
DAMNED LOVE!
ตอน 2
“กูได้ซุ้มอาหารในโรงเรียนมาแผงนึง ไอ้พล...มึงสนไหม”
อาชัยสิทธิ์โพล่งถามพี่อรรถพลที่สีหน้าเหมือนทราบที่มาที่ไปของคำถาม ขณะที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่พี่อรรถพลก็ยังไม่วายแปลกใจถาม
“อ้าว! ผมได้ยินว่าเขาจะเปิดให้วางเงินมัดจำค่าเซ้งซุ้มเดือนหน้านี่”
“ใช่” อาชัยสิทธิ์พยักหน้า “แต่อาศัยกูเป็นกรรมการวัด เลยแอบใส่ชื่อกูจองไปก่อน”
“อาจะเปิดซุ้มขายอาหารเหรอ”
“มึงคิดว่าคนอย่างกูจะขายของกินให้พวกเด็ก ๆ เหรอวะ” อาชัยสิทธิ์จ้องตาพี่อรรถพล “กูมาขายซุ้มต่อให้มึงโว้ย”
ย่าที่กำลังนึ่งข้าวเหนียวอยู่กล่าวแทรกขึ้น “แต่ชั้นอยากให้ไอ้พลได้เรียนต่อจ้ะ มันจะได้มีวิชาติดตัว”
อาชัยสิทธิ์ตอบพร้อมชี้นิ้วมายังผม “ไอ้พลมันไม่ฉลาดเหมือนไอ้วินแล้วจะเรียนให้ต่อไปทำไม” จากนั้นกล่าวยืดยาว “อีกอย่างนะ ป้ามีเงินส่งไอ้สองคนนี้เรียนพร้อมกันเหรอ! ปีหน้าขายหมูปิ้งส่งไอ้วินคนเดียวก็ไม่เหลือกินแล้ว นี่เห็นว่ากำลังประกาศขายซาเล้งอยู่นี่ แล้วต่อไปจะเอาอะไรไปทำมาหากินล่ะ”
ย่าอึ้งไป! ผมจึงเอ่ยทำลายความเงียบ “แต่ปีหน้าผมได้ทุนการศึกษาเพิ่มเป็นปีละหกพันบาทนะครับ”
“มึงอย่าอวดเก่ง! เงินทุนปีละหกพันน่ะ สำหรับมึงคนเดียวก็ไม่พอแดกแล้ว”
ผมไม่กล้าแม้จะสบตาอาชัยสิทธิ์ที่กล่าวแบบไม่ถนอมน้ำใจเด็กเช่นผมเลย ยิ่งได้ยินเสียงตะคอก ๆ เหมือนลายสักเสือเผ่นกำลังแยกเขี้ยวใส่ ทำเอาใจคอไม่สู้ดีกลัวอาของจะขึ้นแล้วเห็นผมเป็นขอนไม้...เอาเล็บมาตะกุยตัวผม
ต้องขอบคุณพี่อรรถพลที่ทำให้ลืมความกลัวลงได้ เมื่อพี่เขาบอกอาชัยสิทธิ์
“ผมตั้งใจจะไม่เรียนต่อเพื่อให้น้องได้เรียนสูง ๆ อยู่แล้ว และวันนี้กะว่าจะไปบอกร้านสุกี้ขอสมัครเป็นพนักงานประจำที่ร้านเขาอะอา”
“ไอ้พล...มึงอย่าโง่! เป็นลูกจ้างก็เลี้ยงตัวเองแทบไม่รอดแล้ว สู้เป็นนายจ้างเองไม่ดีกว่าหรือ มึงไปเปิดซุ้มขายของกินที่โรงอาหารดีกว่า โอกาสรวยมีเห็น ๆ”
“แต่ผมไม่มีเงินจ่ายค่าซุ้มให้อานะ”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น มึงค่อยผ่อนส่งกะกูได้”
“สาธุ...สาธุ...ขอให้พ่อชัยสิทธิ์เจริญ ๆ นะ” ย่ายกมือพนมท่วมหัว
อาชัยสิทธิ์หันไปทางย่า กล่าว “ยายผ่องอย่าคิดมาก เรามันเพื่อนบ้านกัน” จากนั้นหันไปมองพี่อรรถพล พูดลอย ๆ กึ่งถาม “อีกอย่างนะ! มึงจะได้มีอาชีพมั่นคง ช่วยหาเงินให้ย่ามึงเพิ่มอีกแรง...จริงไหม”
พี่อรรถพลอึกอักตอบ “ย่า...ย่าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งตอนเช้า ส่วนผม...ผมไปขายแข่งกับย่าที่โรงอาหาร แล้วจะขายกันได้เหรอ”
“มึงก็ขายอย่างอื่นสิวะไอ้เซ่อ!”
“แต่ผมขายเป็นแค่หมูปิ้งนะ”
“ก่อนพ่อแม่มึงตาย พวกเขาเคยมีรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวริมถนนไม่ใช่เหรอ น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวก็สูตรของยายผ่องย่ามึงนั่นแหละ แล้วทำไมมึงไม่ขายก๋วยเตี๋ยวล่ะ”
“พ่อกะแม่เคยขายก๋วยเตี๋ยวก่อนตายเหรอ!” ผมเพิ่งทราบความจริงข้อนี้ และยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อก็ได้ยินพี่อรรถพลบอกอาชัยสิทธิ์ไปว่า
“แต่ผมต้องมีเงินซื้ออุปกรณ์ขายก๋วยเตี๋ยวเป็นหมื่นเลยนะอา ผมไม่มีปัญญาหามาหรอก”
“มึงอยากได้อะไรกูหามาให้มึงได้หมดแหละ เรื่องเงินทองค่อยว่ากัน”
“เมื่อกี้อาบอกผ่อนค่าซุ้มกับอาได้เหรอ”
“เออ! และกูออกเงินลงทุนซื้อของให้มึงก่อนด้วย เสร็จแล้วค่อยบอกว่าจะผ่อนคืนกูยังไง”
ได้ยินเช่นนั้น ผมซาบซึ้งความเมตตาของอาชัยสิทธิ์เสียจริง เกิดความรู้สึกว่าครอบครัวเราช่างเป็นหนี้บุญคุณอาเขาเหลือเกิน แต่อาชัยสิทธิ์กลับหันมาทางผม บอกแกมสั่ง
“ไอ้วิน! ปีหน้ามึงต้องติวลูกกูให้เรียนเก่ง ๆ เหมือนมึง...ได้ยินไหม”
ผมทำหน้าเลิ่กลั่กไม่เข้าใจนัก ต้องถาม “ติวให้เนตราเหรอ แล้วติวยังไงครับ”
“กูไม่รู้เหมือนกัน! แต่มึงทำได้ใช่ไหม?”
ผมไม่กล้าขัดใจคำถามห้วน ๆ หรืออย่างไรไม่ทราบ! ได้แต่ผงกหัวตอบรับแบบงง ๆ จากนั้นอาชัยสิทธิ์เดินมาจ้องตาผม บอกด้วยน้ำเสียงที่ผมคิดว่าอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินจากปากเขา
“ดีมากไอ้วิน เปิดเทอมใหม่ไปแล้ว มึงต้องติวเนตราทุกวันหลังเลิกเรียนนะ”
กล่าวจบอาชัยสิทธิ์ก็เดินกลับบ้าน ทิ้งผมมึนตึ้บเหมือนถูกมัดมือชกยังไงไม่รู้ เหลือบดูพี่อรรถพลยิ่งสร้างความสงสัยเสียจริงว่าพี่เขาคิดอะไรอยู่ อดไม่ได้ต้องถาม
“ตกลงพี่พลจะเอายังไงอะ! ไม่เรียนต่อแล้วเหรอ”
“ย่าส่งพวกเราเรียนสองคนพร้อมกันไม่ไหวหรอกวิน อีกอย่างนะ...พี่มันหัวไม่ดี! ทำงานช่วยย่าหาเงินส่งวินเรียนให้จบมหาลัยดีกว่า”
“แต่พี่เคยบอกอยากเรียนต่อนี่” ผมแย้ง
“พี่ขอสละสิทธิ์ให้วินได้เรียนแบบสบายใจดีกว่า จะได้ไม่ต้องห่วงว่าย่าและพี่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมให้ไง”
ผมอยากร้องไห้ รู้ว่าชีวิตนี้มีเพียงย่าและพี่อรรถพลนี่แหละที่รักผมแท้จริง ณ ขณะนั้นทราบอย่างเดียวว่า โตขึ้นต้องรวยให้ได้ จะเป็นหมอเพื่อครอบครัวเราจะได้สุขสบายเสียที
สำนึกรักต่อครอบครัวอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวพลันดับวูบ เมื่อชายหน้าดุโผล่วับเข้ามาในสมอง ให้เกิดความรู้สึกว่าต้องทดแทนบุญคุณอาชัยสิทธิ์โดยต้องติวเนตราหลังเลิกเรียน ด้วยคิดว่าเป็นหน้าที่ไปเสียแล้ว
พูดก็พูดเถอะ! ผมเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการติวคืออะไร ได้แต่เข้าใจเอาเองว่าคือการสอน และหากต้องสอนเนตราก็คงเป็นงานหนักเอาการ เพราะหลายปีที่ผ่านมา ผลการเรียนของเนตรา...รั้งท้ายห้องมาตลอด
ปิดเทอมใหญ่ปีนี้เช่นทุกปี ผมช่วยย่าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งทุกวัน ส่วนพี่อรรถพลทำงานที่ร้านสุกี้กระทั่งหนึ่งสัปดาห์ก่อนโรงเรียนเปิดเทอมก็ลาออก เพื่อเตรียมความพร้อมขายก๋วยเตี๋ยวที่ซุ้มอาหารในโรงเรียน
สามสี่วันก่อนโรงเรียนเปิดเทอม อาชัยสิทธิ์ให้ร้านขายอุปกรณ์ทำก๋วยเตี๋ยวมาส่งถึงบ้านโดยพี่อรรถพลไม่ต้องควักจ่ายสักบาท วันนั้นอาชัยสิทธิ์กระซิบกระซาบกับพี่อรรถพลได้พักใหญ่ และก่อนทำท่าจะกลับ อาเขาหันมาสั่งผมว่า
“เลิกเรียนแล้วมึงเดินกลับบ้านพร้อมลูกกูนะ ถ้าวันไหนยัยเนตราเถลไถลไม่ได้ติวกับมึง กูจะตบกบาลมึง”
ผมทำหน้าเหวอหวาแต่ไม่ถึงขั้นซีเรียสที่ถูกคาดโทษล่วงหน้า ดังนั้น พออาชัยสิทธิ์เดินคล้อยหลัง ก็ลืมเรื่องนี้สนิท
เรียนมัธยมต้นวันแรกกลายเป็นว่าผมเหนื่อยกว่าเก่า แต่ไม่เหนื่อยเท่าพี่อรรถพลที่ต้องเตรียมของขายก๋วยเตี๋ยว ดังนั้น ความพร้อมต่องานขายข้าวเหนียวหมูปิ้งที่พี่อรรถพลเคยทำ จึงถูกเหมามาเป็นของผมโดยปริยาย
เสร็จจากช่วยย่าขายหมูปิ้ง ผมรีบวิ่งไปเข้าแถวเคารพธงชาติด้วยใบหน้ามันแผลบและกลิ่นหมูปิ้งคลุ้ง ใจเป็นห่วงย่าที่ต้องขนข้าวของตามลำพังไปซุ้มอาหารโรงเรียน เพื่อเอาหมูปิ้งไปขายต่อมื้อเที่ยงที่แผงก๋วยเตี๋ยวของพี่อรรถพล พอพักเที่ยงก็รีบไปช่วยพี่อรรถพลและย่าขายต่อ แถมเลิกเรียนแล้วก็ต้องกลับไปช่วยย่าอีก
สังคมผมจึงคับแคบ...ไม่มีเพื่อนสนิทสักคน ความรู้ทั่วไปจึงน้อยนิดเพราะทำแต่งาน
เสียงกริ่งเลิกเรียนวันแรกดังขึ้น ขณะผมกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บกระเป๋าเพื่อรีบกลับไปช่วยย่าทำงานต่อที่บ้าน พลันต้องสะดุ้งเมื่อถูกตีที่ต้นแขนดังเพลี้ยะ
“เธอไม่ต้องติวให้ฉันนะ”
ผมหันขวับ! มองใบหน้าคมเข้มนัยน์ตาโตเป็นประกาย แต่ต้องหลบสายตาคู่นั้นที่ดูดุเอาเรื่อง แก้เขินโดยเอามือลูบต้นแขนบริเวณที่ถูกตี พอเห็นหน้าเนตรา ก็นึกได้โดยพลันว่าหลังเลิกเรียนต้องติวหนังสือให้เธอ แต่ไม่มีไอเดียสักนิดเรื่องการติวว่าคืออะไร ได้แต่อ้ำอึ้งบอกไปว่า
“เรา...เราติวไม่เป็นนะ”
“ฉันก็ไม่อยากให้เธอติวย่ะ ฉันจะไปเล่นกับเพื่อน เธอรอแถวนี้แหละ เราแค่เดินกลับบ้านด้วยกันให้พ่อเห็นก็พอ”
ใจแอบหวั่นจะถูกรอยสักเสือเผ่นขย้ำ ผมถาม “แล้วพ่อเธอไม่ว่าเหรอ”
“ก็อย่าบอกสิ! ตอนนี้เธอไปหาเพื่อนเล่นก่อน ฉันมีอะไรต้องทำกับพวกเพื่อน”
“แต่...แต่” ผมแค่จะบอกว่าอยากรีบกลับไปช่วยย่าทำงานที่บ้าน ทว่า ยังไม่ทันสิ้นคำก็โดนเนตราตวาด
“ไม่ต้องมาแต่ จะไปไหนก็ไป!”
น้ำเสียงเนตราแสดงความไม่ไยดีพร้อมสะบัดมือทำท่าไล่ทำให้ผมไปต่อไม่ถูก ได้แต่แบกเป้นักเรียนเดินตามหลังเธอเนือย ๆ ไปนั่งหลบมุมไม่ไกลจากเนตราและกลุ่มเพื่อนหญิงชายของเธอ...สรวลเสเฮฮากัน
ขณะแอบมองสาวแรกรุ่นวัยสิบสามผิวพรรณเต่งตึงร่างผอมบาง สายตาพลันมีอันต้องสะดุดสองก้อนเนื้อเล็กตรงหน้าอกที่สั่นไหวขึ้นลงไปกับทุกท่วงท่าสะโพกที่ส่ายยั่วเย้าชวนให้มอง
ไอ้เด็กกะโปโลอ่อนโลกและไร้เพื่อนอย่างผม ไม่มีทางทราบเลยว่าพวกเขาเล่นอะไรกันอยู่ เหมือนเนตราคือหัวโจกของกลุ่มกำลังสอนท่าเต้นอะไรก็ไม่รู้ ดูตื่นตาตื่นใจให้ผมต้องจับจ้องทุกอิริยาบทของเธออย่างลืมตัว นานกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนสีบ่งบอกว่าเป็นเวลาเย็นมากแล้ว สติผมคืนกลับทันใด เมื่อเห็นเนตราและผองเพื่อนเธอกำลังแสดงทีท่าร่ำลากันจนแล้วเสร็จ
เนตราจากนั้นเดินตรงมา เธอยื่นกระเป๋านักเรียนของเธอพร้อมสัมภาระอื่นให้โดยไม่พูดจาและหันหลังเดินทันที ทิ้งผมให้ตาลีตาเหลือกลุกคว้าเป้นักเรียนของผมสะพายหลัง หอบข้าวของพะรุงพะรังเดินตามหลังเนตรา กระทั่งถึงที่หมาย
ผมเห็นอาชัยสิทธิ์ยืนเท้าสะเอวรอลูกสาวอยู่หน้าบ้าน!
********************
คุณอาจจะชอบ





