ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ชิงเหมย บุปผาซ่อนคม

ชิงเหมย บุปผาซ่อนคม

จากอดีตยอดวีรสตรีผู้สละชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินสยามอย่างห้าวหาญ นางได้กลับมาเกิดใหม่ในดินแดนจีนโบราณท่ามกลางโชคชะตาที่ผันผวน แม้ปัจจุบันนางจะเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่มีสิริโฉมงดงามจนยากจะหาใครเทียบเคียงได้ แต่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสานั้น กลับซุกซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่และคมดาบที่แหลมคมเอาไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้ การเดินทางครั้งใหม่ในฐานะบุปผาซ่อนคมจึงเริ่มต้นขึ้นเพื่อพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของนางอีกครั้งหนึ่งครั้งในต่างโลกใบภาคหนึ่ง
ตอน
แชร์

ตอน 3

ณ หมู่บ้านซานฉี เมืองถิงฮวา แคว้นเจียงโจว

“ขนมจ้า…. แวะมาชิมแวะมาอุดหนุนกันก่อนสิจ๊ะ ขนมของยายข้านั้นรสหวานอร่อยหาผู้ใดในเมืองนี้เทียบเคียงมิได้เลยเจ้าค่ะ” เสียงเล็กกำลังร้องเรียกลูกค้าที่กำลังเดินเลือกซื้อสินค้าในตลาดซานฉี ให้แวะเวียนมาซื้อขนมหวานในร้านเล็กๆ ของท่านยาย

เด็กหญิงวัยสิบปีที่กำพร้าทั้งบิดามารดาตั้งแต่นางยังเยาว์วัย นางอาศัยอยู่กับยายที่มีอาชีพทำขนมขายในตลาดเมืองถิงฮวา แม้จะอยู่กันเพียงสองยายหลาน ซุนฉีก็ไม่เคยปล่อยให้หลานสาวเพียงคนเดียวอย่างชิงเหมยอดอยาก แม้นว่านางยังเยาว์วัยแต่ก็รู้ความนัก คอยช่วยเหลือผู้เป็นยายขายขนมทุกวัน

“เหมยเอ๋อร์… มาดื่มน้ำสักนิดเถิดลูก เสียงของเจ้าแหบแห้งหมดแล้ว”

ซุนฉีบอกหลานสาวเพียงคนเดียว ชิงเหมยหันกลับไปมองใบหน้าของท่านยายแล้วส่งยิ้มให้ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปภายในร้านขนม มือเล็กหยิบถ้วยน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อดับกระหาย

ลูกค้าเริ่มแวะเวียนกันเข้ามาเลือกซื้อขนมของซุนฉีที่มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขนมเซาปิ่ง ขนมกุ้ยฮวา และหมั่นโถวอุ่นร้อน ร้านของซุนฉีแม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็เป็นที่รู้จักของชาวบ้านซานฉีแห่งนี้ ลูกค้าหลายคนต่างรู้สึกเอ็นดูสงสารหลานสาวของนางที่ต้องอาภัพตั้งแต่เยาว์วัย หากบิดาที่เป็นขุนนางยังมีชีวิตอยู่ เด็กหญิงก็คงกลายเป็นคุณหนูของตระกูลนั้น ตระกูลที่ร่ำรวยไม่แพ้ตระกูลใดในเมืองถิงฮวา

“ชิงเหมย ไปเล่นกับข้าเถิด” เด็กชายตัวน้อยวิ่งมาจากร้านขายผ้าไหมของบิดาเพื่อชวนเด็กหญิงไปเล่นด้วยกัน

“ไม่ล่ะ วันนี้ข้าต้องช่วยท่านยายขายขนมให้หมดก่อน”

ชิงเหมยปฏิเสธ วันนี้นางรู้สึกว่าตนเองไม่มีพละกำลังจะไปให้สหายที่ร่ำรวยกว่าเช่นเจ้าพวกนี้รังแก นางรู้สึกอ่อนเพลียอย่างบอกไม่ถูก

“ชิ!!! ข้าอุตส่าห์มาชวน แต่ก็ช่างเถิด… เพราะวันนี้ข้ามีสหายใหม่ที่เพิ่งย้ายมา พวกข้าจะไปเล่นกับนางแทน”

หวงซู่กล่าวออกมาก่อนที่จะเดินจากไปด้วยท่าทางขุ่นเคือง เพราะชิงเหมยนั้นมีสถานะต่ำต้อยกว่าผู้ใด เขากับสหายหลายคนในเมืองถิงฮวาจึงกลั่นแกล้งนางได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด

“เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปเล่นกับคุณชายหวงล่ะเหมยเอ๋อร์ ขนมก็ใกล้จะหมดแล้ว… ยายไม่ดุด่าเจ้าหรอกหนา” ซุนฉีถามหลานสาว หลังจากได้เห็นว่าบุตรชายของเจ้าของร้านผ้าไหมที่อยู่ติดกับโรงเตี๊ยมหงอวี้แวะมาหานาง

“หลานไม่อยากไปเป็นคนรับใช้ให้เจ้าพวกนั้นหรอกเจ้าค่ะท่านยาย พวกนั้นบอกว่าข้าน่ะต่ำต้อย เหมาะแก่การเป็นคนรับใช้มากกว่าสหายของพวกเขา”

เพราะเคยออกไปด้วยความดีใจว่าจะมีสหายเช่นผู้อื่น ทว่าพอไปแล้วกลับกลายเป็นนางต้องคอยรับใช้คุณชายคุณหนูเหล่านั้น ทุกคนก็เอาแต่กลั่นแกล้งรังแกนาง

“โถ่!! หลานยาย เจ้ามิได้ต่ำต้อยไปกว่าผู้ใดหรอกหนา ท่านพ่อของเจ้าเป็นถึงวีรบุรุษสงคราม หากท่านย่าของเจ้ายอมรับเจ้าเพียงสักนิด เจ้าคงมิต้องมาอยู่ในที่เช่นนี้ คงจะได้ไปสำนักศึกษาเฉกเช่นคุณชายและคุณหนูตระกูลนั้น”

ซุนฉีดึงหลานสาวเข้ามากอดด้วยความสงสาร ครั้นได้รู้ถึงเหตุผลที่หลานสาวไม่อยากออกไปเล่นกับพวกบุตรชายร้านขายผ้าไหม

“ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะท่านยาย ขอเพียงข้าได้รับความรักความเอ็นดูจากท่านยายก็เพียงพอแล้ว”

ชิงเหมยกอดท่านยายของนางเช่นกัน หากท่านพ่อของนางยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปจากยามนี้หรือไม่ นางก็มิอาจจะจินตนาการได้ แต่ในเมื่อตระกูลนั้นมิได้ต้องการหลานที่เกิดจากหญิงสาวชาวบ้านเช่นมารดา นางก็มิมีเหตุผลที่จะต้องเสียดายที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลนั้น

“เหมยเอ๋อร์… เหตุใดร่างกายของเจ้าถึงได้ร้อนรุ่มนัก” ซุนฉีเอ่ยถามหลานสาวออกมาด้วยน้ำเสียงตระหนกตกใจพลางยกมือขึ้นมาใช้หลังมือสัมผัสหน้าผากเล็กดู

“ท่านยาย… ข้ารู้สึกไร้เรี่ยวแรงเหลือเกินเจ้าค่ะ"

เสียงเล็กแผ่วเบาลงพร้อมกับเปลือกตาของนางที่ค่อยๆ ปิดลง ร่างกายก็อ่อนเปลี้ยจนซุนฉีต้องโอบประคอง และตะโกนร้องเรียกหลานสาวออกมาราวกับว่ากำลังเสียสติ

“เหมยเอ๋อร์!!! เจ้าเป็นอันใดไป เหมยเอ๋อร์!!! หลานยาย ฟื้นขึ้นมาสิลูก” นางรีบอุ้มชิงเหมยไปโรงหมอที่อยู่ไม่ไกลจากร้านขายขนมของนางทันที

ท่านหมอสวีที่รู้จักกับสองยายหลานมานานรีบให้การช่วยเหลือเด็กหญิงผู้น่าสงสารทันที ชีพจรของนางนั้นแผ่วลงจนน่าประหลาดใจ เขาไม่เคยพบเจออาการเช่นนี้มาก่อน สีหน้าของเขาแสดงความเคร่งเครียดออกมาทันที ก่อนที่จะสั่งให้คนงานในร้านไปต้มยา

“ท่านหมอสวี… เหมยเอ๋อร์เป็นเช่นไรบ้าง” ซุนฉีเอ่ยถามท่านหมอออกมาด้วยความร้อนใจ

“ช่วงนี้นางได้มีอาการแปลกๆ หรือไม่”

ซุนฉีส่ายหน้าไปมาน้ำตาคลอ หากนางต้องสูญเสียหลานสาวอันเป็นที่รักผู้เป็นตัวแทนลูกสาวเพียงคนเดียวของนางไป นางก็คงจะไม่อยากมีชีวิตอยู่เช่นกัน

“อาการของนางนั้นช่างประหลาดนัก ข้ารักษาผู้คนมาตั้งมากมายยังมิเคยพบเจอผู้ใดมีชีพจรเช่นนางมาก่อนเลย” เขาบอกถึงอาการของชิงเหมยอย่างไม่ปิดบัง และนั่นยิ่งทำให้ซุนฉีร้องไห้ฟูมฟายออกมา

“ฮือๆๆ เหมยเอ๋อร์… เจ้าต้องฟื้นนะหลานยาย ยายมีเจ้าเป็นดั่งดวงใจ หากยายสูญเสียเจ้าไปอีกคนยายคงมีชีวิตต่อไปอีกไม่ได้”

“ทำจิตใจให้เข้มแข็งเข้าไว้เถิด ถึงเยี่ยงไรข้าก็จะรักษานางให้สุดความสามารถของข้า” ท่านหมอสวีบอกแก่ซุนฉีด้วยน้ำเสียงจริงจังแม้ภายในใจจะไม่มั่นใจก็ตามที ทำให้หญิงวัยกลางคนมองหน้าเขาอย่างมีความหวัง

“ให้นางนอนพักที่โรงหมอของข้าก่อนเถิด ให้ข้าดูอาการนางให้แน่ชัดเสียก่อน” ซุนฉีพยักหน้าพลางใช้ผ้าเช็ดน้ำตาของตน

“นางถึงมือข้าแล้ว เจ้ามิต้องเป็นห่วง กลับไปเก็บร้านก่อนแล้วค่อยกลับมาที่นี่เถิด”

เขาบอกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซุนฉีเป็นสหายเก่าของเขาและถึงยามนี้ก็ยังเป็นอยู่ มีหรือที่นางมีเรื่องลำบากแล้วเขาจะไม่ยื่นมือไปช่วย

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอฝากเหมยเอ๋อร์ไว้กับท่านที่นี่สักหนึ่งชั่วยาม แล้วข้าจะขอพานางกลับไปที่เรือน” ท่านหมอสวีพยักหน้า ซุนฉีจึงออกจากเรือนพักคนไข้ของโรงหมอสวีกลับไปเก็บของและปิดร้านของตน

หมอสวีหันกลับไปมองเด็กหญิงผู้น่าสงสารที่นอนหายใจแผ่วเบาอยู่บนเตียง ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของนางแล้ว ว่านางจะพ้นวิบากกรรมในครานี้ไปได้หรือไม่ เพราะเขาเองก็จนปัญญาที่จะรักษานาง ที่เขาทำได้แค่เพียงต้มยาให้แก่นางเพื่อรักษาสัญญาณชีพของนางเอาไว้เพียงเท่านั้น

หนึ่งคืนกับการนอนที่โรงหมอของท่านหมอสวี ซุนฉีจึงขอพาหลานสาวกลับไปพักที่เรือนของนาง ร่างเล็กถูกเคลื่อนย้ายไปยังเรือนหลังเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากตลาดมากนัก ชาวบ้านฉีซานต่างมองมาที่สองยายหลานด้วยแววตาเวทนา บ้างก็ตำหนิญาติฝั่งบิดาของชิงเหมยที่ทอดทิ้งหลานแท้ๆ ให้มาตกระกำลำบากกับสตรีที่เป็นแม่หม้ายตั้งแต่ยังสาวเช่นนางซุนฉี แม้นางจะขยันขันแข็งแต่ก็มิอาจทำให้ชีวิตของหลานสาวดีขึ้นได้

“วันนี้ยายจะทำน้ำแกงที่เจ้าชอบ ตื่นขึ้นมาเถิดหลานยาย เจ้านอนไปสองวันหนึ่งคืนแล้วหนา” มือหยาบกร้านที่ทำงานหนักมาตั้งแต่ยังสาวกุมมือเล็กของหลานสาววัยเจ็ดปีเอาไว้พลางกล่าวออกมาทั้งน้ำตา

“เคราะห์กรรมอันใดกัน เหตุใดถึงได้เลือกเจ้า เหตุใดถึงมิไปเลือกพวกคนใจดำตระกูลซิ่ว”

ซุนฉีพึมพำออกมาทั้งน้ำตา หากโชคชะตาจะเลือกผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน เหตุใดถึงมิใช่พวกฝั่งพ่อของหลานสาว เหตุใดถึงให้ชีวิตของนางต้องเกิดมาอาภัพเช่นนี้ ซุนฉีบีบมือหลานสาวเบาสลับแรงเพื่อสังเกตการตอบสนอง แต่ทว่าร่างเล็กก็ยังคงนอนแน่นิ่ง ลมหายใจแม้จะแผ่วเบาแต่ก็มิได้ดับไป

หลังจากคืนแรกผ่านไป ซุนฉีก็ได้ไปตามหาท่านหมอจากหลายหมู่บ้านมาช่วยรักษา หมดเงินที่นางสะสมมาเนิ่นนานไปไม่น้อย แต่ก็มิมีหมอใดรักษาหลานสาวให้ฟื้นคืนกลับมาได้ เด็กหญิงนอนแน่นิ่งราวกับว่ากำลังติดอยู่ในห้วงของนิทรารมณ์ ซุนฉีถอดถอนใจคิดจะยอมแพ้ แต่แล้วกลางดึกของคืนที่สามที่หลานสาวนอนหลับใหลไป เด็กหญิงก็ได้ตื่นขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์

“แค่กๆ” ร่างเล็กส่งเสียงไอออกมาก่อนที่เปลือกตาของนางจะค่อยๆ เปิดออก

แสงสว่างจากตะเกียงที่หัวเตียงภายในห้องซอมซ่อทำให้ผู้ที่เพิ่งฟื้นคืนมาตระหนกตกใจ นางมองไปรอบๆ ก็พบว่าที่แห่งนี้มิใช่เรือนชานของนางในหมู่บ้านบางระกำที่อาศัยมาตั้งแต่เกิด นางจำได้ว่าก่อนหน้านี้นางกำลังสู้กับพวกพม่าที่มาล้อมหมู่บ้านที่นางและสหายร่วมรบไปหาเสบียง

หรือว่ามีสหายมาช่วยพวกนางและพากลับมายังหมู่บ้าน แต่พอสำรวจไปรอบๆ ก็พบว่ามิใช่เรือนชานที่นางคุ้นเคย มันแปลกตาไปหมด ดูเครื่องเรือนที่เก่าแก่และเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ก็พอจะรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ชุดที่ชาวสยามสวมใส่ หรือนางถูกพวกพม่าจับมาเป็นเชลย แต่สิ่งที่นางรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าคือความเจ็บปวดที่ได้รับก่อนสติดับวูบไป ยามนี้ไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด

“แผล.. แผลข้าล่ะ เหตุใดข้ามิเจ็บปวดเลยสักนิด”

นางสำรวจร่างกายตนเองก่อนที่จะต้องตกใจเพราะร่างกายของนางในวัยสิบแปดปีนั้นเคยมีหน้าอกที่นูนออกมาตามวัย แต่ทว่ายามนี้กลับแบนราบและแขนของนางก็เรียวเล็กราวกับตะเกียบ ต่างจากร่างกายของนาง จู่ๆ นางก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาจึงล้มตัวลงนอนไปอีกครา ภาพที่ไม่เคยได้เห็นผุดขึ้นมาในสมองเป็นฉากๆ ราวกับว่าได้เห็นเรื่องราวของใครสักคน

“โอ๊ย!! ปวดหัว” นางร้องอุทานออกมา

‘แอ๊ด!!!’ เสียงประตูหน้าห้องที่เปิดออกพร้อมกับร่างอวบอิ่มของสตรีในชุดประหลาดตา เป็นภาพเดียวกับที่คำเอื้อยได้เห็นในความนึกคิดของนาง

“ชิงเหมย!!! ตื่นแล้วหรือหลานยาย เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”

เสียงหวานสั่นเครือของซุนฉีดังขึ้นตามมาทันที คำเอื้อยที่ยังไม่รู้ตัวว่านางเองได้กลับมาเกิดใหม่ถึงกับตระหนกตกใจ แต่พอมองใบหน้าของสตรีสูงวัยตรงหน้าก็ดูคุ้นตา เพราะดูเหมือนภาพที่นางเห็นในความนึกคิดยามที่นางปวดศีรษะไม่มีผิด แต่ที่นางประหลาดใจนั่นก็คือนางสามารถฟังภาษาของหญิงสูงวัยตรงหน้านี้เข้าใจ ทั้งที่ไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดจาด้วยภาษานี้กับนางมาก่อน

“ชิงเหมย!!!”

นางทวนชื่อที่อีกฝ่ายเรียกขานนางออกมา ร่างเล็กค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง พลางสำรวจสตรีตรงหน้าที่เรียกขานตนเองว่ายาย

“หลานยาย เจ้ารู้หรือไม่ว่ายายเป็นห่วงเจ้าถึงเพียงใด ยายนึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอหลานอีกแล้ว ฮึก…..” ซุนฉีดึงรั้งร่างหลานสาวเข้ามาในอ้อมกอด น้ำตาไหลพรากออกมาจนเปียกชุ่มเรือนผมของหลานสาว

คำเอื้อยพอจะมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยามนี้ออก เพราะนางเองก็ไม่ใช่คนโง่งม นางคงไม่ได้ถูกพวกข้าศึกจับมาเป็นเชลยที่เมืองประหลาดนี้ แต่ทว่านางคงจะตายแล้วมาเกิดใหม่ในโลกนี้เสียแล้ว มาเกิดในร่างของเด็กหญิงที่อ่อนแอและมีชีวิตสุดแสนอาภัพผู้นี้

เป็นเพราะภาพต่างๆ ที่ผุดเข้ามาในความนึกคิดของนางระหว่างที่ปวดศีรษะ ทำให้นางได้เห็นการใช้ชีวิตของเจ้าของร่าง เด็กหญิงผู้น่าสงสารที่สูญเสียบิดามารดาไปตั้งแต่เยาว์วัย อาศัยอยู่กับท่านยายเพียงสองคน ถูกกลั่นแกล้งรังแกจากเด็กวัยเดียวกัน ถูกญาติฝ่ายพ่อทอดทิ้งเพียงเพราะเป็นลูกที่เกิดจากหญิงสาวชาวบ้าน

‘โชคชะตาเล่นตลกอันใดกับข้ารึ เหตุใดถึงให้ข้ามาเกิดที่นี่มิใช่แผ่นดินสยามเล่า’

คำเอื้อยได้แต่คิดในใจ นางสวมกอดท่านยายของเด็กหญิงทั้งน้ำตา ไม่ได้ร้องไห้เพราะดีใจที่ได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้ แต่ที่ร้องไห้คือนางคิดว่านางจะมีชีวิตในโลกใหม่ ชีวิตที่ได้รับมาใหม่นี้ได้เยี่ยงไรกัน

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ❥마법 l MAKE ME XXX l รักไสยไสย
9.4
ชีวิตของฉันต้องพลิกผันจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เมื่อตั้งใจจะใช้เสน่ห์น้ำมันพรายแต่กลับสาดใส่ผิดคน จากหนุ่มเนิร์ดผู้แสนสุภาพกลับกลายเป็นชายหนุ่มคลั่งรักสายโหดที่พร้อมจะนองเลือดได้ทุกเมื่อ แม้ฉันจะพยายามหาทางหนีหรือยกข้ออ้างสารพัดเพื่อไล่เขาไป แต่เขากลับใช้ปลายมีดคมกริบจ่อหน้าฉันพร้อมยื่นคำขาดสุดระทึกว่า หากไม่ยอมตกลงเป็นแฟนกับเขา ก็เตรียมตัวลาโลกนี้ไปได้เลย งานนี้ฉันไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมจำนนด้วยความกลัวตาย
หน้าปกนวนิยาย โฉมงามของอ๋องอสูร
8.9
หลังจบชีวิตด้วยโรคร้าย วิญญาณของเธอกลับตื่นขึ้นในร่างองค์หญิงผู้ต้องกลายเป็นพระชายาของชินอ๋องโหย่วเฉาบุรุษผู้ถูกขนานนามว่านักรบปีศาจแห่งต้าถัง แม้เขาจะขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและมีอนาคอนดายักษ์เป็นอาวุธคู่กายที่น่าเกรงขาม ทั้งยังเคยปิดตายเรื่องความรักไปแล้ว ทว่าความดื้อเงียบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีอ่อนแอของพระชายาคนใหม่กลับสั่นคลอนหัวใจท่านอ๋องผู้เอาแต่ใจให้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในนิยายรักแฟนตาซีสุดฟินเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย ธิดาแค้นต้องเอาคืน
9.2
ตระกูลซูถูกกวาดล้างจนสิ้นซากในคืนเดียว ซูเฉิงอิ้งต้องทนทุกข์จากการถูกน้องสาวทรยศและชายคนรักหลอกใช้จนถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติก่อนจะถูกประหารอย่างอนาถ เมื่อได้รับโอกาสกลับมาเกิดใหม่พร้อมความแค้น นางจึงถือดาบกลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม เริ่มจากการกำจัดน้องสาวชั่วและคนรักหน้าเนื้อใจเสือ พร้อมสยบคำนินทาที่บิดเบือนความจริงทั้งหมด ทว่าในเส้นทางแห่งการล้างแค้นนี้ ตงฟางไป๋เยว่กลับก้าวเข้ามาป่วนหัวใจจนนางแทบจะวางดาบไม่ลง
หน้าปกนวนิยาย บ่วงซ่อนรัก Love of the Devil
9.0
เมลดา นางแบบสาวระดับอินเตอร์ตัดสินใจกลับมาทำงานที่ไทย แต่ชีวิตต้องพลิกผันเมื่อเธอพลาดมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับชานนท์ นายตำรวจหนุ่มเพื่อนสนิทของพี่ชายที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบ ทว่าในขณะที่ความรักกำลังเบ่งบาน โชคชะตากลับเล่นตลกให้เธอต้องสูญเสียลูกและสูญเสียความทรงจำจนลืมสิ้นทุกความผูกพัน ชานนท์จึงต้องทำทุกทางเพื่อรื้อฟื้นความรักครั้งนี้กลับมาอีกครั้ง แม้ต้องเริ่มใหม่กี่รอบแต่พรหมลิขิตยังคงนำพาให้ทั้งคู่กลับมาพบกันในวังวนแห่งรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด
หน้าปกนวนิยาย ดาวอังคารผู้ไม่เคยพ่ายแพ้
8.3
เมื่อ 5 ปีก่อน เขาตัดสินใจทิ้งคนรักไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยความหวังว่าจะพิสูจน์ตนเองให้มีคุณค่าพอสำหรับเธอ วันนี้เขากลับมาในฐานะผู้ที่มีทั้งความสามารถและเกียรติยศอันสูงสุดเหนือใคร ทว่าสิ่งที่รอคอยเขาอยู่กลับไม่ใช่เพียงแค่หญิงสาวที่โหยหา แต่เขายังได้พบความจริงที่คาดไม่ถึงว่าตนเองมีลูกสาวตัวน้อยเพิ่มมาหนึ่งคน บทพิสูจน์ความรักและความรับผิดชอบในฐานะพ่อและคนรักจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางอุปสรรคที่ถาโถม
หน้าปกนวนิยาย เมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต
8.2
อดีตหนุ่มออฟฟิศในกรุงเทพฯ ผู้เคยใช้ชีวิตธรรมดาได้หวนคืนสู่เมืองไทยอีกครั้งในฐานะยมทูตมือใหม่ แต่การทำงานวันแรกกลับไม่ง่าย เมื่อดาวเหนือต้องเผชิญกับเหตุระเบิดเพลิงครั้งใหญ่ที่สั่นประสาทจนเขาเผลอวิ่งหนีตายสุดชีวิตราวกับลืมไปว่าตนเองสิ้นอายุขัยไปแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวาย เขาถูกรุ่นพี่ตะโกนสั่งให้ตั้งสติและเร่งนำวิญญาณเหยื่อไปส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่สูทแดงตามหน้าที่ของผู้นำทางวิญญาณในโลกหลังความตายที่เต็มไปด้วยอันตรายและภารกิจสุดระทึก