
นักล่าคู่กับหมอมหัศจรรย์
ตอน 3
ฟางต้าจู้ถามทางชาวบ้านในหมู่บ้านกลางป่า แล้วก็พบตระกูลจงในที่สุด
เมื่อคิดว่ากำลังจะได้เงินห้าตำลึงแล้ว เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย ตอนที่เข้าประตูไปจึงตะโกนขึ้นมาว่า
“เฮ้ ลูกเขย ทางมาบ้านเรือนของพวกเจ้านี่ช่างหายากเย็นยิ่งนัก”
ฟางจิ่นซิ่วมองพิจารณาสถานที่แห่งนี้อย่างเงียบ ๆ บ้านของตระกูลจงนั้นดูคร่ำครึกว่าตระกูลฟางเล็กน้อย บริเวณส่วนใหญ่ของบ้านทำจากไม้
น่าจะเป็นเพราะใช้วัสดุในท้องถิ่นค่อนข้างสะดวก ถึงแม้บ้านไม้จะดูคร่ำครึ แต่ก็สร้างได้ดีเลยทีเดียว ทั้งสองฝากฝั่งซ้ายขวาจะมีอยู่ฝั่งละหนึ่งห้อง
ตรงกลางเป็นห้องหลัก มีโต๊ะเก้าอี้ครบครัน ทุกอย่างล้วนทำจากไม้ทั้งหมด
เมื่อได้ยินเสียงมู่อวิ๋นเห่อก็รีบบอกให้จงอวี่เหลี่ยนผู้เป็นลูกสาวประคองนางเธอออกมาจากในห้องทันที
ฟางจิ่นซิ่วมองเข้าไป แล้วก็สบตากับตระกูลมู่พอดี
โรคบ้างานของนางกำเริบ นางสังเกตุใบหน้าของอีกฝ่าย สีหน้าขาวซีด ริมฝีปากซีดเซียว เกิดจากตับบกพร่อง
ส่วนปอดก็ไม่ดีนัก ทำให้นางดูหายใจลำบาก บางครั้งเสียงที่ไอออกมายังมีเสมหะปนด้วย
ร่างกายที่ซูบผอมของนาง มองดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าแตกต่างไปจากภาวะอดอยาก
นางคงจะเป็นแม่ของจงยวี่
แม้ว่านางจะป่วยอยู่ แต่แววตาของนางกลับดูใจดีมีเมตตามาก นางดูเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายตั้งแต่แรกที่เห็น
ฟางจิ่นซิ่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“พวกเจ้ามากันแล้วรึ รีบเข้ามาข้างในก่อนสิ”
มู่อวิ๋นเห่อพอได้เห็นฟางจิ่นซิ่วแล้วรู้สึกพึงพอใจมาก สาวน้อยผู้นี้แม้จะดูซูบผอม แต่หน้าตากลับสวยสดงดงามยิ่งนัก ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นสดใสเป็นประกาย
เธอคาดไม่ถึงเลยว่าฟางจิ่นซิ่วไม่เพียงแต่ไม่กลัวจนหลบหน้าหลบตา แต่กลับดูเหมือนได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี โดยพยักหน้าให้นางเล็กน้อย
มู่อวิ๋นเห่อปฏิบัติต่อฟางต้าจู้อย่างสุภาพมากขึ้น นางผลักอวี่เหลี่ยนผู้เป็นลูกสาวพลางพูดขึ้นมาว่า
“รีบไปเอาน้ำมาให้พ่อตาพี่ชายเจ้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าสิ เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้คงจะเหนื่อยล้า และกระหายน่าดู”
เมื่อได้ยินว่ามีน้ำให้ดื่ม ฟางต้าจู้ก็ตาลุกวาวพลางรีบพยักหน้าทันที เมืองซีโจวอยู่ในภาวะแห้งแล้งมาสามเดือนแล้ว ตอนนี้น้ำมีมูลค่ามากเสียยิ่งกว่าอาหารซะอีก
“ขอบน้ำใจยิ่งนัก! ดีเลย ข้ากำลังกระหายน้ำอยู่พอดี”
จงอวี่เหลี่ยนยังคงไม่ขยับ ฟางจิ่นซิ่วมองเห็นความเกลียดชังในแววตาของนางได้
“แม่เลอะเลือนไปแล้วหรือไร พ่อตาอะไรกัน?”
นางชี้ไปที่ฟางจิ่นซิ่วอย่างไม่เกรงใจพลางพูดขึ้นมาว่า “สตรีนางนี้ ครอบครัวของเราใช้เงินห้าตำลึงเพื่อซื้อมา”
“ข้าไม่ยอมรับนางในฐานะพี่สะใภ้ของข้าหรอก”
“ที่บ้านเรามีน้ำน้อยนิดถึงเพียงนั้น ลำพังข้าจะดื่มยังไม่พอ แล้วพวกเขามีสิทธิ์อันใดจะมาดื่มหรือ ข้าไม่ยอมหรอก”
คำพูดของจงอวี่เหลี่ยนทำให้บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที ด้วยความที่ฟางต้าจู้เป็นคนที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงรีบพูดเสริมขึ้นมาว่า
“ที่เจ้าพูดก็ถูก งั้นข้าไม่ดื่มแล้ว”
“นี่คือสัญญาการขายตัวของลูกสาวข้า ไม่รู้ว่าเรื่องเงินพวกเจ้าเตรียมเอาไว้พร้อมหรือยัง”
มู่อวิ๋นเห่อรีบนำเงินที่เตรียมไว้ออกมาจากหน้าอกอย่างรวดเร็ว และยื่นให้ฟางต้าจู้ไป
“ท่านพ่อตา เจ้าอย่าไปฟังลูกสาวข้าพูดจาไร้สาระเลย”
“กว่าพวกเจ้าจะเลี้ยงดูจิ่นซิ่วจนเติบใหญ่มาก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ข้าอยากให้นางแต่งงานเข้ามาเป็นภรรยาของจงยวี่ลูกชายคนโตของข้าจริง ๆ”
“เงินนี้เจ้าก็คือซะว่าเป็นสินสอดของตระกูลจงของข้าก็แล้วกัน ส่วนสัญญาการขายตัวนั้นไม่จำเป็นหรอก”
มู่อวิ๋นเห่อผลักสัญญาการขายตัวกลับไปอย่างมีเมตตา ทำเอาจงอวี่เหลี่ยนโกรธจนเบิกตาโตกว้างขึ้นมาทันที
แต่ฟางต้าจู้กลับดีใจมาก “แบบนี้ก็หมายความว่า เราสองครอบครัวก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการแต่งงานกันอย่างนั้นสินะ”
เมื่อพูดจบเขาก็จะเอาสัญญาการขายตัวเก็บใส่เข้าอกไปทันที เขาคิดว่าหากไม่ต้องให้สัญญานี้แล้ว ฟางจิ่นซิ่วก็จะเป็นลูกสาวของเขาตลอดไป ไม่มีทางแยกตัวตัดขาดความสัมพันธ์กับทางครอบครัวเขาได้
แต่ใครจะไปรู้ว่าเวลานี้ ฟางจิ่นซิ่วที่ถูกมัดมือ และไม่เคลื่อนไหวใด ๆ จู่ ๆ กลับรีบวิ่งมาแย่งสัญญาการขายตัวไปจากมือของฟางต้าจู้ซะอย่างนั้น
จากนั้นนางก็หันหลังไป และเอาไปยัดใส่มือของมู่อวิ๋นเห่อ
“ไม่ได้ สัญญาการขายตัวพวกท่านต้องเก็บเอาไว้”
ฟางต้าจู้คิดอะไรอยู่ในใจ มีหรือที่นางจะไม่รู้
คุณอาจจะชอบ





