ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ซาตานหัวใจพยศ

ซาตานหัวใจพยศ

เมื่อน้องชายของปุณิกาถูกกล่าวหาว่าลักพาตัวน้องสาวของสรวิชญ์หนีไป ความแค้นจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยโทสะตัดสินใจใช้มาตรการตาต่อตาฟันต่อฟันด้วยการฉุดคร่าตัวเธอมาเป็นตัวประกันเพื่อชำระหนี้แค้นในครั้งนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งของสองครอบครัว ปุณิกาต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ของซาตานร้ายที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้เป็นจุณเพียงเพื่อความสะใจและชัยชนะเหนือศัตรูที่เขาตราหน้าไว้
ตอน
แชร์

ตอน 1

ขณะนั้นเป็นเวลาที่สีส้มแสงสุดท้ายของตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตฟ้ากระโปรงทรงคลุมเข่าสีดำเดินมาตามทางในซอยแคบ ๆ ไหล่ข้างหนึ่งสะพายกระเป๋า ส่วนอีกข้างถือถุงโจ๊ก ซึ่งเป็นมื้อเย็นของวันนี้

ต้องทำตัวลีบติดกับกำแพงบ้านในซอยทุกครั้งที่มีเสียงมอเตอร์ไซด์วิ่งผ่าน นี่มิใช่การเดินทางปรกติของเธอ

ระหว่างมุ่งหน้ากลับบ้านก็คิดถึงรถเต่าคันเก่าแก่ที่ขับไปไหนมาไหนประจำ หากไม่เพราะน้องชายแอบเอารถออกไปเมื่อเช้า เธอคงไม่ต้องเสี่ยงภัยการจราจรในซอยอึดอัดเช่นนี้ ปุณณภพเอาวางกุญแจมอเตอร์ไซด์เขาพร้อมกับโน้ต

“แม้วขอยืมอีเก่งของสักวันสองวัน พี่มิ้มใช้เจ้าโชคดีไปก่อนนะ”

โชคดี...ที่น้องชายหมายถึงคือเจ้าฟีโน่สีแดงแรงสามเท่าที่เจ้าตัวแปะสติกเกอร์ตามใจตัวเองเสียเปรอะ

เล่นหักคอกันอย่างนี้ ปุณิกามีแต่ต้องทำใจ เธอไม่กล้าพอที่จะขับเจ้าสองล้อนี่ท่ามกลางการจราจรของกรุงเทพฯ จึงจำใจต้องอาศัยเดินมาหน้าปากซอยเพื่อเรียกวินฯ ตอนเช้ายังพออาศัยรถสาธารณะประเภทนี้ได้ แต่ตอนเย็นที่ผู้คนต่างเลิกงาน ต้องการกลับไปพักผ่อน ลูกค้ายืนรอคิวใช้บริการยาวเป็นสิบคน

เธอเห็นแล้วท้อ จึงยอมเดินเข้าซอยดีกว่า พอดีใกล้ ๆ กันมีตลาดเล็ก ๆ จึงซื้อโจ๊กมาด้วย ปุณิกาให้กำลังใจตัวเองว่า...รีบ ๆ เดินเข้า จะได้กินอาหารร้อน ๆ

เธอไม่ใช่คนเห็นแก่กิน พิสูจน์ได้จากเอวบาง ร่างน้อยที่เห็นกันอยู่ แต่วันเหนื่อย ๆ ก็อยากได้อะไรเยียวยาจิตใจบ้าง

แสงสุดท้ายของตะวันลับไปแล้ว แม้ความมืดแห่งรัตติกาลจะแผ่ปกคลุมท้องฟ้า แต่มีหรือเมืองหลวงอันมีความหมายว่าเมืองเทพจะพ่ายแพ้ต่อความมืด ไฟตามเสาส่องสว่างเจิดจ้าน้อยกว่าแสงกลางวันเพียงนิด

อีกไม่กี่อึดใจ เลี้ยวหัวมุมข้างหน้า ถัดจากบ้านไปอีกสองหลัง นั่นคือบ้านของเธอ สวรรค์น้อย ๆ แต่พอเพียงของปุณิกาและน้องชาย

...อีกไม่กี่อึดใจ แค่มือเล็กหยิบกุญแจมาเตรียมไขกุญแจที่คล้องประตูเหล็ก เงามืดดังจะดับแสงไฟใด ๆ ในโลกหล้าได้ ...ทาบทับร่างของเธอ

มือสีเข้มจับซี่ประตูเหล็กดัด

“เธออยู่บ้านหลังนี้ใช่ไหม ฉันมีเรื่องจะถาม”

หญิงสาวหันขวับกลับมาทันที เบิกตาโตมองเจ้าของเสียง เขาเป็นผู้ชาย ผมหยักศกยาวระต้นคอ คิ้วเข้มรกไม่เป็นระเบียบ

“เธอเป็นพี่เด็กที่ชื่อแม้วใช่ไหม”

ปุณิกาถอยหลังจนตัวแทบลีบติดประตู ดวงตาสีรัตติกาลจ้องตรงมายังเธอ ก่อให้เกิดอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ

“ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”

แนวกรามบึกบึนเต็มไปด้วยเครา เสียงทุ้มลึกที่เปล่งออกมายิ่งทำให้เธอกลัว นึกถึงข่าวโจรร้ายฆ่าข่มขืนผู้หญิงขึ้นมาในทันใด

“คุณเป็นใคร!”

เธอมองข้ามแขนภายใต้เชิ้ตลายตาราง เห็นผู้ชายแต่ตัวคล้าย ๆ เขายืนคุมเชิงอยู่อีกหลายคน

“ฉันเป็นพี่ของผู้หญิงที่น้องชายพาหนีนะสิ”

หูได้ยินเสียงกัดฟันกรอด ในดวงตาสีนิลดังเห็นประกายไฟปะทุ

“อย่ามากล่าวหาน้องฉันนะ ออกไป! ไม่งั้น ฉันจะเรียกตำรวจ”

หรือนี่จะเป็นวิธีการใหม่ของโจรที่ใช้หาเหยื่อ ปุณณภพไม่เคยแสดงท่าทีชอบผู้หญิงคนไหน จะพามาบ้านหรือโพสต์ลงโซเชียลก็ไม่เคย ในสายตาเธอ น้องเป็นคนเอาการเอางาน หลังเลิกเรียนก็ไปหางานพิเศษทำ เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านบาร์

“เรียกมาเลย ฉันจะได้ให้ตำรวจจับมัน โทษฐานพรากผู้เยาว์ น้องสาวฉันอายุแค่สิบเจ็ดเอง”

เขาตะปบมือระบายอารมณ์กับประตูดังปัง จนปุณิกาสะดุ้งเฮือก

“ฉันไม่เชื่อ ใครก็ได้ช่วยที ผู้ชายคนนี้มาโมเมกล่าวหาน้องฉัน”

เมื่อเห็นคนตัวโตหน้าผากตึงจนแทบจะเห็นเส้นเลือด เธอจึงรีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน แต่เนื่องจากเป็นเวลาค่ำ ผู้คนล้วนอยู่ในบ้านกับครอบครัว ไม่มีเลยสักคนที่จะโผล่ออกมาดูเธอ

“เข้าไปค้นในบ้านก่อนเถอะครับ เผื่อเขาซ่อนคุณสตางค์ไว้”

หนุ่มหน้าเสี้ยมตัดผมสั้นเกรียนรีบเสนอทางออกแก้สถานการณ์ มือสีเข้มแย่งกุญแจจากเธอ ไขเปิดผลัวะเข้าไปในบริเวณบ้าน

“ปล่อยนะ ฉันจะแจ้งตำรวจจับ พวกคุณบุกรุกบ้านฉัน”

แย่งกุญแจอย่างเดียวไม่พอ หนุ่มเคราครึ้มยังลากข้อมือปุณิกาไปด้วย เธอทั้งขัดขืน ทั้งพยายามสะบัด แต่ไม่ได้ระคายเคืองผิวเข้มนั่นเลย เขายังคงใช้กำลังบังคับเธอเข้าไปในบ้านตัวเอง

“ค้นทุกซอกทุกมุม หาสตางค์กับไอ้เด็กเวรนั่นให้เจอ” เขาประกาศ ทิ้งตัวเธอลงบนโซฟา

“เดี๋ยว จะทำอะไร นี่มันบ้านฉันนะ”

เธอผุดลุกขึ้น ตอนเห็นแขกไม่ได้รับเชิญทั้งหลายขึ้นบันไดไปชั้นสองบ้าง ไปทางครัวบ้าง มีเสียงเปิดประตูปึงปัง

“อยู่เฉย ๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”

เขายืนเท้าสะเอวจ้องเธอนิ่ง หญิงสาวหน้าร้อน รู้ว่าเขากำลังจับผิด

“ฉันไม่รู้เรื่องอะไรระหว่างน้องชายฉันกับน้องสาวคุณเลยนะ”

ปุณิกาเปลี่ยนวิธีพูดใหม่

“ฉันเอาเรื่องเธอตายแน่ ถ้าช่วยกันปกปิดเรื่องสองคนนั่นพากันหนี”

“อะไรนะ!”

คนได้ฟังรู้สึกหัวหมุน

“น้องชายเธอพาน้องสาวฉันหนี”

“ขะ...คุณรู้ได้ยังไง”

เธอถามแบบไม่เต็มเสียงนัก ลำคอแห้งผาก

“คนที่บาร์บอก”

เขาหายใจฮึดฮัด ราวกระทิงอยู่ในคอก พร้อมชนทันทีที่ประตูกั้นเปิดออก

“ฉันส่งน้องสาวมาเรียนในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ให้มามั่วสุมกับเด็กไม่มีอนาคตอย่างน้องเธอ”

“แม้วไม่ใช่เด็กไม่มีอนาคต”

เมื่อได้ยินคำสบประมาท เลือดรักน้องจึงพลุ่งพล่าน

“ถึงเขาจะเรียนอาชีวะก็ไม่เคยไปดีกับใคร ตั้งใจเรียนตลอด แม้วตั้งใจจะเป็นวิศวกร”

ชายหนุ่มหัวเราะหึ

“เด็กที่ทำงานอยู่ในบาร์นั่นนะเหรอ มีแต่อบายมุขทั้งนั้น แล้วยังกล้าดีมาพาน้องฉันหนีอีก”

ดวงตาลึกภายใต้คิ้วรก ๆ มองเธออย่างหมิ่น ๆ แต่ก่อนที่ปุณิกาจะตอบโต้อะไร พวกผู้ชายที่ค้นบ้านเธอก็กลับมารวมกัน

“พวกเราค้นทั่วบ้านแล้วครับคุณเต้ย ไม่เจอคุณสตางค์กับนายแม้วนั่นเลย”

นายหน้าเสี้ยมรายงาน

“ในโรงจอดรถ มีแต่มอเตอร์ไซด์ของมันครับ”

ผู้ชายที่ลูกน้องเรียกคุณเต้ย...คำราม ลดศีรษะลงแล้วเชิดหน้าขึ้นมาใหม่

“เธอน่ะ โทรตามน้องเธอสิ”

ปุณิกาเอามือตบกระเป๋าสะพาย เมื่อเขามองมันอย่างหมายมาด ชั่วกะพริบตาเขาก็กระชากแย่งมันมาเสียจากเธอ หญิงสาวอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะเจอผู้ชายไร้มารยาทขนาดนี้

เขาเทของในกระเป๋าลงบนโต๊ะรับแขก มือถือที่เพิ่งผ่อนหมดของเธอกระทบพื้นโต๊ะเสียงลั่น

“อ๊ะ!”

เธอผวา ยื่นมือพยายามเข้าไปแย่งทรัพย์สมบัติอันสำคัญ แต่คนแข็งแรงกว่าก็รวบข้อมือเธอไว้ด้วยมืออันใหญ่โต

เขาเปิดหารายชื่อจากเมนูสมุดโทรทัศน์ ไม่ทันไรก็เจอเบอร์เป้าหมาย กดนิ้วโทรออกด้วยแรงโทสะ แล้วกลับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินปลายสาย

“หมายเลขที่ท่านเรียกขณะนี้ไม่สามารถติดต่อได้”

“ห่าเอ้ย!”

เขาทิ้งมือถือทันที โชคดีมันตกลงบนโซฟา ปุณิกาอาศัยจังหวะเขาเผลอ สะบัดมือจากพันธนาการ รีบหยิบมือถือขึ้นมาลูบสำรวจความเสียหาย

เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดใจขึ้นในห้องรับแขก รู้สึกเพดานกดต่ำ ราวจะทับให้ผู้อยู่ในห้องบี้แบนไปตาม ๆ กัน

“พวกมึงสองคนไปเฝ้าที่บาร์ หาข่าวจากเพื่อนไอ้เด็กแม้วว่ามันติดต่อใครบ้างไหม แล้วรีบโทรบอกกูทันที”

คนเป็นนายชี้นิ้วสั่งลูกน้อง

“ส่วนมึงไปเฝ้าหอน้องกู ลองถามว่าใครสนิทพอจะรู้เห็นความเป็นไปของสองคนนั่น หรือเห็นอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า”

ผู้ชายตัวโต ๆ หายไปสาม แต่ยังเหลืออีกหลายคนในบ้าน

“เห็นแล้วใช่ไหมว่าน้องฉันไม่อยู่ พวกคุณกลับไปได้แล้ว”

“ไม่ไป ฉันจะเชื่อใจได้ยังไงว่าเธอไม่ได้ร่วมมือกับไอ้เด็กนั่นพาน้องฉันหนี”

ปุณิกาเม้มปากกับคำกล่าวหานั้น

“เป็นคุณจะยอมไหมล่ะ ที่จะช่วยน้องให้พาผู้หญิงหนี”

เธอล่ะอยากเจอปุณณภพเหลือ อยากซักไซ้ถามความจริงให้หมดจด

“เป็นฉันจะพูดกล่อมให้ใจเย็นเสียมากกว่า มีอะไรก็ค่อยพูดกันดี ๆ อย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหา”

หญิงสาวหลุบตาหลบ สะใจที่เหน็บเขาได้

“ทั้งสองคนยังเด็ก แม้วอายุยังไม่เต็มยี่สิบ น้องคุณก็แค่สิบเจ็ด ผู้ใหญ่อย่างเราควรคุยกับเขาดี ๆ มากกว่าจะดุด่า”

หากปุณณภพพาน้องสาวเขาหนีจริง ๆ เธอก็พอจะรู้สาเหตุว่าเกิดจากอารมณ์ร้อนของเขาทั้งนั้น

“ฉันไม่คุยดีกับคนที่พาน้องฉันหนีหรอก”

คนดื้อยังยืนกราน

“นั่นก็แล้วแต่คุณ กลับไปกันได้แล้ว ถ้าแม้วกับน้องคุณกลับมาที่บ้าน ฉันจะคุยกับเขาเอง”

พอจะรู้เหตุผลที่น้องต้องใช้รถเธอแล้ว ขอภาวนาให้เขามีสติ ไม่ทำอะไรด้วยอารมณ์เป็นใหญ่ดังพี่ของสาวเจ้าเถิด

“ไม่! ฉันจะอยู่ที่นี่ จะรอจนกว่ามันจะกลับมา” ชายหนุ่ม ทิ้งก้นลงบนโซฟาห่างเธอไปไม่กี่คืบ

“แล้วกันคุณ นี่มันบ้านฉันนะ”

การอยู่บ้านตัวเองท่ามกลางคนแปลกหน้าที่เป็นชายล้วน เป็นประสบการณ์ที่เธอไม่อยากเจอเลย

“ฉันจะเชื่อใจได้ยังไงว่าถ้าน้องเธอมา จะไม่ช่วยกันพาน้องฉันหนีไปอีก”

ปุณิกากลอกตาขึ้นฟ้า พูดไปพูดมาเหมือนวนอยู่ในอ่าง เขาทำตัวไร้สมองผิดกับความใหญ่โตของร่างกาย

“เอาเถอะ เอาที่สบายใจ”

เธอพ่นลมออกจากปาก เดินไปห้องครัว ก่อนนึกขึ้นได้ว่าถุงโจ้กตกอยู่หน้าประตูรั้ว ...อวสานอาหารเย็นของจริง

เปิดดูในตู้เย็น ยังมีนมเหลืออยู่ เธอจึงรินดื่ม ไม่มีกะจิตกะใจที่จะเผื่อแผ่แขกไม่ได้รับเชิญเลยสักนิด ก็แหม...คนบ้านเสียงออกปึงปังขนาดนั้น สภาพข้างบนคงเละ เป็นภาระให้เธอต้องออกแรงจัดเก็บอีกอยู่ดี คิดแล้วปุณิกาก็หนักไหล่ขึ้นมาทันใด

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เมียสวาท
8.6
เรื่องราวความรักอันลึกซึ้งของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงสาวผู้เป็นที่รักในฐานะภรรยาเพียงหนึ่งเดียว เขาพร้อมมอบความรักทั้งหมดที่มีให้เธอด้วยความจริงใจและมั่นคง ไม่ว่าอุปสรรคใดจะผ่านเข้ามา เขาก็พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางและเสียสละทุกอย่างเพื่อปกป้องดูแลและทำให้เธอมีความสุขที่สุดในชีวิต ความผูกพันที่แสนหวานและมั่นคงนี้สะท้อนถึงสายใยความสัมพันธ์ที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาพรากพวกเขาไปจากกันได้ในโลกแห่งความจริงที่แสนวุ่นวายนี้
หน้าปกนวนิยาย ทาสสวาทรักต้องห้าม
9.2
หากย้อนเวลาได้ เมษาคงเลือกแก้ไขอดีตเพื่อไม่ให้ชีวิตต้องพังทลายลงเช่นนี้ ท่ามกลางความจริงที่ไหลย้อนกลับไม่ได้ เธอต้องเผชิญกับตราบาปที่ไม่ได้ก่อ เมื่อความผิดพลาดจากการกระทำของผู้ชายสารเลวทำให้เธอตั้งท้องจนถูกตราหน้าว่าเป็นคนแย่งชิง ทั้งที่ความจริงแล้วเธอคือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม เมษาจมดิ่งอยู่ในขุมนรกแห่งความเกลียดชัง พร้อมกับความเสียใจที่ในวันนั้นเธอไม่ได้ลุกขึ้นสู้ให้มากพอจนต้องมาพบกับจุดจบอันแสนทรมานใจ
หน้าปกนวนิยาย บ่วงแค้นหัวใจปีศาจ
9.8
อุบัติเหตุสยองคร่าชีวิตกุลธิดาน้องสาวสุดที่รักของหัสดินไปอย่างไม่มีวันกลับ ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความกามแค้นต่อต้นเหตุที่ทำลายดวงใจดวงเดียวของเขา ในขณะที่ดารินผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกันต้องสูญเสียพี่ชายและตื่นมาพบกับพายุแห่งการจองเวร หัสดินปักใจเชื่อว่าเธอคือคนผิดที่ต้องชดใช้อย่างสาสม เขาเฝ้ารอเวลาที่เธอออกจากโรงพยาบาลเพื่อเริ่มต้นการล้างแค้นที่แสนทรมาน บ่วงกรรมที่ผูกพันด้วยความเกลียดชังและรอยเลือดจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางปริศนาที่รอวันเปิดเผย
หน้าปกนวนิยาย เชลยทรายทาสชีคเถื่อน
8.5
เมื่อชีคอัฟฟานแห่งซาลได้พบมาราตี ตัวประกันสาวที่ถูกส่งมาสวมรอยเป็นพี่สาวเพื่อตบตาเขา ความงดงามของเธอกลับไม่อาจปิดบังความจริงจากสายตาอันคมกริบของเขาได้ ชีคหนุ่มผู้มีอำนาจล้นมือรู้สึกโกรธแค้นที่ถูกตระกูลของเธอคิดคดทรยศและพยายามปั่นหัวให้เขากลายเป็นคนโง่ มาราตีต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าแผนการสลับตัวถูกเปิดโปงอย่างง่ายดาย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและแรงปรารถนาอันเร่าร้อน เธอต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืดและความดุดันของชีคเถื่อนที่พร้อมจะแผดเผาหัวใจของเธอให้มลายสิ้นภายใต้เงื้อมมือของเขา
หน้าปกนวนิยาย ข้อผูกมัดซาตาน Tycoon
8.0
ลูคัส จิอันลูกา โคลอซชินี่ มหาเศรษฐีเจ้าของธนาคารระดับโลกผู้ทรงอิทธิพล ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลังค่ำคืนอันเร่าร้อนในอิตาลีกับกานต์รวี นางแบบสาวทายาทธุรกิจอาหาร เมื่อเธอทิ้งแท่งตรวจครรภ์พร้อมข้อความเย้ยหยันไว้ให้ดูต่างหน้า กานต์รวีที่หวังจะหลบไปสร้างครอบครัวเงียบๆ กลับถูกล่อลวงให้มาติดกับดักในงานจ้างครั้งสุดท้าย ซึ่งแผนการทั้งหมดถูกบงการโดยลูคัสผู้ต้องการแสดงสิทธิ์เหนือตัวเธอ เขาพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อกักขังเธอไว้ภายใต้พันธนาการที่แสนอันตรายและเร่าร้อนเกินกว่าที่เธอจะหนีพ้น
หน้าปกนวนิยาย ท่านระธาน ขอช้าหน่อย
8.2
ชีวิตที่เคยสูงส่งของคุณหนูไป๋เสว่เอ๋อร์พังทลายลง เมื่อบริษัทตระกูลไป๋ล้มละลายซ้ำยังถูกคนรักทอดทิ้ง เธอจำใจไปขอร้องอดีตแฟนหนุ่มแต่กลับถูกเยาะเย้ย ทว่าเผยลี่เชิน พี่ชายของชายที่หักหลังเธอ กลับยื่นมือเข้าช่วยประคองบริษัทไม่ให้ล่มสลาย โดยแลกกับการที่เธอต้องยอมใช้ตัวเองเป็นข้อแลกเปลี่ยนตามเงื่อนไขของเขา สิ่งที่เริ่มต้นจากพันธสัญญาทางธุรกิจและผลประโยชน์ กลับค่อยๆ หลอมละลายกำแพงในใจของทั้งสองคน ความรู้สึกผูกพันเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ท่ามกลางความสัมพันธ์อันแสนซับซ้อนที่ยากจะถอนตัว