ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ชายานอกนาม

ชายานอกนาม

คุณหนูสามตระกูลเยี่ยต้องเผชิญมรสุมเมื่อถูกน้องสาวหักหลังจนถูกถอนหมั้นจากท่านอ๋องรูปงาม เยี่ยหลีหวังเพียงความสงบ แต่ฟ้ากลับส่งราชโองการบีบให้เธอเข้าพิธีวิวาห์ภายในสามวัน ว่าที่สวามีคือม่อซิวเหยา ท่านอ๋องที่เลื่องลือเรื่องความอัปลักษณ์ พิการ และมีดวงกินภรรยาจนอดีตชายาสองคนต้องตายอย่างมีเงื่อนงำ ทว่าเมื่อได้เผชิญหน้า ตัวตนที่แท้จริงของเขากลับพลิกผัน ชายตรงหน้าคือบุรุษผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและมากความสามารถ เบื้องหลังหน้ากากของคนไร้ค่าที่เขาสร้างขึ้นมานั้น ซุกซ่อนความลับอันตรายใดไว้กันแน่
ตอน
แชร์

ตอน 1

บทที่ 1

ตอนที่ 1 ปฏิเสธการแต่งงาน? พระราชทานสมรส?

“คุณหนู คุณหนูเกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ”

ภายในสวนที่มีต้นไม้ประปรายและเงียบสงบ หญิงสาวในชุดสีเขียวอ่อนพุ่งตัวเข้าไปในห้องราวกับลมหอบ รวดเร็วเสียจนทำให้กังสดาลที่ห้อยอยู่ข้างประตูส่งเสียงดังกรุ๊งกริ้งขึ้น

ภายในห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายทว่าหรูหรานั้น มีหญิงสาวร่างสะโอดสะองน่าหลงใหลนั่งหันหน้าเข้าหาหน้าต่างที่เปิดอยู่ครึ่งบาน เข็มและด้ายในมือไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเพราะคนที่เข้ามารบกวนเลยแม้แต่น้อย รอจนเด็กสาวคนนั้นหยุดหอบแล้วจึงค่อยวางงานในมือลง หันมาถามเสียงกลั้วหัวเราะว่า “เรื่องอะไรกันที่ทำให้เจ้าเอะอะโวยวายเช่นนี้”

หญิงสาวหน้าตางดงามเกลี้ยงเกลา สายตาเฉียบคมขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูอ่อนแอ นางสวมชุดเรียบง่าย ผมยาวสลวยปักปิ่นหยกเพียงอันเดียวรวบไว้ง่ายๆ หากมีผู้ใดมาเห็นเข้าคงยากจะเชื่อว่านางคือคุณหนูบุตรีของภรรยาเอกแห่งจวนเจ้ากรม

“คุณหนู! คุณหนูยังมีอารมณ์มานั่งเย็บปักถักร้อยอยู่อีก ท่านรู้หรือไม่เจ้าคะ...ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านอ๋องปฏิเสธที่จะแต่งงานกับท่าน!” เด็กสาวดึงผ้าปักในมือนางออกพร้อมกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ ตั้งแต่หลีอ๋องปฏิเสธการแต่งงานกับคุณหนูของนางเมื่อสามวันก่อน นางก็ร้อนใจจนไฟแทบจะลุกท่วมอยู่แล้ว แต่คุณหนูของนางกลับคล้ายทองไม่รู้ร้อน ประหนึ่งมิใช่เรื่องของตนเช่นนั้น

“ชิงซวง ท่านอ๋องถอนหมั้นข้าตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว เจ้าเพิ่งจะมาร้อนใจเอายามนี้ ไม่รู้สึกช้าไปหน่อยหรือ” เยี่ยหลีมองสาวใช้คนสนิทด้วยความขบขัน และไม่ถือสาเรื่องที่นางเสียมารยาทกับตน

“คุณหนู!” ชิงซวงถลึงตามองคุณหนูของนาง “บ่าวไม่ได้ร้อนใจด้วยเรื่องท่านอ๋องเสียหน่อยเจ้าค่ะ” คุณหนูเองยังไม่สนใจเรื่องหลีอ๋องเลยแล้วนางจะสนใจไปไย เพียงแต่... “โอ๊ย คุณหนู ฮ่องเต้พระราชทานสมรสแก่ท่านอีกแล้ว! นายท่านให้มาเชิญคุณหนูออกไปรับราชโองการประเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”

“พระราชทานสมรสอีกแล้วหรือ” เยี่ยหลีประหลาดใจยิ่งนักจนเผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เดิมคิดว่าเมื่อหลีอ๋องถอนหมั้นไปแล้ว ตนจะได้อยู่อย่างสงบสักสองสามปีเสียอีก เพราะถึงอย่างไรคนสมัยนี้ก็มีน้อยนักที่ยินดีจะแต่งงานกับหญิงที่เคยถูกถอนหมั้นมาแล้ว

“ตระกูลเราเป็นเพียงเจ้ากรมเท่านั้น เหตุใดฮ่องเต้จึงใส่พระทัยเพียงนี้” สามวันก่อนเพิ่งถูกถอนหมั้น สามวันให้หลังก็พระราชทานสมรสให้อีก จะว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับจวนเจ้ากรมดี หรือจะว่าชะตาไม่ต้องกันกับบุรุษที่ต้องแต่งงานกับนางดี

ชิงซวงโกรธจนหูตาแดงไปหมด เอ่ยด้วยความเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “คราวนี้เป็นท่านติ้งอ๋องเจ้าค่ะ! ต้องเป็นเพราะคุณหนูใหญ่เพ็ดทูลฮ่องเต้เป็นแน่ นางชอบรังแกคุณหนูมานับแต่เล็กแล้ว นี่ถึงกับ...ถึงกับให้คุณหนูแต่งงานกับท่านติ้งอ๋อง ฮือๆ...”

เยี่ยหลีมองสาวใช้คนสนิทของตนอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี สาวน้อยขี้แยผู้นี้ช่างมีนิสัยขัดกับชื่อชิงซวงเสียจริง “เอาละ ถ้อยคำเช่นนี้อย่าได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้าข้างนอกเชียว ไปเถิด ออกไปรับราชโองการกัน”

ห้องโถงจวนตระกูลเยี่ย

“ด้วยโองการฟ้า ฮ่องเต้มีรับสั่งว่าคุณหนูตระกูลเยี่ย นามเยี่ยหลี มีความฉลาดหลักแหลม ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจรรยาซึ่งเป็นคุณสมบัติของคู่ชีวิตที่ดี จึงพระราชทานสมรสกับติ้งอ๋อง นามม่อซิวเหยา ดำรงตำแหน่งพระชายาเอก โดยให้เลือกวันฤกษ์งามยามดีในการจัดงาน จบราชโองการ”

    สมาชิกตระกูลเยี่ยขานรับขอบพระทัยในพระเมตตาอย่างพร้อมเพรียง ขันทีที่มาทำหน้าที่ประกาศราชโองการยื่นราชโองการให้เยี่ยหลี แล้วกล่าวกับนางด้วยเสียงปนหัวเราะว่า “ยินดีด้วยเยี่ยฮูหยิน ยินดีด้วยคุณหนูเยี่ย”

เยี่ยหลีรับราชโองการพลางฝืนยิ้มให้ขันทีท่าทางเป็นปกติ แม้จะรู้สึกขัดหูกับน้ำเสียงกลั้วหัวเราะนั้นก็ตาม “ขอบคุณท่านกงกงมากเจ้าค่ะ ลำบากท่านกงกงแล้ว”

ขันทีผู้นั้นเหลือบมองเยี่ยหลีด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ด้วยตนได้ยินมาว่าคุณหนูสามซึ่งเป็นบุตรีของอดีตฮูหยินใหญ่ตระกูลเยี่ยนั้นเป็นที่เลื่องลือในเมืองหลวงว่าเป็นคุณหนูที่บกพร่องด้วยคุณสมบัติสามประการ นั่นคือบกพร่องด้วยความสามารถ บกพร่องด้วยรูปลักษณ์ และบกพร่องด้วยคุณธรรม

ครั้นได้มาเห็นหญิงสาวตรงหน้าด้วยตาตนเองแล้ว ถึงจะไม่งดงามหมดจดช่นเยี่ยเจาอี๋[1]ที่อยู่ในวังหลวง และเทียบไม่ได้กับคุณหนูสี่ตระกูลเยี่ยที่ได้ชื่อว่าสะคราญโฉมเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นสาวงามที่หาได้ยากคนหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีกิริยาอ่อนช้อย การพูดการจาดูมีท่ามีทางดีเสียด้วย นางคล้ายกับที่เยี่ยเจาอี๋บอกไว้เสียที่ใดว่าเป็นคนไม่รู้กาลเทศะ ไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด

แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของคนตระกูลเยี่ยที่ดูมีความสุขบนความทุกข์ของคุณหนูผู้นี้อย่างยากที่จะปกปิดไว้ได้แล้ว ก็ทำให้ขันทีผู้นี้แจ้งแก่ใจโดยพลัน แม้ในใจจะนึกสงสารคุณหนูเยี่ยผู้นี้อยู่บ้าง แต่เรื่องเช่นนี้ก็หาใช่เรื่องที่ขันทีคนหนึ่งอย่างตนจะเข้าไปยุ่มย่ามได้ จึงกล่าวเพียงว่ามิบังอาจ แล้วขอตัวจากมา

นายหญิงของตระกูลเยี่ยเรียกให้พ่อบ้านออกไปส่งแขกด้วยตนเองที่หน้าประตูอย่างให้เกียรติ ก่อนหันมาปรายตามองเยี่ยหลี แสร้งใช้น้ำเสียงเอื้อเอ็นดูกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “โชคดีจริงที่ฮ่องเต้ทรงพระปรีชาสามารถ จึงพระราชทานสมรสที่ดีเยี่ยงนี้แก่ลูกสามอีกครั้ง มิเช่นนั้น...” มิเช่นนั้นแล้วหญิงสาวที่เคยถูกปฏิเสธการแต่งงานมาแล้วไยจะมีโอกาสได้แต่งงานอีกเล่า

สีหน้าของเยี่ยหลียังคงเป็นปกติ แต่ในใจหัวเราะเยาะว่างานแต่งดีๆ หรือ คงคิดว่าคนที่ไม่ชอบออกไปไหนมาไหนอย่างนางจะไม่รู้อะไรกับเขาเลยสินะ

ติ้งอ๋อง นามม่อซิวเหยาผู้นี้ เมื่ออายุได้สิบแปดปีประสบเหตุร้ายแรงจนเสียโฉมและขาพิการทั้งสองข้าง นับแต่นั้นมาจึงได้แต่นอนป่วยเรื้อรังอยู่บนเตียง ก่อนหน้านี้เคยแต่งงานมีพระชายาเอกแล้วถึงสองคน คนแรกแต่งงานเข้าไปยังไม่ถึงครึ่งเดือนก็มีเหตุให้ตกน้ำตาย ส่วนอีกคน ตกกลางคืนนางหวาดผวากับแสงเทียนในห้องหอจนตกใจตายไปอีกคน มีข่าวลือว่าเพราะนางเห็นความอัปลักษณ์ของติ้งอ๋องจึงตกใจตายไปเสียอย่างนั้น ถ้าไม่เพราะเหตุนี้แล้วจะมีเหตุอันใดที่ทำให้บุรุษที่มีฐานะสูงส่งอย่างติ้งอ๋องจวบจนอายุยี่สิบห้าปีเข้าไปแล้วก็ยังไม่มีพระชายาเอกเป็นตัวเป็นตนอีกเล่า

“ฮูหยินกล่าวถูกแล้ว ถึงอย่างไรท่านอ๋องก็เป็นถึงซื่อสี[2] อ๋องที่มียศขั้นหนึ่ง นับได้ว่าหลีเอ๋อร์ได้รับเกียรติยิ่งแล้วเจ้าค่ะ”

สีหน้าของนายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเยี่ยแข็งขึ้นเล็กน้อย หันมองเยี่ยหลีทีหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เมื่อเจ้ารู้เช่นนี้แล้ว ก็ไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแต่งงานเถิด อย่าให้ขายหน้าจวนเจ้ากรมของเราได้ อีกไม่นานน้องสี่ของเจ้าก็จะแต่งออกไปเช่นกัน ในจวนคงวุ่นวายน่าดู”

“รู้แล้วเจ้าค่ะ ข้าทำให้ฮูหยินต้องกังวลใจแล้ว”

“ข้าเป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเยี่ย เป็นธรรมดาที่ข้าต้องเป็นห่วงเป็นใยเรื่องเหล่านี้” นายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเยี่ยกล่าว ครั้นเห็นสีหน้าของเยี่ยหลียังคงนิ่งไม่เปลี่ยน นางจึงส่งเสียงเหอะเบาๆ แล้วเดินจากไป

เยี่ยหลีลอบยิ้มพลางมองนายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเยี่ยเดินจากไป เพียงยักคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวอะไร

แม้นางจะเป็นคุณหนูบุตรีภรรยาเอกของตระกูลเยี่ย แต่ก็มิใช่บุตรีคนโตที่เกิดจากหวังซื่อ[3]**** ฮูหยินใหญ่คนปัจจุบัน แต่เป็นบุตรีคนโตที่เกิดจากสวีซื่อ ฮูหยินใหญ่คนก่อนของเจ้ากรมเยี่ย สวีซื่อเกิดในตระกูลที่เต็มไปด้วยบัณฑิต ครั้นให้กำเนิดเยี่ยหลี สุขภาพร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก เจ้ากรมเยี่ยเดิมทีมีใจรักหวังซื่อ ฮูหยินรองที่แต่งเข้ามาก่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงอาศัยจังหวะที่สวีซื่อป่วยหนักยกอำนาจในจวนทั้งหมดให้หวังซื่อ จนเมื่อเยี่ยหลีอายุได้เจ็ดขวบ สวีซื่อก็ได้จากโลกนี้ไปและในช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้เยี่ยหลีเติบโตมาเป็นเยี่ยหลีอย่างทุกวันนี้

ภายหลังหวังซื่อเลื่อนมาเป็นภรรยาเอก ด้วยเกรงว่าคนจะครหาว่าตนปฏิบัติต่อบุตรีของฮูหยินคนก่อนอย่างไร้ความเมตตา จึงไม่กล้าโหดร้ายกับนางมากนัก แต่แน่นอนว่าหนีไม่พ้นที่จะคอยหาวิธีกลั่นแกล้งสร้างความลำบากให้นางเป็นครั้งคราวอยู่บ่อยไป แต่ทุกครั้งความไม่มีปากไม่มีเสียงของเยี่ยหลีก็ทำให้ทุกอย่าง...คลี่คลายไปเอง แต่นั่นยิ่งทำให้หวังซื่อไม่ชอบหน้านางเข้าไปใหญ่

“พี่สาม ยินดีกับท่านด้วย”

ลับหลังหวังซื่อไม่เท่าไร สาวๆ ตระกูลเยี่ยที่ยังไม่ถึงวัยออกเรือนสามสี่คนก็เข้ามารุมล้อมนางทันที ใบหน้าที่แสร้งเข้ามาแสดงความยินดีกับนางนั้นซ่อนความสมเพชเวทนาและดูมีความสุขบนความทุกข์ของนาง

คนที่เปิดปากเอ่ยคนแรกคือคุณหนูหก นามเยี่ยหลิน นางเป็นบุตรีที่เกิดจากอนุ แต่ไหนแต่ไรมาชอบติดตามคลุกคลีอยู่กับลูกๆ ของหวังซื่อ และคอยหาเรื่องเยี่ยหลีเพื่อเอาใจบรรดาบุตรีของหวังซื่ออยู่บ่อยครั้ง เยี่ยหลีไม่อยากจะถือสาหาความอะไรกับนาง คิดเสียว่านี่เป็นแค่วิธีการเอาตัวรอดของบุตรีที่เกิดจากอนุเท่านั้น ขอเพียงอย่าให้มากเกินไป นางเองก็ไม่อยากมีเรื่องกับเด็กที่เพิ่งอายุสิบขวบหรอก

“พี่สามมีเรื่องอะไรที่น่ายินดีกัน นางต้องแต่งงานกับท่านติ้งอ๋องนะ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว ท่านอ๋องผู้นั้นทั้งพิการทั้งอัปลักษณ์ ซ้ำยังทำให้พระชายาของตนตกใจตายอีก ผู้ใดเลยจะรู้ว่าพระชายาคนแรกที่ตายไปอาจเป็นท่านอ๋องเองที่ทำให้นางตายก็เป็นได้ พวกเราสมควรยินดีกับพี่สี่ถึงจะถูก อีกเดือนเดียวพี่สี่ก็จะได้เป็นพระชายาหลีอ๋องแล้ว” คุณหนูห้า เยี่ยซานเอ่ยเพื่อเอาใจเยี่ยอิ๋ง คุณหนูสี่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง แต่ในนัยน์ตากลับฉายแววอิจฉาริษยาที่มิอาจซ่อนเร้นได้

แน่นอนว่าเยี่ยอิ๋งมีรูปโฉมงดงามสมคำเล่าลือว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง คิ้วโก่งดั่งใบหลิว นัยน์ตาใสประหนึ่งน้ำในฤดูใบไม้ร่วง รูปลักษณ์ที่งดงามดั่งหยกไม่มีส่วนใดไม่เปล่งประกายความงดงามออกมา กิริยาท่าทางทุกอย่างล้วนอ่อนช้อย สง่างาม น่าทะนุถนอม แต่ความงดงามอ่อนช้อยเช่นนี้สำหรับเยี่ยหลีที่พบเห็นสาวงามมานับไม่ถ้วนแล้ว ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้นางตกตะลึง

“ทุกคนต่างเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น จะมายินดีไม่ยินดีอะไรกัน อีกหน่อยท่านแม่จะต้องช่วยเลือกชายหนุ่มที่ถูกใจให้น้องห้าและน้องหกเช่นกัน” เยี่ยอิ๋งพูดเสียงเบา น้ำเสียงของนางไพเราะรื่นหู กิริยาท่าทางงดงามล้วนทำให้นางดูน่าหลงใหล เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงรู้สึกอิจฉา จึงรีบเสริมต่อว่า “พี่สาม เรื่องท่านหลีอ๋อง...ข้าต้องขอให้พี่อภัยให้ข้าด้วย” ดวงตาสุกใสมองเยี่ยหลีอย่างขอโทษ

เยี่ยหลีหัวเราะอย่างใจกว้าง เอ่ยกับเยี่ยอิ๋งว่า “ไม่เป็นไรหรอก คงเพราะข้าและท่านอ๋องไร้วาสนาต่อกัน ถึงอย่างไรเรื่องชายหนุ่มเพียงคนเดียวก็มิอาจทำลายความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเราได้หรอกจริงหรือไม่”

เยี่ยอิ๋งแปลกใจมากที่ไม่เห็นปฏิกิริยาตามที่นางคาดการณ์ไว้ ทำให้นางขัดใจมากทีเดียว แต่ที่ทำให้นางผิดหวังที่สุดคือ เดิมทีคิดว่าข่าวที่เยี่ยหลีถูกปฏิเสธการแต่งงานเมื่อสามวันก่อนจะทำให้นางเสียใจจนไม่เป็นผู้เป็นคน แต่ที่ไหนได้พี่สามของนางนิ่งเงียบอยู่เพียงครู่แล้วเอ่ยเพียงว่าข้ารู้แล้ว ก่อนเดินกลับเข้าเรือนตัวเองไปเสียอย่างนั้น วันนี้ได้พบหน้าอีกครั้งก็ไม่เห็นว่านางจะมีอาการเสียอกเสียใจเลยแม้แต่น้อย หลีอ๋องเป็นชายหนุ่มในฝันที่เป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วเมืองหลวงเชียวนะ นางไม่เชื่อจริงๆ ว่าพี่สามจะไม่รู้สึกอะไร!

เพียงแวบเดียวเท่านั้น สีหน้านางก็เปลี่ยนเป็นยิ้มด้วยความเขินอาย “ข้ารู้ว่าพี่สามเอ็นดูข้าที่สุด อีกหน่อยถ้าพี่สามมีเรื่องลำบากอะไรก็ไปหาอิ๋งเอ๋อร์ที่ตำหนักหลีอ๋องได้เจ้าค่ะ”

เยี่ยหลีตอบรับน้อยๆ นางไม่อยากสนใจสีหน้าได้ใจที่ยากจะซ่อนไว้ของเยี่ยอิ๋งอีก จึงเอ่ยลาพี่น้องที่จ้องจะหาโอกาสสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้นางจนแทบจะอดใจไม่ไหว แล้วเดินจากมา

เยี่ยหลีพาชิงซวงค่อยๆ เดินกลับไปทางเรือนพักของตนเอง ตลอดทางชิงซวงเอาแต่บ่นอุบบ่นอิบว่า “คุณหนูสี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ทั้งๆ ที่นางเป็นคนแย่งท่านอ๋องไปแท้ๆ แต่กลับทำมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ช่างน่ารังเกียจเสียจริง!”

เยี่ยหลีหมุนตัวกลับมายิ้มให้นาง “เอาน่า ถ้าผู้ใดมาได้ยินเข้า ระวังเจ้าจะเจ็บตัว จะแต่งงานกับท่านหลีอ๋องหรือท่านติ้งอ๋อง ข้าก็ไม่อะไรเลยจริงๆ”

“จะไม่อะไรได้อย่างไรกันเจ้าคะ!” ชิงซวงจ้องนางเขม็ง “ท่านหลีอ๋องได้ชื่อว่าเป็นชายหนุ่มที่สง่างามที่สุดแห่งเมืองหลวง เป็นพระอนุชาร่วมอุทรของฮ่องเต้เชียวนะเจ้าคะ ผู้ใดก็รู้กันทั้งนั้นว่าท่านติ้งอ๋องขาพิการทั้งสองข้าง ทั้งยังเสียโฉมแล้วยังป่วยด้วย...ฮือ...” เมื่อคิดได้ว่าติ้งอ๋องจะต้องมาเป็นสามีของคุณหนูตนแล้ว ชิงซวงจึงใช้ความพยายามอย่างมากในการกลืนคำว่าไร้สมรรถภาพกลับลงไป

“เช่นนั้นแล้วอย่างไร” เยี่ยหลีเลิกคิ้วถาม มองชิงซวงด้วยความขบขัน “หรือเจ้าเห็นว่าท่านหลีอ๋องหน้าตาหล่อเหลา เลยอยากแต่งออกไปกับข้าด้วยเผื่อได้เป็นภรรยาของเขาอีกคน”

จะหน้าตาหล่อเหลาหรือไม่ เยี่ยหลีไม่สนใจ ถึงแม้คู่หมั้นคนก่อนของนางจะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในยอดชายงามแห่งเมืองหลวงก็ตาม แต่นิสัยของม่อจิ่งหลีคงไม่ดีไปกว่าติ้งอ๋องเป็นแน่ ข่าวเรื่องม่อจิ่งหลีกับเยี่ยอิ๋งคบหาดูใจกันนั้นมิใช่ว่าไม่เคยผ่านเข้าหูนางมาก่อน แต่ม่อจิ่งหลีกลับรอจนใกล้จะถึงวันแต่งงานเข้าไปทุกทีแล้วค่อยคิดและจงใจปฏิเสธการแต่งงาน ก็สมควรจะต้องไตร่ตรองแล้ว เมื่อคิดมาถึงตรงนี้...การที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ตนที่เพิ่งถูกปฏิเสธมาหมาดๆ นั้น ก็มีเรื่องให้น่าขบคิดเช่นกัน บอกว่านางเป็นผู้มีความฉลาดหลักแหลม ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจรรยาซึ่งเป็นคุณสมบัติของคู่ชีวิตที่ดี...ในเมืองหลวงนี้มีผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าคุณหนูสามตระกูลเยี่ยขึ้นชื่อเรื่องหน้าตาอัปลักษณ์ อ่อนด้อยด้วยความสามารถ ทั้งยังขาดคุณสมบัติของกุลสตรีที่ดี หรือจะหมายความว่านางที่ขาดคุณสมบัติทั้งสามประการนี้เหมาะสมกันดีแล้วกับติ้งอ๋องที่ก็ไร้สมรรถภาพทั้งปวงกันนะ

“คุณหนู!” ชิงซวงหน้าแดง กระทืบเท้าเร่าๆ พร้อมบอกว่า “บ่าวไม่เอาด้วยหรอกเจ้าค่ะ! บ่าว ชิงซวงยอมแต่งงานกับบ่าวรับใช้ แต่จะไม่ยอมเป็นอนุผู้ใดเด็ดขาดเจ้าค่ะ” ที่สำคัญที่สุดคือนางจะไม่ยอมเป็นอนุของคนที่เป็นสามีของคุณหนูนางแน่นอน

มารดาของชิงซวงแต่เดิมเป็นภรรยาบ่าวของเจ้านายตระกูลหนึ่ง ครั้นบิดาของนางด่วนจากไป นางและมารดาก็ถูกภรรยาหลวงขับไล่ออกจากตระกูล ต้องเร่ร่อนอยู่ตามถนน ภายหลังมารดาของนางป่วยตาย นางเองก็เกือบถูกจับไปขายในหอนางโลม ดีที่ได้คุณหนูซื้อเอาไว้ ซ้ำยังตั้งชื่อชิงซวงให้อีกและคอยสอนนางจนอ่านออกเขียนได้ ชิงซวงมิใช่คนลืมบุญคุณใคร บุญคุณนี้ต่อให้ตายนางก็ไม่ลืม

เมื่อเห็นสาวใช้ของตนร้อนใจถึงเพียงนั้น เยี่ยหลีก็อดขำไม่ได้ “เอาน่า ข้าล้อเล่นหน่อยไม่ได้เชียวหรือ”

“คุณหนูก็...”

[1] เจาอี๋ ตำแหน่งสูงสุดของพระสนมเอกในฮ่องเต้ มีความหมายว่า ผู้งามเลิศยิ่ง

[2] ซื่อสี หมายถึง ตำแหน่งที่สามารถสืบทอดทางสายเลือดได้ ในที่นี้ ซื่อสีอ๋อง หมายถึง ตำแหน่งอ๋องที่สามารถสืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกได้

[3] ซื่อ ใช้ต่อหลังนามสกุลเดิมของหญิงที่แต่งงานแล้ว

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย Project N8
7.9
ในอนาคตอันใกล้ที่นวัตกรรมก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการแพทย์ พลังงาน และอวกาศ มนุษย์ต่างชื่นชมความล้ำหน้าจนอาจลืมตั้งคำถามถึงผลกระทบที่ตามมา ปัญหาใหม่ที่แฝงมากับทางออก และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ Project N8 หรือชื่อที่พ้องกับจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์ กำลังท้าทายว่าโลกพร้อมรับมือกับปลายทางของความก้าวหน้าจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วนี่คือสัญญาณเตือนถึงการสิ้นสุดของยุคสมัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในโลกความจริง
หน้าปกนวนิยาย เอื้อมหัวใจเทพบุตรแบดบอย
9.5
เมื่อเอื้อมพัฒน์ เชฟหนุ่มสุดฮอตเจ้าของฉายาพ่อเสือร้ายผู้รักสนุกและไม่เคยคิดผูกมัดกับใคร กลับมาสะดุดตาเด็กฝึกงานสาวอย่างศุรตาจนเกิดเป็นความสนใจที่ยากจะถอนตัว ทว่าเส้นทางความรักของเพลย์บอยตัวฉกาจครั้งนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะอดีตที่ขมขื่นและเบื้องหลังอันดำมืดของเขากำลังตามหลอกหลอน อีกทั้งปมความขัดแย้งที่แฝงไปด้วยอันตรายยังพร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อเพื่อทำลายความสัมพันธ์ที่เริ่มก่อตัวนี้ให้พังทลายลง
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง
7.9
เมื่อวิญญาณของนักฆ่าสาวผู้ไร้ความปรานีอันดับหนึ่งได้ข้ามมิติมาสวมร่างหญิงสาวผู้มีใบหน้าอัปลักษณ์ในยุคโบราณ เธอต้องเผชิญกับชีวิตที่แสนรันทดท่ามกลางการดูถูกเหยียดหยามและการกลั่นแกล้งสารพัดจากผู้คนรอบข้างที่รุมสาปส่งเธออย่างไม่ใยดี ทว่าด้วยจิตวิญญาณของเพชฌฆาตสาวผู้แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยว เธอจึงพร้อมจะลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมและเปลี่ยนโชคชะตาอันเลวร้ายนี้ให้กลายเป็นตำนานบทใหม่ที่ทุกคนต้องยำเกรงในความโหดเหี้ยมที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ทุกคนเคยดูแคลน
หน้าปกนวนิยาย บำเรอพิศวาสจอมมาร
8.5
เมื่ออดีตคนรักอย่างแอรอนกลับมาในฐานะนายจ้างผู้ทรงอิทธิพล ณัฐกานต์จึงต้องเผชิญหน้ากับความโกรธแค้นที่แฝงไปด้วยความโหยหา เขาใช้หน้าที่การงานข่มขู่บังคับให้เธอเข้าใกล้ แม้หญิงสาวจะพยายามรักษาระยะห่างเพื่อปกป้องหัวใจที่ยังรัก แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานอำนาจมืดและความเร่าร้อนที่เขามอบให้เพื่อลงโทษที่เธอเคยทิ้งไป รสจูบที่รุนแรงและป่าเถื่อนในรอบสี่ปีกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเกมพิศวาสที่เต็มไปด้วยความแค้นที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้เพื่อรักษาทีมอารักขาของตนไว้
หน้าปกนวนิยาย ฮูหยินชาวไร่ของท่านแม่ทัพ
8.9
หม่าเยี่ยนถิง นักฆ่าสาวผู้ถูกองค์กรหักหลังจนตัวตาย ได้รับโอกาสเกิดใหม่ในร่างหญิงสาวอาภัพยุคโบราณที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง เธอต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้อัตคัดที่ต้องดูแลลูกแฝดเพียงลำพังท่ามกลางความทรงจำอันเลือนรางของเจ้าของร่างเดิม แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความยากลำบากและปมปัญหาจากอดีตสามี แต่เธอก็ตั้งมั่นจะปกป้องลูกน้อยให้ดีที่สุด ทว่าสถานการณ์กลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่ออดีตเป้าหมายที่เธอเคยสังหารกลับมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน
หน้าปกนวนิยาย ท่านอ๋องเจ้าขา...ข้ายอมแล้ว
9.0
เยี่ยนจิ้นหลิง จิ้งจอกสีเงินผู้เก่งกาจจำต้องลงมือจัดการกับโชคชะตาอันวุ่นวายของ ฉินอ๋อง มู่เลี่ยงหรง เพื่อปกป้อง เยี่ยนเยว่ฉี น้องสาวที่รักจากการต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวจนสิ้นใจในเรือนหลัง นางตั้งเป้าหมายที่จะทำลายดวงชะตาดอกท้อที่เต็มไปด้วยสตรีมากมายรอบกายเขา เพื่อให้ได้มาซึ่งบุรุษผู้มีรักเดียวตามที่น้องสาวปรารถนา การวางแผนเผชิญหน้ากับอ๋องหนุ่มผู้มีพันธะรัดตัวจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟันเพื่อเปลี่ยนอนาคตอันแสนเศร้า