ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย เมียบังหน้า

เมียบังหน้า

นิยายแนวโรแมนติกที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์อันขมขื่น เมื่อคนหนึ่งยังคงถลำลึกในความรัก แต่อีกฝ่ายกลับเลือกที่จะหันหลังให้ ความเสียใจที่กัดกินใจฝ่ายหนึ่งกลายเป็นความพึงพอใจของอีกฝ่ายอย่างน่าเจ็บปวด ในขณะที่คนหนึ่งยังคงจมปลักอยู่กับความคิดถึงที่แสนทรมาน อีกคนกลับเลือกทอดทิ้งความทรงจำเหล่านั้นไว้เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้อีกฝ่ายต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวเพียงลำพังในฐานะเมียบังหน้าที่มีเพียงความว่างเปล่า
ตอน
แชร์

ตอน 3

Part Cruz

วันนี้ครอบครัวของเรานัดทานข้าวเย็นที่บ้านของว่าที่เจ้าสาวและคงจะเป็นการดูตัวไปกลายๆ คุณพ่อคิดว่าผมจะไม่รู้ทันเหรอ?

"หลังลงจากรถก็ทำหน้าให้มันดีๆ ด้วย นี่ไม่ใช่คำขอแต่คือคำสั่งจากฉัน" ก็แหง่หน้าตาผมตอนนี้พร้อมเจอใครมาก ที่พ่อทำอยู่ผมอยากรู้ว่ามันต่างอะไรจากบังคับ

"คุณคะ" คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยกมือขึ้นวางทาบแขนของคุณพ่อเชิงห้ามปราบก่อนจะหันมาที่ผมพร้อมกับพยักหน้าอย่างสื่อความหมายก่อนที่ผมเองก็พยักหน้ารับเพื่อความสบายใจของคุณแม่เอง

"เอารถไปจอดแล้วรออยู่ด้านนอก มีอะไรจะเรียก" นายท่านพูดสั่งลูกน้องคนสนิทที่วันนี้อาสาขับรถมาให้ก่อนจะลงจากรถ

"สวัสดีค่ะ คุณท่านรออยู่ด้านในแล้วเชิญด้านนี้ค่ะ" ดูเหมือนจะเป็นแม่บ้านที่ออกมาต้อนรับราว 4-5 คน

'ดูให้เกียรติกันดีจังเลยนะครับ' ผมเพียงคิดในใจเท่านั้นคนที่จะดองกันปกติแล้วอีกครอบครัวมาก็ควรออกมาต้อนรับเองไม่ใช่หรือไง? ขนาดตอนนี้แค่เริ่มต้นองนะ

"สวัสดีครับ ขอโทษที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง พอดีหาเอกสารด่วนไม่เจอเลยออกไปไม่ทันแล้ว" เดินมาไม่นานมากก็เจอชายวัยกลางคนที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของคุณพ่อที่ท่านเคยพูดถึงและรู้สึกว่าจะเป็นว่าที่พ่อตาผมด้วย

"ไม่เป็นอะไรเลยครับ ทำตัวตามสบายเลยเพื่อนกันมาแต่นานไม่ถือตัวแล้วล่ะ" นี่ผมอยู่ท่ามกลางคนมีอายุระลึกความหลังหรือไงกัน

"เอ้อ..นี่ครูซ ลูกชาย" ผมชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกล่าวถึงก่อนจะคีพลุคตัวเองให้อยู่ในสภาพเพอร์เฟคสมหน้าสมตาครอบครัว

"สวัสดีครับคุณอา" แต่ก็ไม่ลืมเรื่องมารยาทนะ

"ไหว้พระเถอะหลาน โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อมากเลยนะ เหมือนพ่อไม่มีผิด" คุณอายกมือขึ้นรับไหว้พลางพูดชมไปด้วยส่วนผมก็ได้แต่ยิ้มให้ท่านไปตามมารยาท

"ก็ว่าไปนู่น แล้วหลานไปไหนล่ะ" หลังจากที่สังเกตมาสักพักตั้งแต่เดินเข้ามาก็ไม่เห็นเธอจริง ๆ อย่างคุณพ่อพูด

"เอ้อ เดี๋ยวก็ลงมาแล้ว...เราเข้าไปห้องอาหารกันเลยดีกว่า"

"ขอโทษนะครับห้องน้ำอยู่ทางไหนเหรอครับ ผมขอไปทำธุระส่วนตัวหน่อย" ทุกคนในบ้านหันมามองที่ผมเป็นตาเดียวก่อนที่เสียงป้าคนหนึ่งจะพูดขึ้นพลางชี้ไปอีกทางที่เหมือนจะเป็นปีกซ้าย?

"ด้านนี้เลยค่ะ"

"โอเค แล้วตามมานะหลาน" คุณอาพูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเข้าไปในห้องอาหารที่คาดว่าน่าจะถูกจัดเตรียมไว้แล้ว

"ครับคุณอา" เหลือบไปมองที่ผู้เป็นพ่อที่จ้องตาเขม็งใส่ ผมไม่ไปก่อเรื่องซะหน่อย บ้านหลังนี้ใหญ่มาก พอ ๆ กับโรงแรมห้าดาวขนาดกลาง ดีไซน์ออกแบบไปทางตะวันตกผสมไทยแท้ดูจากลวดลายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบางชิ้น เหมือนจะไม่ลงตัวแต่ก็ลงตัว

"ไม่ให้ใครเข้าที่นี่ก่อนได้รับอนุญาตนะครับ"

โทนสีห้องถือว่าสบายตาเป็นแบบที่ผมชอบ สถาปนิกคนนี้น่าจับตามองมากเลยนะถ้าได้รู้จักกันผมอาจจะให้เขาออกแบบบ้านให้ใหม่ก็เป็นได้ แต่เดี๋ยวนะ...เสียงใคร?

"ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทรา..."

อีกด้าน

เพราะวันนี้ครอบครัวนั้นจะมาทานมื้อเย็นที่บ้านเลยทำเอาวันทั้งวันของผมเเทบไม่ได้ขยับออกไปไหน

คุณพ่อเหมือนจะกักบริเวณก็ไม่เชิงแต่คือสั่งห้ามออกจากบ้านและมีคนคอยดูอยู่ตลอดเหมือนผมเป็นนักโทษ

คุณพ่อนะคุณพ่อรู้ว่าเราไม่โอเค แต่ก็ยังรับปากเขาอีกว่าจะแต่งงานด้วย ถ้าคุณแม่ยังอยู่คุณแม่ต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ

"อ่าว นี่เราเดินมาถึงห้องนี้เลยเหรอ" จากที่ผมเดินคิดอะไรมาเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ห้องรูปแล้ว

ห้องรูปเป็นห้องที่ผมจัดขึ้นเอง เป็นห้องที่รวบรวมรูปของความทรงจำที่ผมนั้นวาดขึ้นมาเอง มีทั้งหมด 2 โซนด้วยกัน

โซนแรกเป็นรูปวาดของคุณแม่ถึงท่านจะเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็กๆ แต่มันก็มีภาพในความทรงจำขึ้นมาลางๆ บวกกับรูปถ่ายตอนท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วก็มีรูปของคุณพ่อนิดหน่อยเพราะน้อยนิดที่ท่านจะมีเวลามานั่งนิ่งเป็นแบบให้วาด

โซนที่สองจะเป็นพวกดอกไม้ ดอกไม้ในจินตราการของผม ผมไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงไหม แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มันมีจริงๆ

และที่สำคัญมากๆ นอกจากคุณพ่อที่เข้ามาดูห้องนี้ได้ก็มีเพียงป้าจิ๋วคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้มาทำความสะอาด เพราะผมหวงห้องนี้แบบสุดๆ เลย

"กี่โมงแล้วเนี่ย สงสัยคงจะมากันแล้วไปดีกว่าเดี๋ยวคุณพ่อก็หาเรื่องเร่งวันเเต่งอีก" ยกนาฬิกาบนข้อมือเล็กขึ้นดูก็เห็นเวลาที่เลยนัดมาสักพักแล้วคาดเดาว่าอีกฝั่งก็น่าจะมาถึงแล้ว

"นั่นใคร?" ผมที่กำลังหันกลับหลังเดินออกจากห้องก็สะดุดตากับร่างสูงของใครบางคนที่ไม่ค่อยจะคุ้นหน้าเอาเสียด้วยซ้ำ หรือว่าจะเป็น....ต้องใช่แน่ ๆ แล้วมาทำอะไรที่นี่ เดินเล่นเป็นบ้านตัวเองเลยนะ!

คิดได้อย่างนั้นความคิดในหัวก็เชิดฉายขึ้นมาราวกับว่ามาแสงเทียนไขจุดประกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิดก็ไม่ปาน

"นี่มันพื้นที่ส่วนตัวนะเข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาตไม่ทราบ"

เอ้า! ยังไม่รู้ตัวอีกถ้าไม่รู้มาก่อนว่าคนบ้านนั้นจะมาคงคิดว่าโจรเป็นแน่ ดูท่าทางสิสำรวจช่องทางหลบหนีชัดๆ

"ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทรา..." เมื่ออีกคนหันมาสะงักใส่ผม ทำเอาผมที่ยืนอยู่ในห้องรูปถึงกับก้าวขาข้ามธรณีประตูออกไปดู

"ว่าไงครับ ที่นี่เป็นเขตห้ามเข้า ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้" ผมยังคงพูดกับคู่สนทนาด้วยความตึงขรึม

"พอดีผมกะจะมาเข้าห้องน้ำแต่คิดว่าต้องการอากาศบริสุทธิ์เลยเดินมาเเถวนี้ แต่เอ๊ะ...." เขาพูดบอกก่อนจะเอะใจอะไรสักอย่างเมื่อเห็นหน้าผม

"เอ๊ะอะไรของคุณ หน้าผมไปเหมือนคนรู้จักคุณงั้นเหรอ?"

เจ้าตัวดูเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูดบอกเลยสักนิดก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปในห้องที่ผมเพิ่งออกมาเมื่อกี้แทน

"รูปสวยดีนะครับ"

"เสียมารยาท! ใครอนุญาตให้คุณดู" คนอะไรก็บอกไปอยู่ว่าที่นี่เป็นที่ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตไง

“ฉันขอเข้าไปดูหน่อยได้ไหม" ท่าจะฟังคำคนไม่รู้เรื่อง

"......." ผมมองคนตรงหน้าอย่างนึกสงสัยเกรงว่าอีกคนจะมาไม้ไหนหรือเปล่า

"อีกหน่อยฉันก็จะเป็นเขยบ้านนี้แล้วและก็เป็นพี่เขยหรือน้องเขย? อันนี้ฉันไม่แน่ใจยังไงฉันขอเข้าไปดูหน่อยนะ"

"ดูอย่างเดียวนะอย่าจับ อย่าแตะต้องเด็ดขาด" ผมพูดออกคำสั่งเชิงชี้นิ้วกำชับก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้ารับและก็เป็นผมที่เดินนำอีกคนเข้าไปด้านในห้องรูป

"รูปพวกนี้สวยจังเลยนะครับ อันนี้รูปใครเหรอ?" หลังจากที่เราเดินชมรูปมาสักพักและมาหยุดอยู่ที่หน้ารูปวาดของคุณแม่

"รูปแม่น่ะ ผมวาดรูปท่านทุกปีในวันครบรอบที่ท่านเสีย" ทุกครั้งที่ผมนึกถึงเรื่องนี้เสียงและสายตาก็จะดูดรอปลงทันทีให้เห็นถึงความเศร้าในใจไม่ว่ากี่ปีผมก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีแต่ถึงอย่างนั้น แม่ก็ไม่กลับมาหาผมและพ่ออีกแล้ว

"เสียใจด้วยนะ ว่าแต่นายวาดเองทั้งหมดเลยเหรอ เก่งจังเลยนะ" หันไปมองร่างสูงที่กล่าวแสดงความเสียใจแต่เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว ผมก็โอเคขึ้นบ้างแล้วด้วย

"แม่สวย ฝีมือผมไม่เท่าไหร่หรอก" ผมพูดบอกไปพลางยิ้มอ่อนให้กับรูปวาดของตัวเอง

"นายดูรักแม่มากเลยนะ"

"รักสิ รักมากเลยแต่เราทำบุญกันมาน้อยไปหน่อย" พูดไปก็ทำเอาน้ำตาจะไหลตลอดพลางทำคนข้าง ๆ เงียบไปด้วย

"......."

"แล้วก็อีกเรื่องนะ ผมไม่มีน้องหรือพี่อะไรทั้งนั้นแหละ ผมเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อคุณแม่" พูดขึ้นเปลี่ยนบรรยากาศเงียบภายในห้องถึงเรื่องของเรา ผมและเขาคนนี้

"หมายความว่าไง" อีกคนที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในตอนแรกและดูเข้าใจในเวลาต่อมาถึงกับแสดงสีหน้าเหว๋อออกมาให้เห็นพลางมองมาที่ผมอย่างต้องการคำยืนยัน

"ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอกผมก็ตกใจไม่ต่างจากคุณเลยที่รู้เรื่อง เอาเป็นว่าเราต้องขัดพวกท่านทั้งคู่ก่อน เผื่อว่า...มันจะทำให้ท่านคิดใหม่อีกครั้ง เราจะได้ไม่ต้องแต่งงานกัน" อยู่จากสีหน้าแล้วคงตกใจแบบตันในสุดๆ ถึงจะแสดงออกทางสีหน้าไม่มากแต่ผมก็เข้าใจแหละ

"........"

"หยุดตกใจแล้วก็ไปกินข้าวเถอะ ท่านคงรอกันนานแล้วและผมจะเปิดประเด็นเองหลังกินข้าวเสร็จเราต้องช่วยกันพูด" ผมพูดบอกอีกคนก่อนจะก้าวขาเรียวเดินนำเขาไปที่ห้องอาหารแต่ก็หยุดเสียก่อนเมื่อประโยคหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

"ไม่ได้หรอก...พ่อบอกว่าถ้าฉันไม่ยอมแต่งงานก็จะตัดพ่อลูกกัน ฉันรู้จักพ่อตัวเองดีว่าท่านเป็นคนทำจริง"

"มันถึงขั้นต้องตัดพ่อตัดลูกเลยเหรอ" ผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะใหญ่ขนาดนี้เลยด้วยซ้ำการที่พ่อลูกจะตัดขาดกันมันเป็นปัญหาระดับชาติเลยนะ

"ใช่และนายก็ต้องช่วยฉัน" ยังไงนะผมไม่ได้ยินอะไรผิดไปใช่ไหม?

"ทำไมผมต้องช่วยคุณ"

"ฉันรู้ว่านายเองก็คงขัดพ่อนายไม่ได้เหมือนกัน ไม่งั้นวันนี้ครอบครัวของฉันคงไม่ได้มากินข้าวที่บ้านหลังนี้ ฉันพูดอะไรผิดไปไหม?" ก็ถูกหมดทุกอย่าง

"ก็ใช่...แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อผมเองก็ไม่อยากแต่งงานและคุณเองก็คงคิดเหมือนกัน" ถอนหายใจออกมากเฮือกใหญ่ปล่อยทิ้งความอึดอัดในใจก่อนจะยกแขนเล็กขึ้นกอดอก

"แต่เพราะเราขัดท่านไม่ได้ไงแล้วถ้าเราแต่งงานกันล่ะ?" คนฟังอย่างผมถึงกับขมวดคิ้วเอียงคอมองในคำพูดของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

"หมายความว่าไง? ผมไม่เอาด้วยหรอกนะอิสระที่หายไป ความเป็นส่วนตัวที่หายไปอีก ผมยังใช้ชีวิตไม่เต็มที่เลยแล้วไหนจะเรื่องที่เราทั้งคู่เป็นผู้ชายอีก" ผมพูดบอกพลางเดินออกมายืนหน้ากระจกใสข้างห้องที่มองทะลุสวนดอกไม้ข้างบ้าน

"งั้นเอาแบบนี้ ถ้าเราขัดเรื่องแต่งงานกันไม่ได้งั้นก็แต่งๆ ไปเลยให้ครอบครัวเราตายใจแต่อิสระของเราทั้งคู่จะยังคงเหมือนเดิม ชีวิตก็ยังเป็นของนาย ชีวิตฉันก็ยังเป็นของฉันแล้วเมื่อถึงเวลาเราจะหย่ากันทันทีที่มีโอกาส"

"........." ครุ่นคิดอยู่นานกับคำพูดในข้อเสนอของอีกฝ่าย มันจะราบรื่นขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ผมก็รับข้อเสนอนี้ถึงมันจะไม่ได้เต็มใจ 100% แต่ตอนนี้มันมีทางเลือกไม่มากสำหรับเราทั้งคู่ ดังนั้นลองตามน้ำไปก่อนแล้วกัน

"อ่าวตาครูซไปห้องน้ำซะนานเลยลูก เอ๊ะนั่น...." ทันทีที่เข้ามาในห้องอาหารหญิงวัยกลางคนที่รู้สึกจะพูดไทยไม่ค่อยชัดเพราะรูปร่างหน้าตาผิดไปจากคนไทยแท้ พูดทักคนข้างๆ ที่เดินมาพร้อมผม

'ครูซ' งั้นเหรอ คุยกันมาก็นานพอสมควรแต่ไม่ได้ถามชื่อมารู้อีกทีก็เมื่อกี้

"สวัสดีครับ สวัสดีครับ" ยกมือขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่ไม่ได้เห็นหน้ากันนานจนเกือบจำไม่ได้แต่ก็พอรู้ว่าต้องเป็นลุงเจตน์และป้าฟารอสแน่ๆ

"ดีนไงครับ" ก่อนที่คุณพ่อจะแนะนำผมให้ทั้งคู่รู้จัก ผมและเขาเดินไปนั่งที่ประจำโดยมีร่างสูงยกเก้าอี้ให้และไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ

"โตแล้วทำไมน่ารักขนาดนี้ลูก" น่ารักงั้นเหรอ

"แต่ทำไมทั้งสองคนถึงมาด้วยกันและไปรู้จักกันตอนไหน"

"พอดีว่าผมไปเข้าห้องน้ำมาเลยถือวิสาสะเดินชมบ้าน แล้วเจอน้องเข้าพอดี" ร่างสูงเป็นคนตอบคำถามของผู้เป็นแม่ก่อนจะหันมาตักกับข้าวอะไรสักอย่างใส่จานให้ผม

"ดีเลยจะได้สนิทกันเร็วๆ" อันนี้พ่อของผมพูดเสริม

"ขอบคุณครับ" ผมกล่าวขอบคุณตามมารยาท แต่ผมมีมือนะความจริง

"เด็กๆ ดูสนิทกันเร็วขนาดนี้ผมก็วางใจ" ก็แหง่แหละครับ

"ลูกๆ คงรู้กันแล้วใช่ไหมเรื่องระหว่างพวกลูกสองคน"

"ครับ/ครับ"

"ส่วนเรื่องงานแต่งพ่อจะรีบให้คนไปดูฤกษ์ให้เร็วที่สุดแล้วจะมาบอกลูกๆ ทีหลัง" คุณพ่อพูดบอกครั้ง ย้ำว่าเร็วที่สุดด้วยนะ

"ระหว่างนี้ก็ทำความรู้จักกันไปก่อนนะ" เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะครับสองครอบครัวนี้เนี่ย

"งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ ให้พี่มารับไปช้อปปิ้งดีไหมหนูดีน พอดีว่าเพื่อนป้าเปิดร้านใหม่ ฝากตาครูซไปเยี่ยมเยือนหน่อยแล้วจะได้ถือโอกาสพาหนูไปเที่ยวด้วย" ดีนเอ้ย มึงกำลังทำอะไรอยู่กันแน่วะ เถียงออกไปสิว่าไม่ไป เถียงออกไป

"ครับคุณป้า"

"มันต้องแบบนี้สิ น่ารักจังเลยนะคะคุณ" เธอหันไปชมผมกับสามีที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่างจากผมที่ตอนนี้อยากจะทึ้งหัวตัวเองที่สุด

"มื้อนี้อร่อยมากเลยครับขอบคุณจริงๆ ได้ทั้งอิ่มท้องได้ทั้งการทั้งงาน คุ้มสุดๆ ไปเลย" หลังจากที่มื้อเย็นผ่านไป เราสองคนได้ขอออกไปเดินย่อยในสวนข้างบ้านและปล่อยให้ผู้ใหญ่พูดคุยเรื่องงานต่อ

ส่วนเขาที่ชื่อครูซ นอกจากแผนการเรื่องเเต่งงานแล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยจริงๆ แต่ก็ดีแล้วล่ะ...

"ยินดีมากครับเพราะยังไงต่อไปคงได้มาที่นี่บ่อยขึ้น" ตอนนี้ผมและคุณพ่อเดินออกมาเพื่อส่งครอบครัวของคุณลุงกลับบ้านเมื่อทุกฝ่ายพูดคุยกันสมเวลาและผมที่ตอนนี้กำลังเดินอยู่ข้างๆ ร่างสูง

คนอะไรสูงเป็นบ้า ทำผมที่สูง 160 ซม. ดูเตี้ยต่ำดินไปเลย

"เดี๋ยวต้องขอตัวกลับก่อนมางานอีกเยอะให้เคลียร์เต็มไปหมด"

"งั้นส่งตรงนี้เลยนะ" คุณพ่อพูดบอกก่อนที่ผมจะปลีกตัวออกมายืนข้างๆ ท่านแทน

"สวัสดีครับคุณลุง คุณป้า" ผมยกมือขึ้นกราบลาคุณลุงและคุณป้าก่อนที่สายตาจะไปมองที่ร่างสูงของอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันกับครอบครัวเขา

"แล้วเจอกันนะลูก" คุณป้าวันนี้ที่รู้สึกจะคึกคักเป็นพิเศษพูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะเดินขึ้นรถไป

ผมยืนอยู่หน้าบ้านมองรถคันหรูพร้อมรถอีกสองสามคันที่ประกบหน้าท้ายก็พอจะเดาออกว่าความปลอดภัยไม่ค่อยมีเหมือนกับครอบครัวเราที่ต้องค่อยมีรถประกบตลอดแบบนี้

"เข้าบ้านได้แล้วนะลูก" จะว่าไป เรื่องที่เขาบอกกับผมทำเอาเรายืนคิดได้เพลินๆ เหมือนกันนะ จนรถลับสายตาแล้วถ้าคุณพ่อไม่เรียกคงได้ยืนคุยกับยุงทั้งคืน

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย พี่ชายเพื่อน
9.1
เธอมีแฟนมาแล้วหลายคนก็จริง แต่ไม่เคยมีสักคนที่จะได้แอ้มเธอ แต่ไหงกลับกลายเป็นพี่ชายของเพื่อนกันที่ทำลายความบริสุทธิ์ของเธอไปได้เล่า! ไม่ใช่เธอไม่อยากมีแฟนเสียหน่อย แต่มีแล้วก็ไม่ได้อยากปล่อยเนื้อปล่อยตัวนะ! --------------------------------- คุณเชื่อเรื่อง 'ตกหลุมรัก' ตั้งแต่แรกพบหรือไม่ มันมีอยู่จริงหรือ กับรักแรกพบที่มาพร้อมกับสัมพันธ์ที่เร่าร้อน! เซนนิก้า นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเกิดอาการแปลกๆ เมื่อได้เห็นวงหน้าของเธอ คุณหนูเชอเอม แต่เขาแค่เพียงหวังจะเครมเธอเท่านั้น เพราะเหยื่อยังไงก็คือเหยื่อ ทว่าไม่รู้ว่าใครลิขิตหรือกลั่นแกล้งกันแน่ ลิขิตให้คนทั้งสองคือรักแรกพบ! เรือนร่างที่เสียให้กับเขาเป็นคนแรกที่ได้แอ้มเธอคือกำไร หวั่นไหวคือโบนัส ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งอย่างเร่าร้อนที่เริ่มง่ายก้จบงาน แต่เชอเอมไม่จบ! ทว่า เขาก็ไม่จบเช่นกันเมื่อก้อนเนื้อในอกยังคงเรียกร้องหาเธอไม่ต่างกันกับเธอ
หน้าปกนวนิยาย ขย่มรักเพื่อนพ่อ
8.2
น้ำหวานต้องเผชิญกับสัมผัสอันเร่าร้อนจากเสี่ยรุตน์ เพื่อนรุ่นน้องของพ่อที่จู่โจมเข้าหาอย่างหิวกระหาย เขาซุกไซ้และลิ้มลองความนวลเนียนของยอดอกสีชมพูที่ยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อนอย่างหนักหน่วง เสียงดูดกลืนที่ดังเป็นจังหวะกระตุ้นความเสียวซ่านให้พุ่งพล่านจนหญิงสาวแทบจะยืนไม่อยู่ แม้พยายามข่มกลั้นเสียงครางแต่ร่างกายกลับสั่นสะท้านตอบรับความดิบเถื่อนนั้นอย่างไม่อาจต้านทานได้ นำไปสู่บทรักที่เต็มไปด้วยความรัญจวนใจและตื่นเต้นเกินกว่าจะหยุดยั้ง
หน้าปกนวนิยาย เมื่อรักดับ แค้นก็เริ่ม
8.9
หลังสูญเสียลูกชายจากเหตุชนแล้วหนี เอวา นักข่าวสาวกลับถูกเดวิดสามีอัยการร่วมมือกับคารินผู้ก่อเหตุใส่ร้ายจนต้องติดคุกสามปี เธอเสียลูกอีกคนในเรือนจำขณะที่เพื่อนรักหักหลังเข้าข้างศัตรู เมื่อพ้นโทษเอวาพบว่าเดวิดสร้างครอบครัวใหม่กับคารินอย่างหน้าไม่อาย แผนทวงคืนความยุติธรรมจึงเริ่มขึ้นท่ามกลางความแค้นที่สุมอกเพื่อทำลายทุกคนที่พรากทุกสิ่งไปจากเธอและลูกชายในกองเพลิงแห่งความริษยาและอำนาจมืดที่บิดเบือนความจริง
หน้าปกนวนิยาย ไร่รักที่พักใจ
8.0
เมื่อพินัยกรรมระบุเงื่อนไขสุดหินให้เธอต้องเข้ามารับช่วงต่อไร่ทระนงนับพันไร่ โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือพ่อเลี้ยงกรวีร์ ชายหนุ่มลึกลับที่เธอตราหน้าว่าเป็นตาแก่จอมละโมบหวังฮุบสมบัติ หากเธอไม่สามารถบริหารจัดการให้ได้กำไรมากกว่าเขา ไร่แห่งความทรงจำของพ่อแม่จะต้องตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์ เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ฝีมือและปกป้องมรดกชิ้นสุดท้ายนี้ไว้ให้ได้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจที่ดูอันตรายกว่าที่คิดก็ตาม
หน้าปกนวนิยาย อลเวงหัวใจพบรัก
9.3
ปราโมทย์เจ้าของโรงแรมหนุ่มผู้มั่งคั่งเบื่อหน่ายกับบรรดาสาวๆ ที่คอยรุมล้อม เขาจึงตัดสินใจจ้างเมธาวีพนักงานใหม่วัยยี่สิบสองปีที่เพิ่งเริ่มงานให้มารับบทเป็นคนคอยกันท่าผู้หญิงเหล่านั้น แม้เมธาวีจะทำงานไม่เก่งแต่เธอก็มีความสามารถในการเจรจาเป็นเลิศ ทว่าความใกล้ชิดในภารกิจกำมะลอนี้กลับทำให้ปราโมทย์รู้สึกเหมือนถูกเธอปั่นหัวและลวนลามอยู่บ่อยครั้งจนเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าในเกมรักครั้งนี้ใครจะเป็นฝ่ายได้กำไรหรือขาดทุนกันแน่ในความสัมพันธ์สุดอลเวง
หน้าปกนวนิยาย House of Cursed : เคหาสน์สาปรัก
8.3
งานวิวาห์ที่ควรจะเต็มไปด้วยความสุขกลับกลายเป็นความทุกข์ระทม เมื่อเจ้าสาวต้องเข้าพิธีกับพิมาน ชายหนุ่มแสนดีที่เธอผูกพันเพียงฐานะพี่ชายแต่ไม่อาจรักได้ในเชิงชู้สาว หัวใจของเธอถูกมอบให้ชายอีกคนผู้เป็นรักแรกและคนเดียวที่ทำให้โลกสดใส แม้คนรอบข้างจะมองไม่เห็นความเหมาะสม แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงความจริงใจและอ้อมกอดอันอบอุ่นที่เขามีให้เสมอ ท่ามกลางความกดดันจากความคาดหวังของผู้อื่น เธอต้องเผชิญกับความสับสนในชีวิตที่ไร้รักและโหยหาเพียงชายผู้เป็นเจ้าของคำหวานในนิทานที่เธอเคยฟัง