ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ชายานอกนาม

ชายานอกนาม

คุณหนูสามตระกูลเยี่ยต้องเผชิญมรสุมเมื่อถูกน้องสาวหักหลังจนถูกถอนหมั้นจากท่านอ๋องรูปงาม เยี่ยหลีหวังเพียงความสงบ แต่ฟ้ากลับส่งราชโองการบีบให้เธอเข้าพิธีวิวาห์ภายในสามวัน ว่าที่สวามีคือม่อซิวเหยา ท่านอ๋องที่เลื่องลือเรื่องความอัปลักษณ์ พิการ และมีดวงกินภรรยาจนอดีตชายาสองคนต้องตายอย่างมีเงื่อนงำ ทว่าเมื่อได้เผชิญหน้า ตัวตนที่แท้จริงของเขากลับพลิกผัน ชายตรงหน้าคือบุรุษผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและมากความสามารถ เบื้องหลังหน้ากากของคนไร้ค่าที่เขาสร้างขึ้นมานั้น ซุกซ่อนความลับอันตรายใดไว้กันแน่
ตอน
แชร์

ตอน 3

บทที่ 3

ตอนที่ 3 ท่านป้าสะใภ้ออกโรง

           “คุณหนู ฮูหยินมาแล้วเจ้าค่ะ”

           เยี่ยหลีเงยหน้าขึ้น เห็นป้าสะใภ้รองของตนกำลังเดินเข้ามา จึงรีบยืนขึ้นต้อนรับ “ท่านป้าสะใภ้รอง”

           สวีฮูหยินปีนี้อายุสามสิบหกสามสิบเจ็ดปีแล้ว นางดูแลตัวเองอย่างดี มองผาดๆ ก็พอจะกล่าวได้ว่านางเป็นคนค่อนข้างสะสวย แต่หากพิศมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วสิ่งที่ชัดเจนกว่านั้นคือกิริยาท่าทางที่บ่งบอกว่านางมาจากครอบครัวที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี

           สวีฮูหยินขมวดคิ้วมองสำรวจห้องของเยี่ยหลีหนึ่งรอบ อดพูดในสิ่งที่นางคิดไม่ได้ว่า “ป้าสะใภ้กับท่านลุงบอกเจ้าแต่แรกแล้วว่าให้ย้ายไปอยู่จวนของท่านลุง เจ้าก็ไม่ฟัง แล้วดูสิว่าเจ้าต้องอยู่ในสภาพเช่นใด แล้วยังเรื่องออกเรือนของเจ้าอีก...เจ้าอยากให้ท่านแม่ที่อยู่ในหลุมของเจ้าไม่สบายใจใช่หรือไม่”

เยี่ยหลีได้แต่นวดหน้าผากเบาๆ ก่อนดึงสวีฮูหยินให้นั่งลง “หลายปีมานี้ท่านลุงเองก็ลำบากไม่น้อย แล้วท่านย่าและท่านพ่อก็ยังอยู่ จะให้บุตรสาวอย่างข้าย้ายไปอยู่จวนท่านลุงได้อย่างไรเจ้าคะ รังแต่จะทำให้คนเขาว่ากันว่าท่านแม่ไม่รู้จักสั่งสอน”

ตั้งแต่ฮ่องเต้องค์นี้ครองราชย์ ได้ล้างไพ่ขุนนางเก่าแก่ในรัชสมัยก่อนเป็นการใหญ่ ท่านตา ท่านลุงใหญ่ และคนตระกูลสวีอีกหลายคนต้องออกจากราชการ ทุกวันนี้เหลือเพียงท่านลุงรองที่ยังรั้งตำแหน่งขุนนางขั้นสามอยู่ในสำนักฮั่นหลิน (ราชบัณฑิต) เท่านั้น ในสายตาคนทั่วไปตระกูลใหญ่อย่างตระกูลสวีที่รุ่งเรืองนับร้อยปีได้ถึงกาลเสื่อมถอยลงแล้ว

           เมื่อได้ยินเยี่ยหลีเอ่ยเช่นนี้ สวีฮูหยินก็ทำได้เพียงถอนหายใจ “ถ้าเห็นเจ้าต้องมาลำบากเช่นนี้ ท่านตาของเจ้าจะปวดใจเพียงใด”

ตระกูลสวีไม่ว่ารุ่นใดมักมีบุตรชายมากกว่าบุตรสาว รุ่นนายท่านผู้เฒ่าสวีก็มีเพียงมารดาของเยี่ยหลีคนเดียวที่เป็นบุตรสาว แน่นอนว่าทั้งรักทั้งเอ็นดูนางเป็นที่สุด หากรู้ว่าหลานสาวคนเดียวต้องมามีชีวิตที่น่ารันทดเยี่ยงนี้ คนอารมณ์ร้อนอย่างนายท่านผู้เฒ่าสวีคงจะรีบเข้าเมืองหลวงมาด่าทอบุตรเขยยกใหญ่สักยกหนึ่งเป็นแน่

เยี่ยหลีหัวเราะแล้วกล่าวว่า “รันทดที่ใดกันเจ้าคะ หลีเอ๋อร์มีหรือจะยอมให้ตัวเองเสียเปรียบ”

สวีฮูหยินมองหน้านางด้วยความกังวลใจ “เรื่องงานสมรสของเจ้าน่ะ...เอาเข้าจริงท่านติ้งอ๋องถือว่ามิใช่คู่ครองที่ดีนัก น้องสาวเจ้าก็ไม่ได้ความเอาเสียเลย แย่งได้แม้กระทั่งสามีของพี่สาว เรื่องเช่นนี้คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้ใดกล้าทำกัน”

สายตาของเยี่ยหลีเปลี่ยนไป แตกต่างจากยามอยู่ในจวนที่ดูอ่อนโยนไร้พิษสงอย่างสิ้นเชิง นางหัวเราะน้อยๆ “ท่านติ้งอ๋องก็มีข้อดีของท่านติ้งอ๋อง ท่านป้าสะใภ้กับท่านลุงไม่ต้องเป็นห่วงหลีเอ๋อร์เรื่องนี้หรอกเจ้าค่ะ”

ตำหนักติ้งอ๋องถือได้ว่าเป็นตำหนักที่มียศศักดิ์ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินต้าฉู่ ขอเพียงติ้งอ๋องไม่อุกอาจคิดชิงราชบัลลังก์ ต่อให้เป็นฮ่องเต้เองก็มิอาจลงมือกระทำการใดๆ กับตำหนักติ้งอ๋องได้ ทุกวันนี้ด้วยเหตุผลทางกายภาพของติ้งอ๋องก็ทำให้เขาแทบจะตัดขาดจากราชสำนักอยู่แล้ว แต่งงานไปแน่นอนว่าย่อมสามารถตัดเรื่องไร้สาระกวนใจต่างๆ ออกไปได้อย่างสิ้นเชิง สำหรับเยี่ยหลีแล้ว การออกเรือนครั้งนี้เป็นเพียงการย้ายจากจวนตระกูลเยี่ยไปอยู่ตำหนักติ้งอ๋องเท่านั้น ชาติที่แล้วนางเหนื่อยมากแล้วจริงๆ ชาตินี้ขอเพียงได้กินอยู่เพื่อรอความตายไปวันๆ อย่างสบายใจก็พอแล้ว

           ไม่เลวเลย กินอยู่เพื่อรอความตายไปวันๆ นี่เป็นเป้าหมายที่เยี่ยหลีวางไว้ให้ตนเองในชาตินี้ ชาติก่อนนางเป็นนายทหารคนหนึ่งในหน่วยรบพิเศษ เอาชีวิตตนเองเข้าเสี่ยงเพื่อแผ่นดิน ท้ายที่สุดได้สละชีพเพื่อแผ่นดินถือว่าเป็นการตายอย่างไม่เสียชาติเกิด จิตใจของนางไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่ทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงอะไร นางถือว่านางสู้หน้าแผ่นดินนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิและไม่ถือว่าแผ่นดินนี้ทำผิดต่อนาง การสละชีพเพื่อแผ่นดินนับเป็นภารกิจและความรับผิดชอบของทหาร เพียงแต่การดำรงอยู่ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดมาเป็นสิบปีนั้น นางได้ผ่านอะไรมามากมายจนเหนื่อยล้าเกินไปแล้วจริงๆ ชาตินี้นางขอมีชีวิตที่สงบสุขและเรียบง่ายก็พอแล้ว

           เมื่อเห็นนางใจเย็นเช่นนี้ สวีฮูหยินทั้งวางใจและกังวลใจ สุดท้ายทำได้เพียงถอนหายใจ ไม่พอใจแล้วอย่างไร ฮ่องเต้พระราชทานงานสมรสนี้ด้วยตนเอง ผู้ใดเลยจะกล้าขัดราชโองการ

           “นี่เป็นของที่ท่านตาฝากข้าและท่านลุงมามอบให้เจ้าก่อนท่านจะเดินทางออกจากเมืองหลวง เป็นของที่ท่านตาเตรียมไว้ให้เป็นสินเดิมของเจ้า พวกเรามิอาจมอบมันให้เจ้าอย่างเปิดเผยได้ จึงนำไปแลกเป็นตั๋วเงินให้เจ้าเก็บไว้ก้นหีบ” สวีฮูหยินนำตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาส่งให้กับมือของเยี่ยหลี

เยี่ยหลีเปิดออกดูเห็นเป็นตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงหนึ่งใบ ห้าร้อยตำลึงสองใบ แล้วยังมีตั๋วทองและตั๋วเงินจำนวนย่อยอีกสองสามใบ คำนวณแล้วประมาณสองหมื่นสองพันตำลึงได้

สวีฮูหยินไม่ยอมให้นางพูดอะไร รีบเอ่ยต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่าหญิงตระกูลหวังคนนั้นคิดจะแบ่งเอาสินเดิมบางส่วนที่ท่านแม่ของเจ้าทิ้งไว้ให้ไปด้วยหรือ เรื่องนี้เจ้าวางใจเถิด ป้าสะใภ้จะช่วยเจ้าจัดการเรื่องนี้เอง เหอะ บุตรสาวตระกูลสวีคนใดบ้างที่ไม่ได้ออกเรือนไปอย่างมีหน้ามีตา ถึงตระกูลเราจะถดถอยลงก็จริง แต่ใช่ว่าจะเอาสินเดิมของเราไปเสริมให้บุตรสาวของภรรยารองได้ หลายปีมานี้สินเดิมของท่านแม่เจ้าถูกพวกนางผลาญไปเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ เรือนกับร้านค้าพวกนั้น ป้าสะใภ้จะไปจัดการเอาคืนมาให้เจ้าให้ได้”

เยี่ยหลีขมวดคิ้ว “เรื่องนี้หลีเอ๋อร์จัดการเองได้เจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้อย่าถึงกับต้อง...”

           สวีฮูหยินพูดกลั้วหัวเราะว่า “เจ้าวางใจเถิด แม้ตำแหน่งของท่านพ่อเจ้าจะสูงกว่าท่านลุง แต่หากฮ่องเต้ยังคิดจะรักษาพระพักตร์ขององค์เองอยู่ละก็ คงไม่ทำให้ท่านลุงของเจ้าลำบากไปมากกว่านี้หรอก”

ตระกูลสวีเป็นขุนนางมาตั้งแต่สมัยก่อร่างสร้างแผ่นดิน ทั้งยังเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงดีงามมาโดยตลอด แม้จะไม่ได้อยู่ในราชสำนักแล้ว แต่เรื่องอิทธิพลนั้นตระกูลธรรมดาๆ อย่างตระกูลเยี่ยและตระกูลหวังมีหรือจะเทียบชั้นได้ ภายหลังฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ก็บีบคั้นคนตระกูลสวีทั้งที่ลับและที่แจ้งให้ต้องออกจากราชการ ซึ่งก็ดูไม่ดีมากพออยู่แล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลสวีโดยไร้คำอธิบายที่ดีพออีก น้ำลายของคนใต้หล้าคงมากพอจะท่วมองค์ฮ่องเต้ได้เลยทีเดียว

เยี่ยหลีขมวดคิ้วคิดแน่น จริงๆ ก็มิใช่เรื่องใหญ่อะไรจึงพยักหน้าขอบคุณป้าสะใภ้

สวีฮูหยินค่อยสบายใจขึ้น เอ่ยยิ้มๆ ว่า “อีกหน่อยจวนนี้คงไม่ช่วยออกหน้าแทนเจ้าเท่าไรหรอก ออกเรือนไปแล้วเจ้าก็ไปที่จวนข้าบ้าง พอให้ท่านลุงและท่านตาของเจ้าวางใจ”

           “ฮูหยินมาแล้วเจ้าค่ะ” มีเสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตู หวังซื่อปรากฏตัวขึ้นพร้อมสาวใช้เก่าแก่นางหนึ่ง นางยืนอยู่ที่หน้าประตูเห็นสวีฮูหยินเข้าก็เลิกคิ้วแล้วกล่าวว่า “สวีฮูหยินมาถึงนี่เหตุใดไม่บอกกันบ้าง ข้าเลยไม่ทันได้เตรียมการต้อนรับ”

           แต่ไหนแต่ไรมาสวีฮูหยินก็ไม่ชอบใจการวางท่าวางทางของหวังซื่ออยู่แล้ว เลยส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ ก่อนกล่าวเรียบๆ ว่า “ข้าเพียงรับคำสั่งท่านพ่อให้แวะมาเยี่ยมหลีเอ๋อร์หน่อยเท่านั้น จวนตระกูลเยี่ยสูงศักดิ์เช่นนี้ ข้าไม่กล้ารบกวนเยี่ยฮูหยินให้ออกมาต้อนรับหรอก”

           จวนตระกูลสวีเป็นตระกูลสูงศักดิ์และมีการศึกษาสูง แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีการเลื่อนภรรยารองขึ้นมาเป็นภรรยาเอกมาก่อน สวีฮูหยินจึงดูถูกสถานะของหวังซื่อมาโดยตลอด แล้วไหนน้องสามีของตนต้องมาตรอมใจตายอีก ถึงอย่างไรหวังซื่อก็ต้องมีส่วนกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย แล้วจะให้มองหน้ากันดีๆ ได้อย่างไร

หวังซื่อเองก็เกลียดสวีฮูหยินที่มักมองนางด้วยสีหน้าเหยียดหยามเสมอมา เห็นอยู่ว่าตนเป็นถึงฮูหยินของขุนนางขั้นสอง สวีฮูหยินเป็นเพียงฮูหยินของขุนนางขั้นสามเท่านั้น กล้าดีอย่างไรมาดูถูกนาง หวังซื่อใช้สายตาดูแคลนมองสำรวจเรือนของเยี่ยหลีหนึ่งรอบ จนเมื่อเดินเข้ามานั่งเรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวกับสวีฮูหยินว่า “ตระกูลของพวกเราส่งวันเดือนปีเกิดของลูกสามไปยังตำหนักติ้งอ๋องแล้ว อีกไม่กี่วันก็คงได้ฤกษ์มงคลกลับมา ตัวข้าเป็นภรรยาเอก อย่างไรก็ต้องให้ลูกสามแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตา สวีฮูหยินไม่ต้องกังวลไปหรอก”

สวีฮูหยินหัวเราะเรียบๆ แล้วเดินไปนั่งอีกมุมหนึ่ง “หากแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตาจริงก็ดี หลีเอ๋อร์ถึงแม้จะแซ่เยี่ย แต่ก็เป็นสายเลือดตระกูลสวี บุตรสาวตระกูลสวีหากแต่งออกไปอย่างไม่สมเกียรติแล้ว นายท่านผู้เฒ่าตระกูลของพวกเราคงไม่ชอบใจเป็นแน่ ใช่สิ...หรงเกอเอ๋อร์ บุตรชายเจ้ากำลังเรียนหนังสืออยู่มิใช่หรือ ไม่รู้ว่าการสอบเคอจวี่[1] ในปีหน้าจะไปลองสนามด้วยหรือไม่”

           ประโยคเรียบๆ ของสวีฮูหยินเพียงไม่กี่ประโยค กลับทำให้หวังซื่อกระวนกระวายทันที ลูกหรงเกอเอ๋อร์ของตนเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาจงเสว์ นางลืมนึกไปเลยว่าถึงแม้ตระกูลสวีจะถดถอยลงไปมาก แต่ก็ยังทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักศึกษาหลีซาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสำนักศึกษาที่ดีที่สุดในใต้หล้านี้ และเป็นสำนักศึกษาที่ดีที่สุดเพียงสำนักเดียวบนแผ่นดินต้าฉู่

ปีนี้นางอยากให้หรงเกอเอ๋อร์ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาหลีซานพอดี การสอบเคอจวี่ปีหน้า ลูกของนางจะได้พอรู้แนวทางบ้าง หากนางเล่นลูกไม้กับสินเดิมของเยี่ยหลีแล้ว เกรงว่า...เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางจึงตวัดสายตาไปจ้องหน้าสวีฮูหยินด้วยความคับแค้นใจ

สวีฮูหยินไม่สนใจอะไร เพียงยิ้มน้อยๆ

หวังซื่อเปลี่ยนสีหน้าเป็นนิ่งเฉย แล้วกล่าวว่า “หรงเกอเอ๋อร์อายุยังน้อย คงจะต้องรออีกสักสองปี แล้วยังเป็นถึงน้องร่วมอุทรของเจาอี๋ แค่การสอบเคอจวี่จะไปยากอะไร”

สวีฮูหยินพยักหน้ารับคำเห็นด้วย กล่าวยิ้มๆ ว่า “หรงเกอเอ๋อร์มีความมั่นใจแน่นอนว่าย่อมดีที่สุด เพียงแต่พี่ชายน้องชายของหลิ่วกุ้ยเฟย[2] ที่สอบได้เป็นถึงอั้นโส่ว[3] ของเมืองหลวง และเจี้ยหยวน[4] กลับไม่วางใจในความสามารถของตน ถึงกับต้องไปขอคำแนะนำจากนายท่านผู้เฒ่าที่อยู่ไกลถึงสำนักศึกษาหลีซาน นี่ก็ดูจะตื่นตัวเกินไปสักหน่อย บุตรชายของเจ้าคงไม่ต้องทำถึงเพียงนั้น ถึงอย่างไรคงสอบได้อันดับหนึ่งทั้งสามการสอบเป็นแน่ แล้วยังช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้เจาอี๋ได้อีกด้วย

           หวังซื่อได้ฟังเช่นนี้สีหน้าย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม หลิ่วกุ้ยเฟยได้ชื่อว่าเป็นหญิงสาวที่ชาญฉลาดและมากความสามารถที่สุดในบรรดาสาวๆ ทั้งหมดในเมืองหลวง เมื่อเข้าวังไปก็เป็นที่โปรดปรานมาโดยตลอด แล้วยังคลอดองค์ชายอีกสององค์และองค์หญิงอีกหนึ่งองค์ จนได้เลื่อนขั้นเป็นกุ้ยเฟย กดหัวบุตรของนางอย่างเห็นได้ชัด

บุตรชายตระกูลหลิ่วก็ขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจสามารถจนทำให้บุตรของนางกลายเป็นเด็กธรรมดาที่ไม่มีผู้ใดพูดถึง หากปีหน้าบุตรชายตระกูลหลิ่วสอบเป็นจ้วงหยวนได้อีก เจาอี๋จะต้องโกรธมากแน่ๆ อันที่จริงอายุของเยี่ยหรงกับบุตรชายตระกูลหลิ่วก็ต่างกันหลายปี อย่างไรคงเอามาเปรียบกันไม่ได้ แต่ด้วยเยี่ยหรงเองเป็นเด็กที่มีความสามารถธรรมดาๆ คนหนึ่งไม่โดดเด่นอะไร เลยยิ่งทำให้หวังซื่อรู้สึกไม่ถูกโฉลกกับบุตรชายตระกูลหลิ่วเข้าไปอีก

           หวังซื่อส่งเสียงหึเบาๆ แล้วเหลือบมองหน้าเยี่ยหลีเล็กน้อย “หากได้รับคำชี้แนะจากนายท่านผู้เฒ่าสวี เป็นธรรมดาที่หรงเกอเอ๋อร์จะมั่นใจมากขึ้น” ประโยคนี้สื่อว่านางยอมลงให้แล้ว

แต่สวีฮูหยินก็ยังไม่มีท่าทีอะไร นางเพียงยิ้มน้อยๆ “ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง เยี่ยฮูหยินเป็นคนฉลาด มองการณ์ไกล ถึงอย่างไรคงไม่รังแกบุตรสาวของภรรยาเอกคนก่อนหรอก ข้ากลับไปจะไปขอรายการสินเดิมของคุณหนูใหญ่ตระกูลข้าส่งมาที่จวนให้พวกเจ้าตระเตรียมกันใหม่ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวจะไม่ทันวันมงคลของหลีเอ๋อร์”

           หวังซื่อได้แต่เดินหน้าตึงออกไป พร้อมเสียงหัวเราะเย็นๆ ของสวีฮูหยินดังไล่หลัง

[1] การสอบเคอจวี่ คือการสอบคัดเลือกเข้าเป็นขุนนางระดับราชสำนัก ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งเรียก จ้วงหยวนหรือจอหงวน อันดับสองเรียกปั๋งเหยี่ยน อันดับสามเรียกทั่นฮวา

[2] กุ้ยเฟย ตำแหน่งพระสนมขั้นสูง รองจากฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย

[3] อั้นโส่ว คำเรียกผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบขุนนางระดับประเทศหรือระดับเมือง

[4] เจี้ยหยวน คำเรียกผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบขุนนางระดับมณฑล

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย สามีเถื่อนที่รัก
9.0
นิรินตกที่นั่งลำบากหลังเข้าห้องผิดจนเผชิญหน้ากับนรราช ชายร่างสูงใหญ่ในสภาพเมามายที่ข่มขู่จะเอาชีวิตหากเธอขัดขืน ท่ามกลางความหวาดกลัวและรอยจูบที่ถูกยัดเยียด เมื่อแสงไฟสว่างขึ้นเธอกลับพบว่าเขาคือลุงราช หลานชายเจ้าของบ้านผู้แสนใจร้าย แม้ครอบครัวของทั้งคู่จะมีรอยร้าวและบิดาของเธอสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวอย่างเด็ดขาด แต่การพบกันโดยไม่คาดฝันในครั้งนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นวายที่ยากจะถอนตัว
หน้าปกนวนิยาย อุบายรักแม่ทัพหน้านิ่ง
8.9
เมื่อองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ตกหลุมรักแม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชา นางจึงตัดสินใจละทิ้งฐานันดรและปลอมตัวเป็นทหารเพื่อแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกองทัพ หวังเพียงจะได้ใกล้ชิดชายในดวงใจ ทว่าแผนการครั้งนี้กลับเผชิญอุปสรรคใหญ่หลวง เมื่อแม่ทัพหนุ่มปักใจเชื่อสนิทว่านางคือบุรุษเพศที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ท่ามกลางสมรภูมิและการผจญภัยที่เต็มไปด้วยอันตราย นางจะสามารถเปิดเผยตัวตนและคว้าหัวใจของเขามาครองได้อย่างไรในสถานการณ์ที่ผิดฝาผิดตัวเช่นนี้
หน้าปกนวนิยาย สยบแค้นรักซาตาน
9.0
กฤษณะจำต้องปกป้องนักโทษสาวที่พัวพันกับกลุ่มค้ายาจากอันตรายรอบด้าน ทว่าเธอกลับเป็นน้องสาวของฆาตกรที่สังหารแฟนสาวของเขาอย่างทารุณ เมื่อพี่ชายเธอชิงตายหนีความผิด กฤษณะจึงมุ่งระบายความแค้นทั้งหมดลงที่เธอเพียงคนเดียว แต่การฝ่าฟันอุปสรรคและความใกล้ชิดในยามวิกฤตกลับค่อยๆ หลอมละลายความเกลียดชังให้กลายเป็นความผูกพันที่ยากจะถอนตัว ท่ามกลางความขัดแย้งและฝีปากที่ปะทะกันอย่างไม่ลดละ หัวใจของเขาก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปในแบบที่เจ้าตัวไม่เคยคาดคิด
หน้าปกนวนิยาย ซีรีส์คุณหนู
9.8
ท่ามกลางบรรยากาศร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยปริศนาและความขัดแย้ง เรื่องราวการล้างแค้นสุดระห่ำได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อความแค้นไม่ใช่จุดจบแต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเกมการเมืองและการต่อสู้ที่ซ่อนเร้น เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่าสงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร ทุกย่างก้าวคืออันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้ในซีรีส์คุณหนูที่เต็มไปด้วยแอ็กชันสุดเข้มข้นและการสืบสวนที่ซับซ้อนเกินกว่าใครจะจินตนาการถึงบทสรุปสุดท้ายของการชำระแค้นครั้งนี้ได้นี้
หน้าปกนวนิยาย ชิงเหมย บุปผาซ่อนคม
9.7
จากอดีตยอดวีรสตรีผู้สละชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินสยามอย่างห้าวหาญ นางได้กลับมาเกิดใหม่ในดินแดนจีนโบราณท่ามกลางโชคชะตาที่ผันผวน แม้ปัจจุบันนางจะเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่มีสิริโฉมงดงามจนยากจะหาใครเทียบเคียงได้ แต่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสานั้น กลับซุกซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่และคมดาบที่แหลมคมเอาไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้ การเดินทางครั้งใหม่ในฐานะบุปผาซ่อนคมจึงเริ่มต้นขึ้นเพื่อพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของนางอีกครั้งหนึ่งครั้งในต่างโลกใบภาคหนึ่ง
หน้าปกนวนิยาย ภรรยาผู้ถูกทอดทิ้ง ตำนานนักกฎหมายผงาด
8.9
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันยอมละทิ้งชื่อเสียงในฐานะ 'เนเมซิส' ทนายความไร้พ่าย เพื่อทำหน้าที่ภรรยาที่ดีของคีท อัยการหนุ่มชื่อดัง ทว่าในวันครบรอบแต่งงาน เขากลับพร่ำเพ้อถึงแฟนเก่าอย่างฮอลลี่ และซ้ำร้ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุกาแฟร้อนหกใส่ เขากลับปกป้องฮอลลี่จนปล่อยให้ฉันถูกน้ำร้อนลวกเจ็บสาหัส ความเย็นชาครั้งนี้ทำให้ฉันตัดสินใจหย่าขาด สามเดือนต่อมาฉันกลับเข้าสู่วงการกฎหมายอีกครั้งเพื่อเป็นทนายฝั่งตรงข้ามในคดีใหญ่ที่สุดของเขา ถึงเวลาที่อดีตสามีจะต้องชดใช้ เมื่อเนเมซิสคนนี้จะทำลายสถิติของเขาให้พังพินาศ