
ปะป๊านาเนีย
ตอน 2
ศศิร์ธาขมวดคิ้วสงสัยให้กับเสียงที่กระตุ้นแรงเต้นของหัวใจของเขา จนเผลอยกมือขึ้นแตะลงตรงหน้าอกด้านซ้ายเบา ๆ ทำไมหัวใจของเขาถึงได้กระแทกจังหวะแรงขึ้นแบบนี้ และการได้ยินแต่เพียงเสียง ไม่เห็นหน้าค่าตากัน มันทำให้ศศิร์ธาหงุดหงิดขึ้นในหัวใจ เขาขยับตัวใหม่ ให้พ้นออกมาจากรั้วไม้ เพื่อมองให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น แต่ก็ยังมองไม่เห็น เพราะเจ้าของเสียงเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวย่อตัวลงไปขุดดิน ไม่อยู่นิ่งให้ได้เห็นหน้าให้ชัดเจนได้เลย
ศศิร์ธาขยับตัวออกมาจนพ้นจากมุมรั้วอีกครั้ง พาตัวเองออกไปเผชิญกับเจ้าของที่พร้อมกับพูดขึ้น
“รบกวนบอกให้ผมรู้ได้ไหมว่าทำไมคุณถึงไม่อยากขายที่แปลงนี้”
เสียงถามสอดแทรกดังมาจากทางออกของสวน ทำเอาทั้งสี่สาวที่กำลังพรวนดินแปลงผักหันขวับไปมองแทบพร้อม ๆ กัน ทั้งหมดจึงได้เห็นชายแปลกหน้าในชุดคล้ายกันกับพวกเธอ
ผู้ชายคนนั้นสวมเสื้อและกางเกงยีนแบบที่รู้ว่าไม่ใช่มือสองหรือซื้อจากตลาดนัดแถวบ้าน แต่เป็นเสื้อผ้ายี่ห้อดัง รองเท้าบูทของเขาเป็นมันเงาวับ คล้ายกับว่าไม่ได้ถูกเหยียบลงบนดินเลยมั้งตั้งแต่แต่งตัวออกจากบ้านมา
ประไพพรรณียืนขึ้นโดยไม่ทิ้งเสียมในมือของเธอลงดิน เธอมองชายคนนั้นที่มาเยือนโดยไม่มีใครเชื้อเชิญด้วยสายตาเรียบเฉยดุจน้ำแข็งและเอาเรื่อง
ทั้งหมดพากันงงกันไปเป็นครู่ และเมื่อคาดเดาได้แล้วจากคำถามก็ได้คำตอบในตอนนั้นเองว่าชายแปลกหน้าคนนี้คงจะเป็นคนที่ต้องการซื้อที่ของพวกตน ไม่เช่นนั้นคงไม่ทักทายด้วยคำถามเรื่องการซื้อขายที่ขึ้นมาหรอก
ประไพพรรณีไม่ได้ตอบคำถามของเขาในทันที เธอโยนคำถามกลับไปด้วยสีหน้าที่อ่านความรู้สึกไม่ออก
“ทุก ๆคนที่เขามีที่มีทาง จำเป็นต้องอยากขายที่กันทุกคนเลยหรือไง”
“ถ้าราคามากพอกว่ารายได้ทำสวน ขายผัก ขายผลไม้ ผมคิดว่าเจ้าของที่ก็น่าจะอยากขายนะ” ศศิร์ธาตอบเสียงเนิบช้ายกเอาเหตุและผลประโยชน์ของอีกฝ่ายขึ้นมาพูด แต่คนฟังก็รู้ว่าเขาพูดเพื่อเข้าข้างตัวเขาเองแบบแนบเนียน ประไพพรรณีเบ้ปากขึ้นน้อย ๆ มองไม่เห็นเพราะเธอไม่ค่อยจะชอบทำกิริยาลักษณะนี้นัก แต่จะเป็นต้องทำเพราะเจอตอใหญ่เข้าให้แล้ว คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทอะไรด้วยเลย
“ไม่มีความจำเป็นจะต้องขาย ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน”
ประไพพรรณีบอกเหตุผลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอส่งสายตาบอกให้คนทั้งหมดพากันทยอยออกไปจากแปลงสวนผักเมื่อพูดจบประโยค
ทั้งหมดเห็นสายตาสั่งการของประไพพรรณีแล้วรีบพยักหน้าเบา ๆ ตอบกลับให้เธอ แล้วพากันเดินออกไปยังบริเวณสวนทันที ประไพพรรณีที่อยู่หลังสุดเลยรั้งท้าย คนที่เหลือไปจนพ้นแปลงผักแล้ว จึงเหลือเพียงเธอและชายแปลกหน้า และเหมือนว่าเขาจะจงใจก้าวมายืนขวางทางออกเธอ
ประไพพรรณีเป็นหญิงสาวที่มีความสูงในระดับที่เรียกว่าเกินมาตรฐานหญิงไทย แต่ผู้ชายคนนั้นกลับสูงมากกว่าเธอเสียอีก เมื่อยืนประจันหน้ากันอย่างนี้แล้วเลยทำให้เธอต้องแหงนศีรษะขึ้นเล็กน้อยเพื่อเจรจากับเขา
ศศิร์ธามองสำรวจหญิงสาวตรงหน้า สายตาของเขาประเมินเธอเงียบ ๆ แบบที่คนมองสบตาตอบรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เป็นความคิดที่ไม่ได้บริสุทธิ์เลยสักนิด
“คุณต้องการเท่าไหร่ บอกตัวเลขมาได้เลย”
ประไพพรรณีเกลียดคำถามลักษณะนี้ที่สุด หกปีก่อนตอนที่เธอลากสังขารของตัวเองตอนท้องไปหาเขาที่บ้าน ครอบครัวของเขาก็ถามแบบนี้เช่นกัน
เธอมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาดำคมกริบมองจ้องตอบเธอแบบที่เธอเห็นแล้วอยากยื่นมือไปควักลูกตาของเขาออกมาแล้วฝังลงดินเป็นปุ๋ยให้พวกผักสวนครัวของเธอไปเลย หากทำได้
ประไพพรรณีใช้น้ำเสียงแบบเดียวกับแววตา คือนิ่ง สงบ ตอบกลับไป “เท่าไหร่ ฉันก็ไม่ขาย”
ศศิร์ธาร้องออกมาคำหนึ่ง “โอเค” พร้อมกับยกมือทำท่าจะถอยก่อนในครั้งนี้ เขาล้วงเอากล่องนามบัตรออกมาหนึ่งใบ เพื่อยื่นให้เธอ ประไพพรรณีมองพร้อมกับเหยียดริมฝีปากหมิ่นแคลนแต่กลับยื่นมือออกมารับ พอเขาส่งให้เธอก็ชักมือตัวเองออก ปล่อยให้นามบัตรของเขาล่วงลงไปบนพื้น พร้อมกับเดินข้ามนามบัตรของเขาไปอย่างไม่แยแสเลยสักนิด
ศศิร์ธามองท่าทีของหญิงสาวตรงหน้าเขาว่านี่คือการท้าทายรูปแบบหนึ่ง
คุณอาจจะชอบ





