
สาวใช้ของนายท่านคือปีศาจสาวตนหนึ่ง
ตอน 2
“ว่าแต่ เจ้าทำอะไรอยู่” เขาถามชะโงกหน้ามาดูกระดาษบนโต๊ะทำงานของสหายรัก เขาไม่เข้าใจรูปวาดเหล่านี้จนกว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปากอธิบาย แต่ก็ไม่เคยห้ามปรามขัดขวางเพราะแต่ละชิ้นที่ ‘ที่ปรึกษาหาน’หรือหานหรงเหยาคุณชายรองสกุลหานล้วนมีประโยชน์ต่อกิจการค่ายทหารประจำชายแดนตะวันตกของเขายิ่งนัก
“จากบันทึกที่อ่านมา ยามฤดูน้ำหลากมักมีเหตุดินถล่มตัดเส้นทาง ข้าคิดว่าจะหาเส้นทางสำรองอ้อมภูเขา หากมีเหตุไม่คาดฝันจะได้มีเส้นทางอื่นให้ใช้งาน หรือหากมีข้าศึกมาทิศทางนี้ สามารถใช้เส้นทางใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลศึกตีโอบเหล่าข้าศึกได้”
“ไม่เลว” ซุนเจ้าเฟิงพยักหน้ารับแล้วตบไหล่สหายเบาๆ “มาเถิด ข้ามีสุราดีจากเจียงหนานรอเจ้ามาลิ้มรสเป็นเพื่อนข้า”
ช่างเป็นของตอบแทนที่ข้าอยู่เฝ้าค่ายให้เสียจริง”
หานหรงเหยาแสร้งตัดพ้อ แต่เพราะสีหน้าเรียบนิ่งและท่าทางสูงส่งของเขานั้น คนฟังได้แต่โคลงศีรษะไปมา
“งานที่นี่ไม่มีอะไรมาก เจ้าพักที่จวนก็ได้ หากมีเรื่องเร่งด่วน ข้าจะให้คนไปเชิญเจ้าเอง”
องค์ชายสามกล่าวขณะเดินออกจากกระโจมพร้อมหานหรงเหยา บุรุษทั้งสองเดินผ่านเหล่าทหารที่ให้ความเคารพยำเกรง มิใช่เพราะฐานะตำแหน่งเท่านั้น แต่ซุนเจ้าเฟิงเป็นแม่ทัพที่รักพวกพ้อง ไม่ทิ้งพี่น้องไว้ด้านหลัง และเมื่อหานหรงเหยาเป็นสหายรักของแม่ทัพซุนมาเป็นที่ปรึกษา เขาไม่ถือยศศักดิ์ พูดจาเป็นกันเองกับเหล่าทหารไม่ว่าจะระดับใด ทำให้คนในค่ายให้เคารพและเทิดทูนยิ่งนัก
ทั้งสองควบอาชางามสง่ากลับมาที่จวน พ่อบ้านจูเส้ากันเห็นผู้เป็นนายกลับมาก็รีบสั่งบ่าวไพร่ให้ดูแลนายท่านทั้งสอง จูอี้ซิน หลานสาวพ่อบ้านจูยกมือขึ้นแตะทรงผมเพิ่มความมั่นใจแล้วเดินเข้าไปหมายปรนนิบัติองค์ชายสาม นางหวังใจว่าจะใช้รูปโฉมงดงามของตนไต่เต้ามีหน้ามีหน้าในเมืองหลวง ต่อให้เป็นเพียงอนุแต่ก็เป็นอนุขององค์ชายสาม นับว่าดีกว่าเป็นภรรยาชาวบ้านร้อยเท่าพันเท่า
“คารวะองค์ชายสาม ที่ปรึกษาหาน”
จูอี้ซินคาวรวะเต็มพิธีการ แต่บุรุษทั้งสองเพียงปรายตาเล็กน้อยแล้วเดินผ่านไปราวกับนางเป็นเพียงก้อนกรวดบนพื้น
...
พ่อบ้านจูส่ายหน้าไปมา เขาอับอายกับหลานสาวห่างๆ คนนี้นัก แต่จะทำอย่างไรได้ ภรรยาของเขาบังคับขู่เข็ญให้รับนางมาทำงานในจวน หากวันหน้าได้ดี ทั้งสองก็พลอยได้ดีไปด้วย แต่นางมาอยู่ที่นี่ครึ่งปีแล้ว ทั้งพยายามปีนป่ายขึ้นเตียงองค์ชายสามนับครั้งไม่ถ้วน เขาไม่ถูกองค์ชายสามขับไล่ก็นับว่าบุญแล้ว
“พ่อบ้านจู ให้คนเตรียมสุราอาหารไว้ที่ห้องตำรา ข้ากับที่ปรึกษาหานจะไปที่นั้น”
“ขอรับท่านแม่ทัพซุน” เนื่องจากซุนเจ้าเฟิงไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่าองค์ชาย แต่ยินดีให้เรียก ‘ท่านแม่ทัพซุน’ ซุนเจ้าเฟิงประจำการที่ชายแดนมาสามปี ทุกคนจึงคุ้นชินกับคำเรียกขานนี้
“ตัวข้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ข้าจะไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน อีกประเดี๋ยวค่อยกินข้าวดื่มสุราและคุยงานกันต่อที่ห้องตำรา” ซุนเจ้าเฟิงตบบ่าหานหรงเหยา
“ได้” หานหรงเหยาพยักหน้ารับแล้วเดินไปที่เรือนของตน
ซุนเจ้าเฟิงมองแผ่นหลังของสหายรักเผลอถอนหายใจอีกครั้ง คุณชายรองแห่งตระกูลหานแม้ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมดุจไข่ในหิน แต่ในวัยเด็ก ทั้งสองเป็นเด็กจึงซุกซนและเข้ากันได้เป็นอย่างดีจึงกลายเป็นสหายรักกัน แต่เดิมหานหรงเหยามิใช่คนเย็นชาเช่นนี้ แต่เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน หลัวซู่เหมย บุตรสาวภรรยาเอกใต้เท้าหลัวเสนาบดีกรมพระคลัง นางเป็นเด็กหญิงที่มีแววงดงามตั้งแต่อายุยังน้อย ตระกลูหลัวเชิญอาจารย์เก่งกาจให้สอนดนตรีและศิลปะแขนงต่างๆ แต่เพราะตระกูลหลัวและตระหานสนิทสนมกันมาหลายชั่วอายุคน เด็กๆ จึงพลอยได้สนิทกันไปด้วย ภาพคุณชายรองกับคุณหนูหลัวซู่เหมยยามเคียงข้างกันนั้นงดงามดุจภาพวาด เด็กหนุ่มเติบโตเป็นชายหนุ่มงามสง่า เด็กหญิงเติบโตเป็นหญิงสาวแสนงาม หลังจากเขาตัดสินใจเข้ากองทัพไม่นานก็ได้ยินว่าข่าวงานมงคล ทว่ากลับไม่ใช่สหายรักของเขาแต่กับเป็นหานลี่จู พี่ชายของหานหรงเหยา
และที่น่าปวดใจยิ่งกว่า หลัวซู่เหมยก็เต็มใจแต่งงานกับหานลี่จู
นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้หานหรงเหยาไม่เคยยิ้มอีก และทำให้เดินทางถึงเมืองผิงเหยา เพราะรู้ถึงปัญหาจึงไม่เอ่ยถามอะไร ฐานะของเขาสามารถดูแลสหายได้ แต่หานหรงเหยามิได้อยู่ที่นี่ทิ้งชีวิตไปวันๆ
ยังช่วยวิเคราะห์วางแผนเส้นทาง เป็นกุนซือหรือที่ปรึกษาในกองทัพ แต่ไม่ว่าอย่างไร หานหรงเหยาผู้มีใต้ใบหน้าดุจแผ่นน้ำแข็งก็ยังชอบพูดจาหยอกล้อประชดประชัน มีเพียงรอยยิ้มเท่านั้นที่จางหายไป
คุณอาจจะชอบ





