยู่ วิลเลี่ยมแทบโมโหระเบิดเมื่อรู้ว่าเขาตื่นขึ้นมาในเข้าวันรุ่งขึ้นเสื้อผ้ายังอยู่ครบ แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนที่สลบไปง่าย ๆ ในตอนกำลังร่วมกิจกรรมกับผู้หญิง เขาโดนเธอวางยานอนหลับ ! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป
“นายตามจับเธอไม่ได้ ?” วิลเลี่ยมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ความรู้สึกขุ่นเคืองและโกรธทำให้เขาพูดแทบไม่ถูก มันเป็นครั้งแรกที่เขาถูกกระทำแบบนี้ !
“ขอโทษครับนาย แต่เธอวิ่งเร็วมากเลยครับ ผมตามเธอไม่ทัน” ชาร์ลีตอบด้วยน้ำเสียงเข้ม
“นายสองคนวิ่งตามผู้หญิงคนเดียวไม่ทัน ?”
“นายครับ” เสียงของบอดี้การ์ดอีกคนเดินเข้ามาแล้วพูดแทรกขึ้นเล่นเอาอีกสองคนที่ยืนอยู่เสียวสันหลังหากเป็นเรื่องที่ชวนโมโหอีกแน่นอนว่าเขาทั้งสองมีสิทธิ์ที่จะถูกหักเงินเดือน
“มีอะไร” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉุน
“คุณซอฟฟ์มาพบครับ รออยู่ที่ห้องรับรองครับ” ริคกล่าวบอกเจ้านายหนุ่ม วิลเลี่ยมพยักหน้ารับก่อนที่จะลุกขึ้น ชายหนุ่มเดินเข้ามาหาชาร์ลีพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเข้ม
“ไม่ได้เรื่องทั้งคู่เลย จะไปไหนก็ไป”
ชายหนุ่มพูดก่อนที่จะเดินออกจากห้อง
สองเท้าก้าวยาวไปยังโซฟาหรูราคาแพงที่ญาติผู้พี่นั่งอยู่ ใบหน้าของวิลเลี่ยมยังดูไม่สบอารมณ์มากเท่าไหร่นัก แม้กระทั่งคนที่เพิ่งมาใหม่ก็สังเกตออก
“สีหน้าดูไม่ค่อยดีนะ” อันโตนีโอเอ่ยทักทายเป็นภาษาอเมริกันขึ้นเมื่อมองสีหน้าที่เคร่งเครียดของญาติผู้น้อง
“มีเรื่องนิดหน่อยครับ แล้วทำไมถึงมาก่อนกำหนดสองวันมีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาปรับน้ำเสียงพูดเป็นปกติ
“ไม่มีหรอก ฉันแค่เคลียร์งานเสร็จก่อนกำหนดเท่านั้นเลยคิดว่าจะมาพักสักสองสามวันที่เวกัสนี่ด้วย” อันโตนีโอพูดพร้อมกับเอื้อมมือหยิบกาแฟขึ้นจิบก่อนจะว่างลง แน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่มาเวกัส แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ตัวเองได้มาทำงานและมีเวลาพัก ซึ่งปกติแล้วตารางเวลาทำงานเขาแน่นมาตลอด
“ฉันได้ยินว่าที่นี่กาสิโนเลื่องชื่อ นายจะเป็นเจ้าบ้านพาฉันเที่ยวมั้ย ?” เมื่อพูดถึงกาสิโนวิเลี่ยมก็อดที่จะเอ่ยถึงเรื่องแย่ๆ ในคืนนั้นไม่ได้
“ก็มีอยู่นะ แต่คงไม่อยากจะไปเท่าไหร่...คิดแล้วน่าโมโหชะมัด”
อันโตนีโอคิ้วขมวดมองอย่างไม่เข้าใจ
“มีเรื่องอะไร ถูกใจสาวคนไหนหรือว่าถูกหักอกมา ?”
“ถูกใจน่ะมี แต่ไม่ได้แอ้มน่ะสิ”
คุณอาจจะชอบ





