
เมียบังหน้า
ตอน 3
Part Cruz
วันนี้ครอบครัวของเรานัดทานข้าวเย็นที่บ้านของว่าที่เจ้าสาวและคงจะเป็นการดูตัวไปกลายๆ คุณพ่อคิดว่าผมจะไม่รู้ทันเหรอ?
"หลังลงจากรถก็ทำหน้าให้มันดีๆ ด้วย นี่ไม่ใช่คำขอแต่คือคำสั่งจากฉัน" ก็แหง่หน้าตาผมตอนนี้พร้อมเจอใครมาก ที่พ่อทำอยู่ผมอยากรู้ว่ามันต่างอะไรจากบังคับ
"คุณคะ" คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยกมือขึ้นวางทาบแขนของคุณพ่อเชิงห้ามปราบก่อนจะหันมาที่ผมพร้อมกับพยักหน้าอย่างสื่อความหมายก่อนที่ผมเองก็พยักหน้ารับเพื่อความสบายใจของคุณแม่เอง
"เอารถไปจอดแล้วรออยู่ด้านนอก มีอะไรจะเรียก" นายท่านพูดสั่งลูกน้องคนสนิทที่วันนี้อาสาขับรถมาให้ก่อนจะลงจากรถ
"สวัสดีค่ะ คุณท่านรออยู่ด้านในแล้วเชิญด้านนี้ค่ะ" ดูเหมือนจะเป็นแม่บ้านที่ออกมาต้อนรับราว 4-5 คน
'ดูให้เกียรติกันดีจังเลยนะครับ' ผมเพียงคิดในใจเท่านั้นคนที่จะดองกันปกติแล้วอีกครอบครัวมาก็ควรออกมาต้อนรับเองไม่ใช่หรือไง? ขนาดตอนนี้แค่เริ่มต้นองนะ
"สวัสดีครับ ขอโทษที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง พอดีหาเอกสารด่วนไม่เจอเลยออกไปไม่ทันแล้ว" เดินมาไม่นานมากก็เจอชายวัยกลางคนที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของคุณพ่อที่ท่านเคยพูดถึงและรู้สึกว่าจะเป็นว่าที่พ่อตาผมด้วย
"ไม่เป็นอะไรเลยครับ ทำตัวตามสบายเลยเพื่อนกันมาแต่นานไม่ถือตัวแล้วล่ะ" นี่ผมอยู่ท่ามกลางคนมีอายุระลึกความหลังหรือไงกัน
"เอ้อ..นี่ครูซ ลูกชาย" ผมชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกล่าวถึงก่อนจะคีพลุคตัวเองให้อยู่ในสภาพเพอร์เฟคสมหน้าสมตาครอบครัว
"สวัสดีครับคุณอา" แต่ก็ไม่ลืมเรื่องมารยาทนะ
"ไหว้พระเถอะหลาน โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อมากเลยนะ เหมือนพ่อไม่มีผิด" คุณอายกมือขึ้นรับไหว้พลางพูดชมไปด้วยส่วนผมก็ได้แต่ยิ้มให้ท่านไปตามมารยาท
"ก็ว่าไปนู่น แล้วหลานไปไหนล่ะ" หลังจากที่สังเกตมาสักพักตั้งแต่เดินเข้ามาก็ไม่เห็นเธอจริง ๆ อย่างคุณพ่อพูด
"เอ้อ เดี๋ยวก็ลงมาแล้ว...เราเข้าไปห้องอาหารกันเลยดีกว่า"
"ขอโทษนะครับห้องน้ำอยู่ทางไหนเหรอครับ ผมขอไปทำธุระส่วนตัวหน่อย" ทุกคนในบ้านหันมามองที่ผมเป็นตาเดียวก่อนที่เสียงป้าคนหนึ่งจะพูดขึ้นพลางชี้ไปอีกทางที่เหมือนจะเป็นปีกซ้าย?
"ด้านนี้เลยค่ะ"
"โอเค แล้วตามมานะหลาน" คุณอาพูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเข้าไปในห้องอาหารที่คาดว่าน่าจะถูกจัดเตรียมไว้แล้ว
"ครับคุณอา" เหลือบไปมองที่ผู้เป็นพ่อที่จ้องตาเขม็งใส่ ผมไม่ไปก่อเรื่องซะหน่อย บ้านหลังนี้ใหญ่มาก พอ ๆ กับโรงแรมห้าดาวขนาดกลาง ดีไซน์ออกแบบไปทางตะวันตกผสมไทยแท้ดูจากลวดลายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบางชิ้น เหมือนจะไม่ลงตัวแต่ก็ลงตัว
"ไม่ให้ใครเข้าที่นี่ก่อนได้รับอนุญาตนะครับ"
โทนสีห้องถือว่าสบายตาเป็นแบบที่ผมชอบ สถาปนิกคนนี้น่าจับตามองมากเลยนะถ้าได้รู้จักกันผมอาจจะให้เขาออกแบบบ้านให้ใหม่ก็เป็นได้ แต่เดี๋ยวนะ...เสียงใคร?
"ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทรา..."
อีกด้าน
เพราะวันนี้ครอบครัวนั้นจะมาทานมื้อเย็นที่บ้านเลยทำเอาวันทั้งวันของผมเเทบไม่ได้ขยับออกไปไหน
คุณพ่อเหมือนจะกักบริเวณก็ไม่เชิงแต่คือสั่งห้ามออกจากบ้านและมีคนคอยดูอยู่ตลอดเหมือนผมเป็นนักโทษ
คุณพ่อนะคุณพ่อรู้ว่าเราไม่โอเค แต่ก็ยังรับปากเขาอีกว่าจะแต่งงานด้วย ถ้าคุณแม่ยังอยู่คุณแม่ต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ
"อ่าว นี่เราเดินมาถึงห้องนี้เลยเหรอ" จากที่ผมเดินคิดอะไรมาเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ห้องรูปแล้ว
ห้องรูปเป็นห้องที่ผมจัดขึ้นเอง เป็นห้องที่รวบรวมรูปของความทรงจำที่ผมนั้นวาดขึ้นมาเอง มีทั้งหมด 2 โซนด้วยกัน
โซนแรกเป็นรูปวาดของคุณแม่ถึงท่านจะเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็กๆ แต่มันก็มีภาพในความทรงจำขึ้นมาลางๆ บวกกับรูปถ่ายตอนท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วก็มีรูปของคุณพ่อนิดหน่อยเพราะน้อยนิดที่ท่านจะมีเวลามานั่งนิ่งเป็นแบบให้วาด
โซนที่สองจะเป็นพวกดอกไม้ ดอกไม้ในจินตราการของผม ผมไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงไหม แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มันมีจริงๆ
และที่สำคัญมากๆ นอกจากคุณพ่อที่เข้ามาดูห้องนี้ได้ก็มีเพียงป้าจิ๋วคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้มาทำความสะอาด เพราะผมหวงห้องนี้แบบสุดๆ เลย
"กี่โมงแล้วเนี่ย สงสัยคงจะมากันแล้วไปดีกว่าเดี๋ยวคุณพ่อก็หาเรื่องเร่งวันเเต่งอีก" ยกนาฬิกาบนข้อมือเล็กขึ้นดูก็เห็นเวลาที่เลยนัดมาสักพักแล้วคาดเดาว่าอีกฝั่งก็น่าจะมาถึงแล้ว
"นั่นใคร?" ผมที่กำลังหันกลับหลังเดินออกจากห้องก็สะดุดตากับร่างสูงของใครบางคนที่ไม่ค่อยจะคุ้นหน้าเอาเสียด้วยซ้ำ หรือว่าจะเป็น....ต้องใช่แน่ ๆ แล้วมาทำอะไรที่นี่ เดินเล่นเป็นบ้านตัวเองเลยนะ!
คิดได้อย่างนั้นความคิดในหัวก็เชิดฉายขึ้นมาราวกับว่ามาแสงเทียนไขจุดประกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิดก็ไม่ปาน
"นี่มันพื้นที่ส่วนตัวนะเข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาตไม่ทราบ"
เอ้า! ยังไม่รู้ตัวอีกถ้าไม่รู้มาก่อนว่าคนบ้านนั้นจะมาคงคิดว่าโจรเป็นแน่ ดูท่าทางสิสำรวจช่องทางหลบหนีชัดๆ
"ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทรา..." เมื่ออีกคนหันมาสะงักใส่ผม ทำเอาผมที่ยืนอยู่ในห้องรูปถึงกับก้าวขาข้ามธรณีประตูออกไปดู
"ว่าไงครับ ที่นี่เป็นเขตห้ามเข้า ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้" ผมยังคงพูดกับคู่สนทนาด้วยความตึงขรึม
"พอดีผมกะจะมาเข้าห้องน้ำแต่คิดว่าต้องการอากาศบริสุทธิ์เลยเดินมาเเถวนี้ แต่เอ๊ะ...." เขาพูดบอกก่อนจะเอะใจอะไรสักอย่างเมื่อเห็นหน้าผม
"เอ๊ะอะไรของคุณ หน้าผมไปเหมือนคนรู้จักคุณงั้นเหรอ?"
เจ้าตัวดูเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูดบอกเลยสักนิดก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปในห้องที่ผมเพิ่งออกมาเมื่อกี้แทน
"รูปสวยดีนะครับ"
"เสียมารยาท! ใครอนุญาตให้คุณดู" คนอะไรก็บอกไปอยู่ว่าที่นี่เป็นที่ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตไง
“ฉันขอเข้าไปดูหน่อยได้ไหม" ท่าจะฟังคำคนไม่รู้เรื่อง
"......." ผมมองคนตรงหน้าอย่างนึกสงสัยเกรงว่าอีกคนจะมาไม้ไหนหรือเปล่า
"อีกหน่อยฉันก็จะเป็นเขยบ้านนี้แล้วและก็เป็นพี่เขยหรือน้องเขย? อันนี้ฉันไม่แน่ใจยังไงฉันขอเข้าไปดูหน่อยนะ"
"ดูอย่างเดียวนะอย่าจับ อย่าแตะต้องเด็ดขาด" ผมพูดออกคำสั่งเชิงชี้นิ้วกำชับก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้ารับและก็เป็นผมที่เดินนำอีกคนเข้าไปด้านในห้องรูป
"รูปพวกนี้สวยจังเลยนะครับ อันนี้รูปใครเหรอ?" หลังจากที่เราเดินชมรูปมาสักพักและมาหยุดอยู่ที่หน้ารูปวาดของคุณแม่
"รูปแม่น่ะ ผมวาดรูปท่านทุกปีในวันครบรอบที่ท่านเสีย" ทุกครั้งที่ผมนึกถึงเรื่องนี้เสียงและสายตาก็จะดูดรอปลงทันทีให้เห็นถึงความเศร้าในใจไม่ว่ากี่ปีผมก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีแต่ถึงอย่างนั้น แม่ก็ไม่กลับมาหาผมและพ่ออีกแล้ว
"เสียใจด้วยนะ ว่าแต่นายวาดเองทั้งหมดเลยเหรอ เก่งจังเลยนะ" หันไปมองร่างสูงที่กล่าวแสดงความเสียใจแต่เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว ผมก็โอเคขึ้นบ้างแล้วด้วย
"แม่สวย ฝีมือผมไม่เท่าไหร่หรอก" ผมพูดบอกไปพลางยิ้มอ่อนให้กับรูปวาดของตัวเอง
"นายดูรักแม่มากเลยนะ"
"รักสิ รักมากเลยแต่เราทำบุญกันมาน้อยไปหน่อย" พูดไปก็ทำเอาน้ำตาจะไหลตลอดพลางทำคนข้าง ๆ เงียบไปด้วย
"......."
"แล้วก็อีกเรื่องนะ ผมไม่มีน้องหรือพี่อะไรทั้งนั้นแหละ ผมเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อคุณแม่" พูดขึ้นเปลี่ยนบรรยากาศเงียบภายในห้องถึงเรื่องของเรา ผมและเขาคนนี้
"หมายความว่าไง" อีกคนที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในตอนแรกและดูเข้าใจในเวลาต่อมาถึงกับแสดงสีหน้าเหว๋อออกมาให้เห็นพลางมองมาที่ผมอย่างต้องการคำยืนยัน
"ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอกผมก็ตกใจไม่ต่างจากคุณเลยที่รู้เรื่อง เอาเป็นว่าเราต้องขัดพวกท่านทั้งคู่ก่อน เผื่อว่า...มันจะทำให้ท่านคิดใหม่อีกครั้ง เราจะได้ไม่ต้องแต่งงานกัน" อยู่จากสีหน้าแล้วคงตกใจแบบตันในสุดๆ ถึงจะแสดงออกทางสีหน้าไม่มากแต่ผมก็เข้าใจแหละ
"........"
"หยุดตกใจแล้วก็ไปกินข้าวเถอะ ท่านคงรอกันนานแล้วและผมจะเปิดประเด็นเองหลังกินข้าวเสร็จเราต้องช่วยกันพูด" ผมพูดบอกอีกคนก่อนจะก้าวขาเรียวเดินนำเขาไปที่ห้องอาหารแต่ก็หยุดเสียก่อนเมื่อประโยคหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
"ไม่ได้หรอก...พ่อบอกว่าถ้าฉันไม่ยอมแต่งงานก็จะตัดพ่อลูกกัน ฉันรู้จักพ่อตัวเองดีว่าท่านเป็นคนทำจริง"
"มันถึงขั้นต้องตัดพ่อตัดลูกเลยเหรอ" ผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะใหญ่ขนาดนี้เลยด้วยซ้ำการที่พ่อลูกจะตัดขาดกันมันเป็นปัญหาระดับชาติเลยนะ
"ใช่และนายก็ต้องช่วยฉัน" ยังไงนะผมไม่ได้ยินอะไรผิดไปใช่ไหม?
"ทำไมผมต้องช่วยคุณ"
"ฉันรู้ว่านายเองก็คงขัดพ่อนายไม่ได้เหมือนกัน ไม่งั้นวันนี้ครอบครัวของฉันคงไม่ได้มากินข้าวที่บ้านหลังนี้ ฉันพูดอะไรผิดไปไหม?" ก็ถูกหมดทุกอย่าง
"ก็ใช่...แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อผมเองก็ไม่อยากแต่งงานและคุณเองก็คงคิดเหมือนกัน" ถอนหายใจออกมากเฮือกใหญ่ปล่อยทิ้งความอึดอัดในใจก่อนจะยกแขนเล็กขึ้นกอดอก
"แต่เพราะเราขัดท่านไม่ได้ไงแล้วถ้าเราแต่งงานกันล่ะ?" คนฟังอย่างผมถึงกับขมวดคิ้วเอียงคอมองในคำพูดของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
"หมายความว่าไง? ผมไม่เอาด้วยหรอกนะอิสระที่หายไป ความเป็นส่วนตัวที่หายไปอีก ผมยังใช้ชีวิตไม่เต็มที่เลยแล้วไหนจะเรื่องที่เราทั้งคู่เป็นผู้ชายอีก" ผมพูดบอกพลางเดินออกมายืนหน้ากระจกใสข้างห้องที่มองทะลุสวนดอกไม้ข้างบ้าน
"งั้นเอาแบบนี้ ถ้าเราขัดเรื่องแต่งงานกันไม่ได้งั้นก็แต่งๆ ไปเลยให้ครอบครัวเราตายใจแต่อิสระของเราทั้งคู่จะยังคงเหมือนเดิม ชีวิตก็ยังเป็นของนาย ชีวิตฉันก็ยังเป็นของฉันแล้วเมื่อถึงเวลาเราจะหย่ากันทันทีที่มีโอกาส"
"........." ครุ่นคิดอยู่นานกับคำพูดในข้อเสนอของอีกฝ่าย มันจะราบรื่นขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ผมก็รับข้อเสนอนี้ถึงมันจะไม่ได้เต็มใจ 100% แต่ตอนนี้มันมีทางเลือกไม่มากสำหรับเราทั้งคู่ ดังนั้นลองตามน้ำไปก่อนแล้วกัน
"อ่าวตาครูซไปห้องน้ำซะนานเลยลูก เอ๊ะนั่น...." ทันทีที่เข้ามาในห้องอาหารหญิงวัยกลางคนที่รู้สึกจะพูดไทยไม่ค่อยชัดเพราะรูปร่างหน้าตาผิดไปจากคนไทยแท้ พูดทักคนข้างๆ ที่เดินมาพร้อมผม
'ครูซ' งั้นเหรอ คุยกันมาก็นานพอสมควรแต่ไม่ได้ถามชื่อมารู้อีกทีก็เมื่อกี้
"สวัสดีครับ สวัสดีครับ" ยกมือขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่ไม่ได้เห็นหน้ากันนานจนเกือบจำไม่ได้แต่ก็พอรู้ว่าต้องเป็นลุงเจตน์และป้าฟารอสแน่ๆ
"ดีนไงครับ" ก่อนที่คุณพ่อจะแนะนำผมให้ทั้งคู่รู้จัก ผมและเขาเดินไปนั่งที่ประจำโดยมีร่างสูงยกเก้าอี้ให้และไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ
"โตแล้วทำไมน่ารักขนาดนี้ลูก" น่ารักงั้นเหรอ
"แต่ทำไมทั้งสองคนถึงมาด้วยกันและไปรู้จักกันตอนไหน"
"พอดีว่าผมไปเข้าห้องน้ำมาเลยถือวิสาสะเดินชมบ้าน แล้วเจอน้องเข้าพอดี" ร่างสูงเป็นคนตอบคำถามของผู้เป็นแม่ก่อนจะหันมาตักกับข้าวอะไรสักอย่างใส่จานให้ผม
"ดีเลยจะได้สนิทกันเร็วๆ" อันนี้พ่อของผมพูดเสริม
"ขอบคุณครับ" ผมกล่าวขอบคุณตามมารยาท แต่ผมมีมือนะความจริง
"เด็กๆ ดูสนิทกันเร็วขนาดนี้ผมก็วางใจ" ก็แหง่แหละครับ
"ลูกๆ คงรู้กันแล้วใช่ไหมเรื่องระหว่างพวกลูกสองคน"
"ครับ/ครับ"
"ส่วนเรื่องงานแต่งพ่อจะรีบให้คนไปดูฤกษ์ให้เร็วที่สุดแล้วจะมาบอกลูกๆ ทีหลัง" คุณพ่อพูดบอกครั้ง ย้ำว่าเร็วที่สุดด้วยนะ
"ระหว่างนี้ก็ทำความรู้จักกันไปก่อนนะ" เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะครับสองครอบครัวนี้เนี่ย
"งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ ให้พี่มารับไปช้อปปิ้งดีไหมหนูดีน พอดีว่าเพื่อนป้าเปิดร้านใหม่ ฝากตาครูซไปเยี่ยมเยือนหน่อยแล้วจะได้ถือโอกาสพาหนูไปเที่ยวด้วย" ดีนเอ้ย มึงกำลังทำอะไรอยู่กันแน่วะ เถียงออกไปสิว่าไม่ไป เถียงออกไป
"ครับคุณป้า"
"มันต้องแบบนี้สิ น่ารักจังเลยนะคะคุณ" เธอหันไปชมผมกับสามีที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่างจากผมที่ตอนนี้อยากจะทึ้งหัวตัวเองที่สุด
"มื้อนี้อร่อยมากเลยครับขอบคุณจริงๆ ได้ทั้งอิ่มท้องได้ทั้งการทั้งงาน คุ้มสุดๆ ไปเลย" หลังจากที่มื้อเย็นผ่านไป เราสองคนได้ขอออกไปเดินย่อยในสวนข้างบ้านและปล่อยให้ผู้ใหญ่พูดคุยเรื่องงานต่อ
ส่วนเขาที่ชื่อครูซ นอกจากแผนการเรื่องเเต่งงานแล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยจริงๆ แต่ก็ดีแล้วล่ะ...
"ยินดีมากครับเพราะยังไงต่อไปคงได้มาที่นี่บ่อยขึ้น" ตอนนี้ผมและคุณพ่อเดินออกมาเพื่อส่งครอบครัวของคุณลุงกลับบ้านเมื่อทุกฝ่ายพูดคุยกันสมเวลาและผมที่ตอนนี้กำลังเดินอยู่ข้างๆ ร่างสูง
คนอะไรสูงเป็นบ้า ทำผมที่สูง 160 ซม. ดูเตี้ยต่ำดินไปเลย
"เดี๋ยวต้องขอตัวกลับก่อนมางานอีกเยอะให้เคลียร์เต็มไปหมด"
"งั้นส่งตรงนี้เลยนะ" คุณพ่อพูดบอกก่อนที่ผมจะปลีกตัวออกมายืนข้างๆ ท่านแทน
"สวัสดีครับคุณลุง คุณป้า" ผมยกมือขึ้นกราบลาคุณลุงและคุณป้าก่อนที่สายตาจะไปมองที่ร่างสูงของอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันกับครอบครัวเขา
"แล้วเจอกันนะลูก" คุณป้าวันนี้ที่รู้สึกจะคึกคักเป็นพิเศษพูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะเดินขึ้นรถไป
ผมยืนอยู่หน้าบ้านมองรถคันหรูพร้อมรถอีกสองสามคันที่ประกบหน้าท้ายก็พอจะเดาออกว่าความปลอดภัยไม่ค่อยมีเหมือนกับครอบครัวเราที่ต้องค่อยมีรถประกบตลอดแบบนี้
"เข้าบ้านได้แล้วนะลูก" จะว่าไป เรื่องที่เขาบอกกับผมทำเอาเรายืนคิดได้เพลินๆ เหมือนกันนะ จนรถลับสายตาแล้วถ้าคุณพ่อไม่เรียกคงได้ยืนคุยกับยุงทั้งคืน
คุณอาจจะชอบ





