ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย จากสาวน้อยบ้านนาสู่ภรรยาท่านแม่ทัพ

จากสาวน้อยบ้านนาสู่ภรรยาท่านแม่ทัพ

หลินเจียอี หญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ที่เสียชีวิตด้วยโรคระบาด ได้ตื่นขึ้นในร่างของเด็กสาววัย 14 ปีที่มีชื่อเดียวกันในยุคโบราณ เธอพบว่าเจ้าของร่างเดิมถูกทุบตีจนสิ้นใจขณะเดินทางกลับบ้านเกิดของมารดา ท่ามกลางความยากจนข้นแค้นและโชคชะตาที่แสนรันทด หลังจากบิดาเสียชีวิต มารดาของเธอถูกโกงสมบัติและขับไล่ออกจากตระกูลอย่างไม่เป็นธรรม หลินเจียอีในร่างใหม่จึงต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมายในโลกที่ไม่คุ้นเคย พร้อมกับพยายามเอาชีวิตรอดจากความลำบากในฐานะบุตรสาวของครอบครัวที่ถูกทอดทิ้ง
ตอน
แชร์

ตอน 2

2. เอาของไปขายตลาด

“ท่านพี่ ท่านพี่ทำอะไรหรือขอรับ”

เด็กชายตัวน้อยกระตุกชายผ้าของเจียอียืนเรียกอยู่ข้าง ๆ เจียอีหันกลับมามองอันฉีก็ยิ้มให้นางอย่างสดใส เด็กน้อยผู้นี้น่ารักน่าชังเสียจริง เช่นนั้นเขาก็คงจะเป็นน้องชายนางเป็นแน่ เมื่อวานในตอนที่นางละลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่นได้ยินเขาเรียกลู่เสียนว่าแม่ เจียอีก้มลงนั่งยอง ๆ ต่อหน้าอันฉีแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“น้องพี่ พี่เพิ่งฟื้นขึ้นมาอาจจะหลง ๆ ลืม ๆ ไหนเจ้าลองบอกพี่มาทีว่าเจ้ามีชื่อว่าอย่างไร”

“ข้าชื่ออันฉี ท่านพี่ชอบเรียกข้าว่าอาฉี”

“แล้วหญิงสองคนนั้นมีชื่ออย่างไร”

“ท่านแม่ชื่อลู่เสียน ท่านยายชื่อหวังจื่อรั่วขอรับ”

“แล้วบ้านนี้อยู่กันกี่คน มีเท่านั้นนะหรือ”

“ยังมีท่านตาอีกขอรับ ท่านตาชื่อเจียงตงซิ่ว ข้าได้ยินท่านยายคุยกับท่านแม่ว่าท่านตาไปล่าสัตว์กับเพื่อนบ้าน ไม่แน่ใจว่าจะกลับวันไหนขอรับ”

“อืม เข้าใจแล้ว”

ในเมื่อกลับไปโลกปัจจุบันไม่ได้แล้วเจียอีก็ขอใช้ชีวิตใหม่ ณ ที่แห่งนี้ให้ดี ดีเหมือนกันได้กลับมาเป็นเด็กสาวอีกครั้ง แม้ทุกอย่างจะอัตคัดขัดสน อย่างไรครอบครัวนี้ก็ดูอบอุ่นมากกว่าครอบครัวในยุคปัจจุบันของนางมากนัก มีแม่และยายที่รักใคร่เอ็นดู และมีน้องชายที่น่ารัก ถึงสภาพความเป็นอยู่ครอบครัวจะไม่ได้ร่ำรวยก็ไม่เป็นอันใด

“เหตุใดบนตัวข้ากับเจ้าถึงได้มีรอยเขียวช้ำไปทั้งตัวแบบนี้เล่า”

“เมื่อวานนี้พอท่านพ่อจากไป ท่านแม่กับพวกเราก็ถูกไล่ออกมาจากตระกูลหลิน พวกเราทั้งสามถูกท่านลุงฮุ่ยเฟิน ท่านป้า และลูก ๆ ของท่านลุงตีขอรับ”

“เลวทรามต่ำช้านัก! มารดามันเถอะ!”

เจียอีสบดออกมาด้วยความโมโห จนเด็กน้อยที่ยืนข้างสะดุ้งกับท่าทีของพี่สาวที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต ปกติเจียอีเงียบขรึมเรียบร้อยพูดน้อย เป็นเด็กสาวที่พูดจาไพเราะน่าฟัง และมักจะสำรวมอาการอยู่เสมอ เพราะถูกลู่เสียนอบรมสั่งสอนมาอย่างดีให้นอบน้อมถ่อมตน แต่หลังจากฟื้นขึ้นมาแล้วบุคลิกของนางแปลกไปราวกับคนละคน

“เจ้าเด็กน้อย เอ่อ เจ้ามีชื่อว่าอันใดนะ อาฉี ใช่ ใช่อาฉีคนอื่นไปไหนกันหมดล่ะ”

“ท่านแม่กับท่านยายเข้าป่าไปเก็บของป่าก็เลยสั่งให้ข้าช่วยดูท่านพี่ขอรับ”

“อ๋อ อื้ม เช่นนั้นมีอะไรกินบ้างข้าหิวจนไส้จะขาดแล้ว”

“ท่านพี่หิวหรือขอรับ”

เด็กชายตัวน้อยเดินนำหน้าเข้าไปในครัว บนเตาถ่านที่ไฟดับสนิทแล้วมีหม้อดินตั้งอยู่ เจียอีไม่รอช้ารีบเข้าไปเปิดดูพบว่าข้างในคือโจ๊กข้าวฟ่างใส่ผักที่เติมน้ำเข้าไปจนโหรงเหรง มองดูแล้วคล้ายอาหารหมูเสียมากกว่า เจียอีจึงปิดฝาหม้อดินไว้ตามเดิมนางกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอแล้วเบือนหน้าหนี

“อาฉีนี่หรืออาหารที่เจ้ากิน”

“ขอรับท่านพี่ เมื่อเช้านี้ข้ากินโจ๊กนี่ ท่านแม่บอกว่าบ้านท่านยายยากจนนัก เราจะใช้ชีวิตเหมือนตอนที่อยู่บ้านหลินไม่ได้ ท่านพี่ก็กินเถิดขอรับเดี๋ยวข้าจะไปนำน้ำมาให้”

หลินอันฉีเดินออกไปจากห้องครัว เจียอีได้แต่ถอนหายใจลากยาวคว้าเอาถ้วยมาตักโจ๊กข้าวฟ่างแล้วยกซด เมื่อโจ๊กเข้าไปในปากนางก็อาเจียนออกมาในทันทีพร้อมกับไอสำลัก โจ๊กข้าวฟ่างที่รสชาติแย่แบบนี้เจียอีไม่เคยกินมาก่อนในยุคปัจจุบัน ถึงจะขัดสนเงินทองมากแค่ไหนในยุคนั้นบะหมี่สำเร็จรูปราคาถูกยังพอจับจ่ายหาซื้อมาได้ แถมมีรสชาติดีกว่าโจ๊กเหลว ๆ นี่สามสี่เท่า จะให้เรียกว่าน้ำต้มข้าวไปเลยก็พอจะได้ โชคดีที่อันฉีเดินถือกาน้ำดื่มมาพอดีนางจึงรีบเอามายกดื่มล้างปาก

ไม่ได้การแล้ว...เดิมทีนางคิดว่าทะลุมิติเข้ามาในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวยก็ไม่เป็นไร แต่ดูเหมือนครอบครัวนี้จะยากจนเกินไป หากอยากมีชีวิตอยู่รอดก็จะต้องหาเงินสำรองไว้ ในยุคสมัยที่ผู้คนอดอยากปัจจัยสี่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของครอบครัวที่มีต้นทุนต่ำ

“ท่านพี่ดีขึ้นบ้างหรือไม่ขอรับ”

“พี่ดีขึ้นแล้วขอบใจเจ้ามาก น้ำดื่มนี่รสชาติประหลาดนัก”

“น้ำดื่มนี่ข้าไปตักมาจากบ่อน้ำหลังบ้าน”

“เช่นนั้นเราควรจะเอามาต้มฆ่าเชื้อโรคก่อนเอามาดื่ม บ่อดินไม่สะอาดเชื้อโรคปนเปื้อนมาก็กินไม่ได้ ในยุคที่ผู้คนอดอยากแบบนี้หากเกิดโรคระบาดขึ้น การที่ยารักษาโรคดีดีจะเข้าถึงนั้นอย่าหวัง เพราะฉะนั้นเราก็ควรใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้น”

น้องชายตัวน้อยเอียงคอสงสัย เขาไม่เคยรู้จักว่าสิ่งใดคือเชื้อโรค

“สิ่งใดคือเชื้อโรคหรือท่านพี่ ทำไมเราถึงกินเชื้อโรคไม่ได้ มันไม่อร่อยหรือขอรับ”

“โธ่ เด็กน้อย เชื้อโรคหรือจุลชีพก่อโรค คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย หากเผลอกินเข้าไปเราอาจจะป่วยและอาจจะตายได้ เพราะฉะนั้นเราต้องฆ่าเชื้อโรคก่อน”

“ฆ่า? ...ทางการจะจับเราขังคุกไหมขอรับ”

“แน่นอนว่าไม่ มาเถอะ มาช่วยพี่ตะบันไฟ เราจะเอาน้ำมาต้มไว้ดื่ม”

“ขอรับ”

สองพี่น้องช่วยกันก่อไฟจนติดจากนั้นเทน้ำที่อันฉีตักมาใส่กาต้มน้ำ นำขึ้นตั้งบนเตาต้มจนเดือด แล้วก็รอจนอุ่นถึงดื่ม ครู่ต่อมานางหวังและลู่เสียนก็กลับถึงบ้าน เจียอีและอันฉีจึงรีบวิ่งออกมารับแม่และยาย ในตะกร้าที่ลู่เสียนถืออยู่มีเห็ดหูหนูจำนวนมากและผักป่าอีกสองชนิด

“ท่านแม่ ส่งมาให้ข้าเถอะ ข้าจะช่วยท่านถือเอง”

“เจียเอ๋อร์เจ้าดีขึ้นแล้วหรือ”

“ข้าดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”

เจียอีได้ตะกร้ามาแล้วก็ยกมาวางไว้ที่ระเบียงบ้าน ส่วนอันฉีวิ่งไปเอาน้ำดื่มที่ฆ่าเชื้อจนเย็นแล้วมาต้อนรับนางหวังและลู่เสียน

“ท่านยาย ท่านแม่ นี่คือน้ำที่ท่านพี่กับข้าช่วยกันต้มฆ่าเชื้อโรคขอรับ”

“ฆ่าเชื้อโรค?”

นางหวังถามย้ำ หันไปมองหน้าหลานสาวด้วยความสงสัย ลู่เสียนเองก็ไม่ต่างกัน แต่ไหนแต่ไรก็มักจะดื่มชาที่ผ่านความร้อนหรือน้ำอุ่นเป็นประจำอยู่แล้ว หากดื่มน้ำอุณหภูมิปกติก็ไม่เคยเห็นว่าจะต้องนำไปต้มก่อนสักครั้ง พออยากจะเอ่ยถามเจียอีก็รีบชิงเปลี่ยนเรื่องเสียก่อนเพราะขี้เกียจอธิบายยืดยาว

“ท่านแม่ได้เห็ดหูหนูมามากมายขนาดนี้จะเอาไปทำอันใดหรือเจ้าคะ”

“แม่จะตากให้แห้งสักสองถึงสามวัน แล้วเก็บไว้ทำอาหาร”

“ได้มามากมายขนาดนี้ให้ข้ากับอาฉีช่วยกันเอาไปขายที่ตลาดดีไหมเจ้าคะ”

“เจ้ากับอาฉีนะหรือ”

“เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นอีกสามวัน แม่ตากแห้งแล้วพวกเจ้าทั้งสองก็เอาไปขายที่ตลาดเถอะ”

ลู่เสียนแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าเด็กสาวขี้อายอย่างเจียอีจะอยากไปนั่งขายของที่ตลาด ส่วนมากนางจะเก็บตัวอยู่บ้านทำงานบ้านและงานเรือน เรื่องออกตลาดนั้นนาน ๆ ครั้ง เพราะเจียอีให้เหตุผลว่านางไม่ชอบพื้นที่แออัดมีผู้คนมากมายเบียดเสียดกันไปมา

“ได้เจ้าค่ะท่านแม่ อีกสองวันข้าจะเอาไปขาย”

เจียอีรีบรับปากไปเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ไปขายของที่ตลาด เมื่อกินอาหารเย็นร่วมกันแล้วทุกคนต่างเข้านอน รุ่งสางลู่เสียนก็เอาเห็ดหูหนูออกตาก พอตกเย็นก็เก็บเข้าบ้าน เช้ามาก็เอาออกตากใหม่ ทำแบบนี้จนกว่าเห็ดหูหนูจะแห้งสนิทดี ตลาดในเมืองไกลจากหมู่บ้าน 10 ลี้ เจียอีและอันฉีต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ ระหว่างทางทั้งสองได้หยุดพักเหนื่อยบ้าง แต่ก็ต้องเร่งฝีเท้าเดินต่อไปเพื่อให้ถึงตลาดโดยไว ที่ตรงไหนว่างสองพี่น้องก็จับจองไว้ จากนั้นหันไปถามลุงคนหนึ่งที่นั่งขายถังหูลู่อยู่ข้าง ๆ

“ท่านลุงเจ้าคะ ข้ากับน้องสามารถขายของตรงนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ได้ ๆ ที่ตรงนี้เป็นของข้าเอง แต่พวกเจ้าต้องจ่ายข้าวันละ 5 อีแปะเป็นค่าเช่าที่นะ”

“5 อีแปะเชียวหรือเจ้าคะ”

“อืม 5 อีแปะ”

“เอ่อ...ข้ายังไม่ได้พกเงินมามากนัก เอาไว้หากขายของได้แล้วข้าค่อยจ่ายได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ได้! ถ้าไม่มีข้าก็ไม่ให้ขาย ไสหัวไปซะอย่ามาเกะกะใกล้ร้านข้า”

ลุงโวยวายใหญ่ โบกมือไล่สองพี่น้องออกไปให้พ้นหน้าร้าน มิหนำซ้ำยังปัดตะกร้าเห็ดหูหนูของเจียอีร่วงลงพื้น เสียงเอะอะของลุงทำให้คนในละแวกนั้นหันมามองเป็นตาเดียวกัน รวมไปถึงหญิงสาวนางหนึ่งที่กำลังเลือกปิ่นปักผมอยู่ไม่ไกล หญิงสาวผู้นี้แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีราคาแพง ใส่เครื่องประดับงดงาม นางวางปิ่นปักผมในมือลงทันทีรีบเดินตรงปรี่มาทางที่คนกำลังโต้เถียงกันอยู่

“โกหก! ที่ตรงนี้ไม่ใช่ของท่านลุงผู้นี้สักหน่อย ที่ตรงนี้เป็นของทางการ ไม่ว่าใครก็สามารถนำของมาวางขายได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่”

สือเฟิ้งหรั่น เจ้าของร้านขายของแห้ง อายุ 22 หนาว หน้าตางดงาม ลักษณะท่าทางโผงผางซื่อตรง คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น เมื่อเห็นว่าที่ฝ่ายโดนเอาเปรียบคือเด็กสาวและเด็กชายเฟิ้งหรั่นจึงเกิดอารมณ์โมโหทนไม่ไหวรีบเข้ามาช่วยพูด

“แม่นาง เจ้าพูดจาเหลวไหล คนแถวนี้ต่างก็รู้กันหมดว่าที่ตรงนี้เป็นของข้า”

“ที่ของท่านลุงอย่างนั้นหรือ ได้! เช่นนั้นข้าจะให้ท่านพ่อของข้าถามเพื่อนที่เป็นคนของทางการดูว่าที่ตรงนี้เป็นของผู้ใดกันแน่ หากได้ความชัดแจ้งแล้วว่าท่านลุงยักยอกสมบัติส่วนกลางมาหาประโยชน์ส่วนตน โทษคือถูกโบยสามสิบไม้แล้วห้ามขายของที่ตลาดนี้ไปตลอดชีวิต”

“โอหังนัก! พวกเด็กเมื่อวานซืน”

ลุงเจ้าของร้านถังหูลู่เมื่อเถียงสู้เฟิ้งหรั่นไม่ได้ก็เลือกที่จะด่าทอแทน จนคนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของและพ่อค้าแม่ค้าต่างก็มามุงดู พอเห็นว่าคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ตาลุงเจ้าเล่ห์ก็กลัวว่าเรื่องนี้จะไปถึงหูทางการเข้าจริง ๆ เพราะที่ตรงนี้ถือเป็นที่ส่วนกลางที่ตนถือวิสาสะเก็บเงินกับคนที่เอาของมาตั้งวางขาย เสียงซุบซิบของชาวบ้านก็เริ่มดังขึ้นจนหนาหูเป็นสองเสียง บ้างก็ว่าที่ตรงนี้มีเจ้าของ บ้างก็ว่าที่ตรงนี้เป็นของทางการให้วางขายได้ไม่คิดเงินค่าเช่า สับสนมึนงงปนเปไปคนละทิศละทาง

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย บุตรเช่นข้า หาได้ต้องการบิดาเช่นท่าน
9.4
หลินตงหยาง โปรแกรมเมอร์ผู้จบชีวิตลงเพราะตรากตรำทำงานหนัก กลับตื่นขึ้นมาในร่างเด็กชายวัย 10 ขวบที่มีชื่อเดียวกันในโลกย้อนยุค เขาพบว่าเจ้าของร่างเดิมเสียชีวิตจากการถูกย่าแท้ๆ ทำร้ายเพื่อแย่งชิงอาหาร ทั้งที่ครอบครัวฝ่ายพ่อเคยทอดทิ้งพวกเขาไปอย่างไม่ใยดีเพื่อแสวงหาความร่ำรวยในเมืองหลวง ทิ้งให้แม่และลูกๆ ต้องเผชิญความลำบากเพียงลำพัง เมื่อได้รับโอกาสมีชีวิตใหม่พร้อมความทรงจำเดิม เขาจึงกำหมัดแน่นด้วยความแค้นและสาบานว่าจะปกป้องแม่กับน้องสาวจากคนสารเลวเหล่านั้นให้จงได้
หน้าปกนวนิยาย Deva Or Devil เทวามาร
8.5
เมื่อศิลากาฬหวนคืนพลังหลังถูกแยกส่วนนานห้าศตวรรษ คุณชายรองแห่งคานวาเรสจึงต้องมุ่งหน้าสู่เมืองซีซานเพื่อทำลายวัตถุอาถรรพ์นี้ ทว่าซาเรย์ โทจิน กลับทำลายข่ายเวทจนดวงจิตแม่มดร้ายหลบหนีไปพร้อมศิลา สร้างความหวาดกลัวแก่ชาวไซโดเวียตามคำทำนายโบราณว่าหากศิลามีอำนาจสมบูรณ์ จอมปีศาจจะฟื้นคืนเพื่อรับใช้เทวามารผู้ทรงฤทธิ์ที่ทวยเทพยังครั่นคร้าม เขาจะทำลายศิลาก่อนจอมมารทวงคืนแผ่นดินได้หรือไม่ และใครคือเทวามารที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางการไล่ล่าครั้งนี้
หน้าปกนวนิยาย องค์หญิงอย่าคิดหนี
8.1
องค์หญิงหลิวอี้เฟยต้องเผชิญชะตากรรมที่เลือกไม่ได้ เมื่อถูกส่งตัวไปวิวาห์กับอ๋องชราต่างแดน ทว่าระหว่างการเดินทางนางกลับบังเอิญล่วงรู้ความลับดำมืดของหัวหน้าองครักษ์ผู้เย็นชา ทำให้เขามุ่งหมายจะปลิดชีพนางเพื่อปิดปาก ท่ามกลางอันตรายรอบด้านและความตายที่ไล่ล่า องค์หญิงจึงต้องหาทางหลบหนีสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดจากน้ำมือของบุรุษเหี้ยมโหดผู้นี้ให้ได้ เรื่องราวความรักท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบในรูปแบบโรมานซ์ที่จบอย่างมีความสุข
หน้าปกนวนิยาย บุตรชายตัวน้อยของบัณฑิตจาง 1
8.2
อานนท์ ชายหนุ่มสู้ชีวิตจากบ้านเด็กกำพร้าที่ทำงานหนักจนเสียชีวิต ได้รับโอกาสเกิดใหม่ในร่างของ จางอี้หมิง เด็กน้อยวัย 5 ขวบในครอบครัวบัณฑิตจาง ทว่าโชคชะตาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อครอบครัวของเขาถูกบ้านหลักขับไล่ให้มาตกระกำลำบากในชนบท แม้จะได้มีพ่อแม่และย่าตามที่เคยใฝ่ฝัน แต่ความยากจนข้นแค้นกลับเป็นบททดสอบใหญ่ที่เขาต้องเผชิญ ชีวิตใหม่ครั้งนี้จึงกลายเป็นการต่อสู้ที่หนักหนายิ่งกว่าชาติก่อน เพื่อรักษาความอบอุ่นของครอบครัวที่เขาเพิ่งได้รับมาให้คงอยู่ตลอดไป
หน้าปกนวนิยาย เด็กสาวสกุลเซี่ย เซี่ยซูเหยา
9.7
เนเน่ เนตรนภา ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเพื่อนร่วมสาขา ทว่าวิญญาณของเธอกลับข้ามมิติมาสวมร่างของ เซี่ยซูเหยา เด็กสาววัยสิบขวบที่เพิ่งสิ้นลมจากอาการป่วยไข้ ในโลกใบใหม่นี้เธอไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มีทั้งบิดาผู้เปี่ยมเมตตา พร้อมด้วยพี่สาวและพี่ชายที่คอยดูแลเอาใจใส่และรักใคร่เธอเหนือสิ่งอื่นใด เนเน่ในร่างซูเหยาจึงต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ท่ามกลางความรักของครอบครัวที่พร้อมจะปกป้องเธอจากภยันตรายทั้งปวงในดินแดนแห่งนี้
หน้าปกนวนิยาย ผีผายามังกร
9.8
ชายหนุ่มผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ในดินแดนโบราณที่คล้ายคลึงกับพงศาวดารจีน ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยมรสุมตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งการสอบเข้าเป็นหมอหลวงในวัยสิบสี่ ต้องสูญเสียมารดาและคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ จนกระทั่งอายุยี่สิบหกเขากลับถูกส่งตัวไปสังเวยแก่เหล่าอสูรร้าย แม้จะรอดพ้นจากการถูกกินมาได้อย่างหวุดหวิด แต่สัตว์เทพเจ้าเล่ห์กลับไม่ยอมปล่อยมือ พยายามหาโอกาสเขมือบเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนแทบไม่มีเวลาหยุดพักหายใจ