
ห้ามรักถ้าไม่อยากเจ็บ
ตอน 2
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชนกันต์ไม่ได้นอนค้างกับเธอที่ห้องชุด หากที่ผ่านมากุลนิภาไม่ได้ว้าวุ่นใจเหมือนในช่วงนี้...เธอรู้ดีว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร
จิตใจถูกเขย่าอย่างรุนแรง กุลนิภารู้สึกสั่นคลอนไปทั้งใจ มันเป็นมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน เมื่อเซเลบสาวที่มีผลงานในวงการบันเทิงและกำลังถูกจับตามองในฐานะนักแสดงดาวรุ่งได้พูดแย้มถึงผู้ชายที่เธอกำลังคบหาว่าเป็นคนนอกวงการบันเทิง เขาเป็นทายาทของนักธุรกิจใหญ่ เจ้าหล่อนบอกนักข่าวเพียงเท่านี้ หากแค่เพียงข้ามวัน ชื่อของชนกันต์ ราชเวคินก็ถูกเผยออกมา
ในทีแรกกุลนิภาไม่เชื่อข่าว หากเธอไม่อาจตัดความระแวงสงสัยออกจากใจได้ เธอจึงใช้เวลาถึงครึ่งวันเพื่ออ่านข่าวของทั้งสองคน ซึ่งมีคนจับภาพและเหตุการณ์โยงให้เห็นว่ามันสอดคล้องกัน แล้วจึงได้ข้อสรุปอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าผู้ชายที่เซเลบสาวพูดถึงก็คือผู้ชายที่นอนกับเธอเกือบทุกค่ำคืนนั่นเอง
กุลนิภารู้สึกร้อนรน เธอผุดลุกผุดนั่งอยู่ภายในห้องชุด อยากจะโทร.ไปถามชนกันต์ให้รู้เรื่องว่าเขาคือผู้ชายในข่าวจริงหรือเปล่า...แต่เธอก็ไม่ได้ทำ เพราะชนกันต์เคยสั่งห้ามเอาไว้ เขาไม่ให้เธอโทร.ไปหาเขา เธอจะพบเขาได้ก็ต่อเมื่อเขากลับมาหาเธอที่ห้องเท่านั้น
เธอรอเขาด้วยใจกระวนกระวาย กระทั่งเขากลับมาในเวลาเกือบเที่ยงคืน มันดึกแล้ว...เธอรู้ แต่เธอต้องถามเขาให้รู้เรื่องตั้งแต่ตอนนี้
‘คุณกันต์เห็นข่าวหรือยังคะ’
คิดไปเองว่าชนกันต์อาจยังไม่รู้เรื่องข่าว กุลนิภาจึงเตรียมพร้อมที่จะเล่าให้เขาฟังว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เขาไม่ได้ประหลาดใจสักนิด แถมยังถามกลับมาอย่างที่ทำให้เธอรู้ว่าเขารู้ทุกเรื่องดีแล้ว
‘ข่าวของผมกับคุณไอซ์เหรอ’
‘ใช่ค่ะ คุณเห็นข่าวแล้วใช่ไหม’
‘คุณอ่านข่าวไร้สาระพวกนี้ด้วยเหรอ’
ชนกันต์ถามเสียงกลั้วหัวเราะ เขาทำเหมือนมันเป็นเรื่องเล็ก หากท่าทางนั้นยิ่งกระตุ้นให้กุลนิภายืนไม่ติด...เธอต้องการคำยืนยัน เธอไม่อยากคิดไปเอง เพราะมันอาจทำให้เธอฟุ้งซ่านจนกลายเป็นบ้าได้
‘ข่าวของคุณกับคุณไอซ์ มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ’
‘ผมเห็นข่าวแล้ว ข่าวก็ไม่เห็นมีอะไร’
‘คุณกับคุณไอซ์คบกันหรือคะ’
กุลนิภายังคงถามย้ำ เพราะเธอยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เธอรู้สึกเหมือนชนกันต์กำลังบ่ายเบี่ยง
ชนกันต์เงียบไป เขาไม่มองหน้าเธอ ความนิ่งของเขาทำให้เธอหวั่นเกรงได้เสมอ หากกุลนิภาทนอยู่กับความไม่รู้มาทั้งวันแล้ว มันทรมานใจมาก เธอไม่อยากอยู่กับความรู้สึกนี้อีกต่อไป...
นานนับนาที ชนกันต์ถึงได้เบือนหน้ากลับมามองเธอ เขาจ้องตาเธอ
‘ผมกับคุณไอซ์ยังไม่ได้คบกัน แต่เรากำลังคุยกัน ว่าแต่...ทำไมคุณเซ้าซี้ถามผมจังเลย’
กุลนิภาอ้าปาก เธอพยายามเปล่งเสียงพูด แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาสักคำ เพราะในหัวของเธอว่างเปล่า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรตอบเขาอย่างไร ซึ่งชนกันต์คงคร้านที่จะรอฟังเธอตอบ เขาจึงเดินเข้าห้องนอนไปเสีย
ค่ำคืนนั้นชนกันต์ทำให้กุลนิภาใจหาย เธอเสียใจ เธอเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำจนตาบวมปูด หากเมื่อกลับออกมา ร่างสูงที่นอนรออยู่บนเตียงนอนก็กวักมือเรียกเธอให้ไปหา เขากอดจูบเธอ...แล้วทุกอย่างก็จบลงเหมือนเช่นทุกคราว
ชนกันต์ร่วมรักกับเธอ เขาทำให้เธอครวญครางอยู่ใต้ร่างของเขา ซึ่งเธอเองก็ตอบสนองความต้องการของเขาอย่างเต็มอกเต็มใจ
กุลนิภายอมเป็นของเขา เธอยินดีใช้ร่างกายชดใช้แทนเงินที่เธอทำหายไปจากบัญชีของเขา เธอไม่ได้เสียใจที่ตัดสินใจทำเรื่องนี้ลงไป เหตุผลเพียงเพราะเธอหลงรักเขา...
“โง่! โง่ที่สุด! ฉันจะทำยังไงกับพวกแกดี ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดสักราย”
เสียงผรุสวาทดังมาจากคนที่กระแทกกายนั่งลงบนโซฟาตัวเก่าภายในบ้านสองชั้นที่ตั้งอยู่ริมคลองของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก
กุลนิภานั่งรถแท็กซี่จากคอนโดมิเนียมย่านสาทรกลับมาที่นี่ เพราะเธอไม่อาจรอชนกันต์อยู่ที่นั่นได้อีกต่อไป มโนภาพที่เกิดขึ้นอยู่ในหัวบอกว่าเขากับอรรพีกำลังหวานชื่นกัน มันทำให้น้ำตาของเธอไหลไม่ยอมหยุด สุดท้ายกุลนิภาจึงเก็บของใช้ที่จำเป็นไม่กี่ชิ้นยัดใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ แล้วกลับมาที่บ้านหลังนี้ หากแทนที่เธอจะได้พักใจ แต่เธอกลับต้องร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิม
“ฉันส่งเสียแกกับพี่ชายของแกให้เรียนหนังสือจนหมดเนื้อหมดตัว แต่ดูพวกแกสิ เคยทำให้ฉันภูมิใจบ้างไหม ทุกวันนี้ฉันไม่รู้จะปั้นหน้ายังไงเวลาญาติผู้ใหญ่ถามถึง แถมญาติทางฝั่งพ่อของแกอีกล่ะ คนพวกนั้นรอสมน้ำหน้าฉันอยู่ พวกมันพูดอยู่ตลอดเวลาว่าฉันไม่มีปัญญาเลี้ยงพวกแกให้ได้ดีเท่าไอ้เด็กเวรนั่น ทั้งที่มันเป็นแค่เด็กเหลือขอ มันเป็นแค่เศษคนที่ไม่มีใครชายตาแลมัน”
“แม่ตำหนิหนูกับพี่กัซได้ แต่ทำไมแม่ต้องด่าพี่นิคด้วย พี่นิคไม่เคยทำไม่ดีกับแม่เลยนะ”
กุลนิภาแย้งแม่ทั้งที่เสียงยังเครือสะอื้นไห้...เธอนั่งฟังแม่ด่ามานานนับสิบนาทีแล้ว เธอทนฟังได้ เพราะแม่ก็คือแม่ เธอเข้าใจความอัดอั้นตันใจของแม่ดี แต่เมื่อแม่ด่าลามไปถึงพี่ชายต่างมารดาที่เธอไม่ได้พบเขามาหลายปี เธอจึงอดที่จะปกป้องฝ่ายนั้นไม่ได้
เธออยากหยุดความรุ่มร้อนไว้แค่ภายในครอบครัว ไม่อยากดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้เข้ามาพัวพันด้วย
“เพราะแกมันโง่อย่างนี้นะสิ แกถึงไม่ทันใครเขาสักที แกอุตส่าห์ได้อยู่กินกับคุณกันต์ แต่ยังปล่อยให้เขาไปคบกับผู้หญิงคนอื่น อย่างนี้ไม่ให้เรียกว่าโง่แล้วจะให้เรียกว่าอะไร”
“คุณกันต์ไม่ได้อยู่กินกับหนู...หนูอยู่กับเขาในฐานะอะไร แม่ก็รู้ดีอยู่แล้ว”
เสียงของกุลนิภาแผ่วเบา จนมันแทบไม่หลุดจากปาก หากคนเป็นแม่กลับได้ยินอย่างชัดเจน...อาจเป็นเพราะนางรู้แก่ใจดีตามที่ลูกสาวพูดอยู่แล้ว
“พอๆ แกไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก เรื่องมันผ่านไปแล้ว แกจะรื้อฟื้นขึ้นมาอีกทำไม คุณกันต์หยุดทวงเงินจากพวกเราไปตั้งนานแล้ว เขาไม่ได้ติดใจเงินที่หายไป แกเองก็ควรจะจบเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้แกคิดแค่ว่าแกกับคุณกันต์อยู่กินด้วยกันฉันผัวเมีย เพียงแค่ยังไม่แต่งงานกันเท่านั้น มันเป็นเรื่องปกติของหนุ่มสาวสมัยนี้ ฉันไม่ถือ การที่ฉันยอมให้แกไปอยู่กับเขาก็เป็นเพราะฉันคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว...แต่แกมันโง่ ปล่อยให้พวกดาราปลายแถวมาฉกเขาไปได้”
อรรพีไม่ใช่ดาราปลายแถว แต่เจ้าหล่อนเป็นผู้หญิงสวย รวย และเก่ง เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างยากที่ใครจะมองข้าม...แต่กุลนิภาไม่ได้แย้งแม่ เพราะเธอไม่อยากเอาความจริงมาพูดตอกย้ำให้ตัวเองเจ็บช้ำมากกว่าเดิม
คนร่างบางที่อยู่ในอาการอ่อนระโหยยันกายลุกขึ้นยืน ในมือมีกระเป๋าสะพายใบย่อมถือเอาไว้ เธอนั่งกอดกระเป๋าใบนี้มานานสองนาน เหมือนมันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่เหลืออยู่
“หนูจะเข้าไปอาบน้ำนอนค่ะ”
“วันก่อนที่แกบอกว่าหน้ามืดจะเป็นลม ตอนนี้อาการดีขึ้นหรือยัง”
กุลนิภาชะงักเท้ากึก หัวใจหล่นวูบอีกหน
“ดะ...ดีขึ้นแล้วค่ะ หนูคงพักผ่อนน้อย”
“ไม่ใช่ว่าแกท้องนะ”
“หนูฉีดยาคุม”
“รู้อย่างนี้ปล่อยท้องเสียก็ดี”
คนเป็นแม่บ่นอย่างอารมณ์เสีย นางไม่อาจตัดใจจากเรื่องนี้ ผู้ชายที่หวังจะให้ลูกสาวเกาะไว้แน่นๆ กำลังจะหลุดมือ หากเมื่อมองลูกสาวตัวเอง นางก็เห็นเพียงผู้หญิงหน้าตาจืดชืดไร้สีสัน เครื่องสำอางบนใบหน้าแทบไม่มี แถมตอนนี้หน้าตาของเจ้าตัวก็ซีดเซียวเหลือเกิน...นางถึงกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ
“แกจะไปไหนก็ไปเถอะ”
เขาไม่รัก เขาไม่เคยรักเรา ยื้อไปก็เท่านั้น...
กุลนิภาวางกระเป๋าบนเตียงแล้วทิ้งร่างลงตาม เหมือนไร้เรี่ยวแรงที่จะทรงตัวยืน เมื่อกระบอกตาร้อนผ่าว เธอจึงยกสองมือขึ้นมาลูบใบหน้าแรงๆ อย่างต้องการปลุกปลอบตัวเอง เธอไม่อยากร้องไห้อีก เพราะวันนี้เธอร้องไห้มามากพอแล้ว
เธอเสียน้ำตา เสียหัวใจ เสียร่างกายให้กับผู้ชายที่ชื่อชนกันต์ หากทุกสิ่งที่เธอเสียให้เขาไปนั้นมันช่างไร้ค่าสิ้นดี
กุลนิภาเข้าไปอาบน้ำด้วยหวังจะให้ร่างกายสดชื่นมากขึ้น เมื่อได้สัมผัสสายน้ำเย็น มันจึงทำให้จิตใจของเธอดีขึ้นตามไปด้วย
นานเกือบครึ่งชั่วโมงที่หญิงสาวใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำ เมื่อเธอเปิดประตูออกมา กวาดสายตามองรอบห้องนอน ความทรงจำเก่าก่อนก็ย้อนกลับมา
ห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวของเธอตั้งแต่เด็ก เธออยู่ที่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่จำความได้ ภาพจำในวัยเด็กนั้นช่างมีความสุข ครอบครัวของเธอประกอบด้วย พ่อ แม่ กวินซึ่งเป็นพี่ชาย และตัวเธอ
แม่เป็นผู้หญิงอารมณ์ดี ส่วนพ่อเป็นผู้ชายตัวโตที่แสนใจดี...ชีวิตของเธอจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
หากความสุขนั้นกลับไม่ยั่งยืน เมื่อวันหนึ่งพ่อพาเด็กผู้ชายวัยโตกว่าเธอและพี่ชายมาอยู่ที่บ้าน พ่อบอกว่าเขาชื่อพี่นิค เขาเป็นพี่ชายต่างมารดาของเธอ และเขาจะเป็นลูกชายคนโตของบ้านหลังนี้ เพราะเขาอายุมากกว่าเธอกับกวิน
กุลนิภายอมรับพี่ชายคนใหม่ได้ แต่กวินมีอาการต่อต้านอยู่บ่อยครั้ง หากเด็กชายทั้งสองคนเลือกวิธีต่างคนต่างอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีปัญหาต่อกัน
ทว่าการเข้ามาอยู่ร่วมบ้านของพี่นิคกลับก่อให้เกิดปัญหาขึ้นกับแม่...ในวันหนึ่งพ่อกับแม่ทะเลาะกันยกใหญ่ พ่อตะโกนใส่หน้าแม่ว่าจะไม่ทนอยู่ที่บ้านหลังนี้อีกต่อไป เพราะแม่ทำร้ายพี่นิค กุลนิภาได้เห็นรอยช้ำบนร่างกายของพี่ชายคนโต เธอจำได้ว่าเนื้อตัวของตัวเองชาวูบไปเลย เพราะมันน่ากลัวเหลือเกิน เธอสงสารพี่นิคจับใจ
หากกุลนิภายังเชื่อใจแม่ เพราะในสายตาของเธอนั้น แม่เป็นผู้หญิงอ่อนโยน แม่ไม่มีทางทำร้ายพี่นิคได้ ดังนั้นกุลนิภาจึงตั้งท่าจะเถียงพ่อแทนแม่ แต่เธอแค่อ้าปาก เสียงหัวเราะพลิ้วของแม่ก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน...คล้ายกับว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมันช่างไร้สาระเสียเหลือเกิน
‘ฉันตีมันเอง เพราะลูกของพี่ดื้อเหมือนวัวเหมือนควาย ฉันให้มันช่วยทำงานบ้านหลังเลิกเรียน แต่มันขี้เกียจ ทำแบบขอไปที ฉันสั่งให้ล้างจาน มันก็ล้างจานไม่สะอาด พอบอกให้มันกวาดบ้านจัดบ้าน มันก็ทำแบบลวกๆ ฉันเลยต้องตีสั่งสอน แล้วพี่มีปัญหาอะไร’
ถ้อยคำนั้นทำให้กุลนิภามองแม่เหมือนไม่เคยเห็นแม่มาก่อน...แม่เหมือนคนแปลกหน้าไปแล้ว เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าแม่จะพูดจาร้ายๆ แบบนี้ออกมาได้
‘เธอสั่งให้ตานิคทำงานอะไรนักหนา ตานิคเพิ่งจะอายุสิบขวบ แถมเป็นเด็กผู้ชาย ตอนอยู่ที่เชียงราย ตานิคไม่เคยทำงานบ้าน ไม่เคยมีใครสอนให้มันทำ แต่จู่ๆ เธอก็สั่งให้ตานิคทำโน่นทำนี่สารพัด และต้องทำงานให้เรียบร้อย เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือเปล่า หรือว่าเธอจงใจแกล้งลูกของฉัน’
ลูกของฉัน ลูกของเธอ ลูกของเรา...มันเป็นคำพูดที่กุลนิภาได้ยินจากพ่อและแม่บ่อยๆ จนรู้สึกชิน เธอไม่รู้ว่าครอบครัวของตัวเองผิดแปลกจากคนอื่นหรือเปล่า หากไม่นานจากนั้นก็เกิดเหตุให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันด้วยเรื่องเดิมอีกหน ซึ่งคราวนี้พ่อไม่ทนจริงๆ พ่อพาพี่นิคออกจากบ้านไปเลย
แม่ยืนเชิดหน้ามองทั้งสองคนด้วยหางตา แต่เมื่อคล้อยหลังพวกเขา แม่กลับกรีดร้องและด่าทอเหมือนคนเสียสติ
นั่นเป็นครั้งแรกที่กุลนิภาเห็นแม่ในสภาพควบคุมตัวเองไม่ได้ หากมันไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะเธอยังเห็นแม่เกรี้ยวกราดอีกนับครั้งไม่ถ้วน หากต่างกันเพียงคนต้นเหตุที่ทำให้แม่ต้องเป็นอย่างนั้นกลายเป็นเธอกับกวินที่ยังอยู่ในการดูแลของแม่
รถพอร์เชอคันสีเหลืองสดแล่นมาจอดตรงหน้าบ้านหลังใหญ่ในเวลาเกือบสองทุ่ม หลังจากเสียงเครื่องยนต์ดับลง คนตัวป้อมที่กำลังเล่นอยู่ข้างในก็วิ่งออกมายืนอยู่กลางห้องโถง ดวงตากลมจับจ้องไปยังประตูหน้าบ้าน รอคอยว่าเมื่อไรใครคนนั้นจะมาปรากฎตัว
“เสียงรถอากันต์ใช่ไหม”
คุณอมลรดาเดินตามหลานชายออกมา เจ้าตัวน้อยหันไปมองคุณย่า แล้วบอกด้วยท่าทางไร้เดียงสา
“กันต์...มา...”
คุณย่าที่ยังคงสวยสง่ายกมือขึ้นมาลูบศีรษะเล็กทุยของหลานรักพลางเอ่ยชม
“เก่งนะเรา จำเสียงรถของอากันต์ได้...ว่าแต่ทำไมอากันต์ไม่เข้ามาสักที เสียงรถจอดสักพักแล้วนี่นา หรือว่าอากันต์เมาหลับอยู่รถแล้วก็ไม่รู้”
“กันต์...เมาเหยอ”
เด็กชายวัยสองขวบทวนถามคุณย่า เรียวคิ้วเล็กขมวดมุ่น ไม่รู้ว่าเจ้าตัวน้อยเข้าใจคำพูดของคุณย่าหรือเปล่า แต่มันทำให้คุณอาตัวโตที่เดินเข้ามาในห้องโถงทันได้ยินเข้าพอดี เขาจึงเอ่ยปากปกป้องตัวเองด้วยน้ำเสียงขันๆ
“คุณแม่กำลังทำให้ผมเสียเครดิตกับเจ้าพร้อมอยู่นะครับ”
“มาแล้วเหรอ หลานมายืนรอตั้งแต่ได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดแล้ว แต่ไม่เห็นกันต์โผล่มาสักที แม่เลยคิดว่าเราเมาอยู่ในรถไปแล้ว”
ชนกันต์ไม่ตอบแม่ เขาเพียงแต่ยิ้มบางๆ หากท่าทางหลบสายตานั้นทำให้คนเป็นแม่รู้ว่าลูกชายมีบางอย่างปิดบังตน ซึ่งนางเองก็เลือกที่จะรับรู้เท่าที่ลูกบอกให้รู้เช่นกัน
“กันต์กินอะไรมาหรือยัง พี่ๆ เขายังอยู่ในห้องกินข้าว กันต์ตามไปสิ”
น้ำเสียงของคุณอมลรดาอ่อนโยน แม้ชนกันต์ไม่บอกอะไรนาง แต่แววตาของเขาทำให้นางรู้ว่าเขากำลังมีปัญหา เมื่อลูกโตเป็นหนุ่ม มันคงยากที่จะให้เขาวิ่งมาบอกนางให้ช่วยแก้ปัญหาเหมือนตอนเป็นเด็ก นางจึงชี้หนทางด้วยการบอกกลายๆ ให้เจ้าตัวไปหาพี่ชายทั้งสองคนเสีย...พี่น้องกันคงเปิดใจพูดคุยได้ง่ายกว่าการคุยกับพ่อแม่
ดังนั้นไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสองหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องรับประทานอาหารจึงเห็นชนกันต์อุ้มเด็กชายตัวป้อมตามเข้ามา
“วันนี้แกมีนัดกับคุณไอซ์ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงกลับบ้านเร็ว”
ธีทัตซึ่งเป็นทายาทคนโตของตระกูลราชเวคินถามน้องชายพลางยกสองมือขึ้นไปรับร่างของลูกชายที่กำลังโผนมาหาเมื่อเห็นเขา
“เปลี่ยนแผนนิดหน่อย ตอนแรกผมกับคุณไอซ์จะไปล่องเรือเจ้าพระยาด้วยกัน แต่คุณไอซ์เจอนักข่าวตามติด เราเลยตัดสินใจกินข้าวในห้องอาหารของโรงแรมแทน พอกินเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ”
สิ้นคำของชนกันต์ ก่อฤกษ์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็เปรยขึ้นมา
“คบคนมีชื่อเสียงก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีอิสระ”
“คุณไอซ์เป็นตัวของตัวเอง”
“ฉันเชื่อ คุณไอซ์เป็นผู้หญิงเก่ง ท่าทางคล่องแคล่วดี”
ธีทัตตัดบทด้วยเกรงจะเกิดเหตุทะเลาะกัน เพราะรู้ดีว่าก่อฤกษ์ไม่สนับสนุนให้ชนกันต์คบหากับเซเลบสาว เจ้าตัวตั้งตนเป็นหมอดูคู่กับหมอเดาว่าชนกันต์กับอรรพีมีนิสัยเหมือนกัน ท่าทางแข็งๆ ทั้งคู่ แถมยังมั่นใจในตัวเองสูง ถ้าหากแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก็คงไม่แคล้วมีเรื่องงัดข้อกันไม่เว้นวัน...แล้วบ้านจะเป็นบ้านไปได้อย่างไร
“แกชอบคุณไอซ์เพราะอะไร หวังว่าคงไม่ใช่เพราะเขาสวย เก่ง นามสกุลดัง และเป็นคนมีชื่อเสียงนะ”
ยัง! ยังไม่เลิกยุ่งเรื่องนายกันต์อีก...ธีทัตหันไปทำหน้าเมื่อยใส่น้องชายฝาแฝด แต่เจ้าตัวกลับทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้
“เฮียก่ออยากรู้ทำไม ทีตอนเฮียก่อมีฝน ผมไม่เห็นถามเฮียเลยว่าชอบฝนตรงไหน”
“เมียฉันน่ารัก เธอนิสัยดีและเป็นแม่ที่อบอุ่นของลูกๆ”
“ผู้หญิงแต่ละคนมีดีต่างกัน คุณไอซ์มีดีในแบบของเธอ เฮียไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอ เฮียไม่ต้องรู้หรอก”
“สิ่งที่คุณไอซ์มีอาจเป็นแค่องค์ประกอบภายนอก มันไม่ได้ทำให้ชีวิตของแกสมบูรณ์มากขึ้น คนที่มีพร้อมทุกอย่างอย่างแกไม่ต้องหาผู้หญิงที่เพียบพร้อมพอกันมาแต่งงานหรอก เพราะเรามีมากพอแล้ว แกเลือกผู้หญิงที่แกรักเขาและเขารักแกจะดีกว่า หาผู้หญิงที่ทำให้แกมีความสุขมาอยู่ด้วยก็พอ”
“เฮียกำลังสบประมาทผมกับคุณไอซ์”
“ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นมีแต่ตัว แต่ถ้าเธอเป็นผู้หญิงที่ดี เธอทำให้แกมีความสุขได้ ฉันก็พร้อมที่จะสนับสนุนเธอในฐานะพี่ผัว”
ก่อฤกษ์ยังไม่หยุดพูด แลคล้ายเจ้าตัวพูดไปเรื่อยเปื่อย แต่ธีทัตรู้ว่าน้องชายฝาแฝดกำลังดึงเรื่องไปหาใคร เขาเหล่มองชนกันต์อย่างประเมิน พอเห็นเจ้าตัวทำหน้าบึ้ง เขาจึงรู้ว่าเจ้าตัวก็คงรู้ทันเช่นกัน
“ผมไม่ได้คิดว่าผู้หญิงที่ผมคบจะต้องเป็นคนมีฐานะ เป็นคนเก่ง หรือเป็นคนมีชื่อเสียง แต่ผมคาดหวังว่าเธอจะไม่มีครอบครัวที่เป็นปลิงดูดเลือด ไม่มีแม่หรือพี่ชายที่เป็นตัวบ่อนทำลายชีวิตผม ดังนั้นผมจึงเบื่อที่จะอยู่กับผู้หญิงที่มีแต่ความขาดแคลน...เฮียจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง เพราะฝนแก้วเป็นเด็กกำพร้า เฮียได้เมียมาคนเดียว ไม่มีครอบครัวของเธอพ่วงมาด้วย ฝนแก้วเป็นของเฮีย เธอเข้ามาอยู่กับเรา เฮียไม่ต้องคอยปวดหัวกับพ่อแม่ญาติพี่น้องของเธอสักคน”
คุณอาจจะชอบ





