
เล่ห์บุรินทร์
ตอน 3
นั้น กว่าจะมาถึง อาคงไปไม่ทันนัดกันพอดี อาวานหมอกที รบกวนพาน้องติดรถไปด้วยได้ไหม บ้านอาน่ะทางผ่านหมอกอยู่นะ”
เขาตอบรับสั้น ๆ แบบเดิมว่า “ครับ”
สาริศาได้แต่ยืนนิ่ง มองบิดาที่เดินจากไปแล้ว หลังฝากเธอกลับบ้านกับคนที่ไม่ได้รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน
เขาบอกเธอด้วยท่าทีสุภาพว่าจะไปลาผู้ใหญ่ทางนั้น เห็นเดินหายไปทางกลุ่มที่ว่า ยืนคุยอยู่เป็นนาน จนเธอหมดความอดทน เริ่มหาหนทางกลับบ้านเอง เขาหันมามองแล้วยืนคุยอีกครู่แล้วถึงเดินกลับมา ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มอีกต่อไป ผายมือให้เดินนำไปยังประตูทางออกของห้องจัดเลี้ยง
พอพ้นประตูจนถึงลานจอดรถก็ค่อยแว่วเสียงเขาเอ่ยขึ้น
“พี่มาช้าไป เลยได้ที่จอดรถไกลหน่อย”
สาริศานึกค่อนคนพูด ทำมาพูดเหน็บใส่ รู้หรอกว่ากำลังว่าเธอแย่งที่จอดรถ
แล้วก็เลยนึกค่อนไปถึงบิดาด้วย
พานนึกค่อนรองเท้าคู่ใหม่ที่สวมอยู่นี่ด้วย เพราะกำลังเล่นงานเท้าเธอเข้าแล้ว จึงเดินได้ช้าลง เพราะถูกบีบ เสียดสีจนเจ็บไปหมด เดินไปก็ถอนหายใจไปพลาง ก้มมองเท้าตัวเองด้วยความสังเวชใจ พอเงยหน้าขึ้น ทันได้เห็นว่าเขามองลงมาพอดี ก็นึกเอะใจว่ามองอะไรของเขา
เลยก้มมองตาม ตาสะดุดเข้ากับร่องอกของตัวเอง แล้วก็นึกได้ว่ากระดุมเสื้อขาดไปสองเม็ด นี่ไม่ใช่ว่ามองหน้าอกของเธออยู่หรอกหรือ
ไอ้คนทุเรศ!
บุรินทร์เห็นแววตาของอีกฝ่ายแล้วก็ค่อยหันหน้าตรงอย่างเดิม มุมปากปรากฏรอยยิ้มเพียงนิดเดียวก่อนจางหายไป ถึงรถ เขาหยิบกุญแจออกมาปลดล็อก เดินไปเปิดประตูอีกฝั่งให้เธอขึ้นนั่ง เหมือนทำไปตามมารยาทมากกว่า
สาริศาหน้าตึงเล็กน้อย ขึ้นนั่งได้ก็ถอนใจเบา ๆ ขยับถอดรองเท้าออก ตามองสำรวจในรถด้วยความรู้สึกทึ่งนิด ๆ รถยุโรปคันใหญ่ แต่ไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างที่เคยเห็นบ่อย ๆ บนถนนเป็นยานพาหนะของเขาเอง สวยคลาสสิกทีเดียว
ดูแล้วเหมาะสมกันดี ทั้งคนแล้วก็รถ เก่าพอกัน
“บ้านที่ในซอย... หรือเปล่า”
เสียงเขาเอ่ยถามชื่อซอยทำลายความเงียบก่อนออกรถ เลยตอบเขาสั้น ๆ ไปว่าใช่ ตลอดเวลาชั่วโมงครึ่ง ไม่มีใครชวนใครคุย เขาเงียบ เธอเองก็เงียบ ได้แต่ภาวนาขอให้รถไม่ติด จะได้ถึงบ้านไว ๆ
รถออกนอกเมืองผ่านความพลุกพล่านวุ่นวายยามราตรี จนมาจอดลงที่หน้าบ้านของเธอในที่สุด
“จอดตรงนี้ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเดินเข้าไปเอง”
เขาไม่ได้จอดตามที่เธอบอก เห็นเอาหัวรถปักเข้าไปในช่องทางเข้าหน้าประตูรั้วเหล็ก พร้อมกับบีบแตรรถเรียกคนที่อยู่ด้านใน รอไม่นาน มีคนมาเปิดประตูให้ จึงพารถคลานเข้าไปจอดที่หน้าบ้าน
“ขอบคุณค่ะ”
สาริศาขอบคุณเขาแล้วรีบพาตัวเองลงไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะไวได้ หวังใจไว้ว่าคราวหน้าคงไม่ต้องเจอกันที่งานเลี้ยงไหนอีก
คิดอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นท้ายรถของเขาพ้นจากอาณาบริเวณบ้านไปแล้ว
“ใครมาส่งหรือคะ” เสียงถามดังมาจากทางด้านหลัง
สาริศาเดินเข้าไปคล้องแขนคนถาม พาเข้าบ้าน นั่งลงที่เก้าอี้โซฟาตัวใหญ่ด้วยกัน พร้อมกับคลายแขนที่คล้องออก โน้มตัวลงไปถอดรองเท้าเจ้ากรรม ลูบมือไปมาตรงที่ถูกรองเท้ากัด ใบหน้างามบึ้งตึงเล็กน้อย
“ป้าเยาขา ซินเจ็บจังเลย”
“ไหนคะ ให้ป้าดูหน่อย” ป้าพเยาพยายามจะช่วยดู แต่ติดพุงของแก ยังไม่เห็นหรอกว่าสาริศาเจ็บขนาดไหน ถึงอย่างนั้น แกก็ยังอุตส่าห์พาร่างอ้วนอมโรคกุลีกุจอจะลุกไปเอายามาทาให้ นึกได้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้อาบน้ำ จึงว่า “ไปอาบน้ำก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวป้าทายาให้”
สาริศายอมลุกแต่โดยดี แล้วเข้าไปคล้องแขนกับป้าพเยาอีกครั้ง อ้อนพร้อมระบายความอัดอั้นตันใจให้ฟัง “ซินเหนื่อยจังเลยค่ะ ซินแค่อยากช่วยงานคุณพ่อ แต่ซินไม่อยากไปงานเลี้ยงกับคุณพ่อเลย ซินจะบอกคุณพ่อยังไงดีคะ”
ป้าพเยาลูบศีรษะของเธอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู สาริศาไม่ใช่เด็กที่ดูอ่อนหวาน บอบบางเท่าไรนัก ออกจะดื้อรั้นด้วยซ้ำไป แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของบิดาได้ สรสิชสั่งให้ทำอะไร บุตรสาวก็มีแต่จะต้องทำตามเท่านั้น ตนเองก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร แล้วทวนถามหญิงสาวอีกครั้ง
“ยังไม่บอกป้าเลยว่าใครมาส่ง แล้วนี่รถหายไปไหนคะ ทำไมขับไปแล้วไม่ขับกลับมาด้วย”
“คุณพ่อเอารถซินไปค่ะ แล้วก็ให้เพื่อนคุณพ่อนั่นแหละมาส่ง”
“อีกแล้วหรือคะ” ถามอย่างไม่ใคร่สบายใจเท่าไรนัก “ตาเฒ่าหัวงูอีกหรือยังไงคะคราวนี้”
นึกถึงหน้าคนมาส่งแล้วก็ย่นจมูก ตอบรับป้าพเยาไปว่า “ใช่ค่ะ”
ตอนสาริศาจบมาใหม่ ๆ สรสิชพาออกงานเป็นว่าเล่น
ด้วยใบหน้างดงาม แววตาสุกใส ใครได้พบก็มักจะถูกตาต้องใจทั้งนั้น มีไม่น้อยที่เข้ามาทาบทามให้บุตรชายของตนเอง แต่มีอยู่ครั้งที่ทาบทามให้ตัวเองเลย อย่างเจ้าสัวคนดังคนนั้น
สรสิชเองก็ทำท่าพออกพอใจ จับลูกสาวใส่พานให้เจ้าสัวหัวหงอก ดีที่เมียคนที่สิบสี่ของเจ้าสัวมาโวยวายจนเสียเรื่องไปก่อน ไม่อย่างนั้น ป่านนี้คงได้ไปนอนในกรงทอง เป็นเมียคนที่สิบห้าไปแล้ว
คุณอาจจะชอบ





