
7Leaders เกมรักปิดฉากนายคาสโนว่า เล่มที่ 3 ของซีรี่ย์
ตอน 3
มหาวิทยาลัย BBK
เสียงทุ้มต่ำของเครื่องยนต์จากเฟอร์รารี่รุ่นเอสเอฟไนน์ตี้สตาร์เดลสีแดงแกมดำ รถสปอร์ตหรูคู่ใจถูกขับเข้ามาจอดที่ลาดกว้างหน้าตึกคณะบริหารการจัดการ ส่วนเจ้าของรถหรูราคาเหยียบสี่สิบล้านคันนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่หนุ่มหล่อนิสัยดีแถมรวยอย่างผม
เปิดตัวน่าหมั่นไส้ไปหน่อยนะครับ แต่นี่แหละคืออีกด้านของชีวิตผมที่เรียกได้ว่า…เรียบหรู ที่ผมเคยเกริ่นไปแล้วในตอนต้น รวมไปถึงพวกเสื้อผ้าเครื่องประดับแบรนด์เนมที่ถูกสวมทับบนตัวผม ทุกอย่างล้วนมีราคาและเข้ากับเทรนแฟชั่นปัจจุบัน
รสนิยมของผมเป็นแบบนี้แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อโอ้อวดแต่อย่างใด ก็แค่ไม่รู้จะเก็บเงินไปทำไมพร่ำเพรื่อ ส่วนที่มีเพื่อเก็บก็แบ่งเก็บในที่ที่คุ้มค่าแก่การเก็บและเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากพอสมควร
แต่ส่วนใช้จ่ายที่เหลือนี่สิ ผมคิดไม่ตกจริง ๆ ว่าจะใช้ไปกับอะไรดี ผลสรุปสุดท้ายก็คือใช้เงินซื้อสิ่งของที่ชอบ อีกอย่าง...มันก็คือการลงทุนอีกวิธีหนึ่ง แต่เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าและสิ้นเปลืองในเวลาเดียวกันเท่านั้นเอง
ทีนี้ก็ได้รู้จักชีวิตเรียบหรูของผมเพิ่มอีกหน่อยแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่จะพลาดโอกาสไม่ทำความรู้จัก (จะดีกว่า) ไม่ได้เลยทีเดียว เพราะคนนี้ผมแทบไม่เคยอยากรู้จัก ครับ ไม่ผิดหรอก ใครอยากรู้จักมันก็เชิญ!
บรื้นนน!
ยังไม่ทันที่ผมจะเปิดประตูลงจากรถ เสียงเร่งเครื่องยนต์จากลัมโบร์กีนีสีเหลืองสุดเห่ยของใครคนนั้นที่ผม…เอิ่ม ใช้คำว่าเกลียดขี้หน้าแล้วกัน ขับเข้ามาจอดข้าง ๆ รถผม
เอ่อ…จะแนะนำยังไงดีล่ะ เอาเป็นว่า ผมไม่ชอบมัน! ถึงแม้ว่าคนที่ผมเอ่ยถึงจะเป็นรุ่นพี่ในคณะเดียวกันก็ตาม ส่วนเรื่องที่ทำให้ผมต้องจดรายชื่อรุ่นพี่คนนี้ลงในบิงโกบุ๊ก [1] แถมวาดเครื่องหมายกากบาทสีแดงทับก็มีอยู่หลายประเด็นเลยทีเดียว
ประเด็นแรกร้อนที่สุดคือ…มันชอบทำตัวเป็นคู่แข่งที่ผมไม่สมยอม โดยเฉพาะเรื่องหญิง แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่ามันฮอตจนเทียบชั้นกับผมได้นะ ความจริงแล้วไม่ใช่เลย มันแค่ทำเหมือนว่ากำลังแข่งกับผม ปาดหน้ากันท่าผู้หญิงที่เตรียมจะกรี๊ดใส่ผมให้สนใจมันแทน แต่ถือว่าช่วยผมได้เยอะอยู่เหมือนกัน ถึงจะน่ารำคาญก็เถอะ อย่างน้อยก็เบาหูจากเสียงกรี๊ดกร๊าดของพวกผู้หญิงได้
แล้วยังจะมีเรื่องเรียน เรื่องการทำงาน การลงทุน บลา ๆ ๆ ที่เจ้าตัวสรรหามาแข่งกับผมแบบไม่ถงไม่ถามผมสักคำว่าอยากเป็นคู่แข่งกับมันหรือเปล่า ผมก็เลยปล่อยเบลอเรื่องของบุคคลคนนี้
อ่อ…ลืมบอกไป ไอ้รุ่นพี่คนที่กำลังก้าวขาออกจากรถสุดเห่ยนั่นน่ะ ชื่อของมันก็คือ อาชิ
ทันทีที่ร่างกำยำล่ำสันของรุ่นพี่คนที่ผมขยาดทรงตัวยืนบนพื้นได้ สายตาเย้ยหยันมองผ่านฟิล์มดำทึบเข้ามามองผมอย่างรู้ตำแหน่ง พร้อมกับส่งกระแสจิตผ่านกระจกหนากันกระสุนอย่างดีคล้ายจะบอกผมว่ามันชนะอีกแล้ว เพราะตอนนี้มันก้าวลงจากรถและเหยียบพื้นได้ก่อนผม
หึ ยังไงซะ! ผมก็เกลียดขี้หน้ามันอยู่ดีนั่นแหละ
“พี่มอสสวัสดีค่าา~” ผมพยักยิ้มให้รุ่นน้องผู้หญิงปีสองสามคนที่เดิมสวนกันตรงทางขึ้นบันไดหน้าตึกคณะ หลังจากไอ้อาชิเดินนำหน้าเข้ามายังตึกคณะก่อน ผมถึงยอมเปิดประตูย้ายตัวเองตามเข้ามา ทั้งที่ผมมาถึงก่อนแต่ต้องรอมันไปให้พ้นหูพ้นตา ไม่งั้นวันนี้ทั้งวันเป็นวันชงของผมแน่
“พี่มอสขา~ วันนี้มีเรียนถึงกี่โมงคะ?” ผมแค่ยิ้มเบา ๆ ให้รุ่นน้องผู้หญิงอีกกลุ่มที่นั่งตรงม้าหินอ่อนกลางโถงใต้ตึก แล้วเดินผ่านไปไม่ตอบคำถามนั้นเหมือนอย่างที่เคยทำ
“พี่มอสอ่า~” น้ำเสียงตัดพ้อแต่ย้อนแย้งกับอาการเขินอายดังแผ่วตามหลังผม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกอยากหันกลับไปปลอบใจหรอกนะ
“อ้าวเฮ้ย! ไอ้หล่อมาแล้วเว้ย! กว่าจะมานะมึง” ยังก้าวขาไม่ทันถึงม้าหินอ่อนที่นั่งประจำกลุ่ม ผู้ชายสองคนที่นับถือกันว่าเป็นเพื่อนรักก็เริ่มต้นด้วยการแซวผมทันที จนบางครั้งก็ชวนให้คิดว่านี่คือธรรมเนียมปฏิบัติเวลาพวกมันเจอหน้าผมตอนอยู่มหาวิทยาลัย
ผมพยักหน้าทักทายกลับ แล้วที่สำคัญ ต้องน้อมรับความจริงเรื่องที่พวกมันชมผมว่าหล่อด้วยยังไงล่ะ “กว่าจะมาอะไรของมึงไอ้มาร์ค กูมาก่อนเวลาเข้าคาบแรกตั้งครึ่งชั่วโมงเลยนะเว้ย”
“เอาน่ะ ๆ เลิกกัดกัน มึงแม่งดังแล้วก็ดังได้อีกนะไอ้มอส แต่ดูท่าคราวนี้จะดังแบบพังซะแล้วว่ะ” ไอ้กิตตินพูดแทรกผมกับไอ้มาร์คเพื่อยุติการโต้เถียงที่กำลังจะเกิดขึ้น แถมยังทิ้งความสงสัยมาให้ผมสองคนจนต้องหันไปมองมันที่ก้มหน้าจ้องจอโทรศัพท์ด้วยสีหน้าจริงจัง
“มึงพูดถึงอะไร?” ไอ้มาร์คถามคำถามได้ตรงใจผมทีเดียว แต่นิสัยใจร้อนของมันที่ไม่ชอบรอให้อีกฝ่ายได้ตอบ เลยถือโอกาสชะเง้อมองจอโทรศัพท์เองตามระเบียบ
“อะไรล่ะเนี่ย! มีคนสร้างเพจแอนตี้มึงว่ะ เรื่องใหญ่เรื่องโตเชียว ฮา ๆ ”
“พวกมึงดูอะไรกันแน่? ไหนเอามาดูบ้างซิ” เสียงหัวเราะและสีหน้าร้ายกาจของทั้งสองคนยิ่งทำให้ผมสงสัย ไอ้กิตตินยิ้มเยาะพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้ผม ผมรีบรับมาเช็กดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และนั่นยิ่งทำให้ผมประหลาดใจกับสิ่งที่ได้เห็น หน้าจอโชว์เพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อเพจว่า “Anti Moss” และที่น่าตกใจคือยอดคนกดไลก์เพจมีมากกว่าพันคน
“ใครมันสร้างเพจวะ?” ผมสบถกับตัวเองพลางขมวดคิ้วเครียด ดีนะที่มันยังลงรูปหล่อให้ผม แต่แคปชันนี่สิรับไม่ได้เลย!!
kkkiii90: ไอ้ฝรั่งปลอมขี้เก๊ก แม่งคิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไงวะ
ว่างเกิ๊น: เออสัส กล้าดียังไงมายุ่งกับนางฟ้าของพวกเรา แบบนี้ต้องสั่งสอน!!
ilovemirin: ต้องจัดการมันให้รู้สำนึก!!!
อะไรก็ไม่น่าโมโหเท่าคำว่า ‘ไอ้ฝรั่งปลอม’ มันเกิดยุคหินกันหรือไงถึงดูไม่รู้ว่าผมเป็นลูกครึ่ง โง่เง่า!!
“ใจเย็นให้ได้นะไอ้มอส กูขี้เกียจเข้าห้องอธิการเพราะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดโดยไม่เต็มใจ ไม่เอาแล้วนะ น่าเบื่อจะตาย” ไอ้กิตตินบ่นถึงความหลังเพื่อย้ำเตือนผม แต่ต้องยอมรับว่าผมทำให้พวกมันสองคนเป็นแบบนั้นจริง และหลายต่อหลายครั้งเสียจนพวกมันดูท่าจะเบื่อหน่ายตามที่บ่น
“พวกมึงอ่านคอมเมนต์ก่อนแล้วค่อยบอกให้กูใจเย็น” ผมยื่นโทรศัพท์คืนกลับไปให้ไอ้กิตตินที่ทำหน้าไม่ทุกข์ร้อน
“แต่กูก็สงสัยเหมือนพวกที่มาคอมเมนต์นะเว้ย”
ผมขมวดคิ้วมุ่นกับคำถามน่าฉงนของไอ้มาร์ค “สงสัยอะไรวะ?”
“มึงเป็นฝรั่งปลอมจริงหรือเปล่า…ยังไงล่ะ?”
ฟุบ!!
ผมคว้าคอเสื้อนักศึกษาของเพื่อนรักที่กำลังหักหลังผมด้วยการสนับสนุนศัตรู พร้อมทำท่าง้างแขนกำกำปั้นเตรียมพร้อม
“ฮ่า ๆ ๆ ใจเย็นเว้ย ๆ ถึงยังไงก็มีพรรคพวกอยู่แค่นี้ สามัคคีกันไว้ดีกว่าน่า” ไอ้กิตตินพูดพลางหัวเราะชอบใจ ท่าทางช่างขัดกับคำพูด
อย่างว่าแหละ ไอ้เพื่อนคนนี้มีนิสัยพูดจาทำร้ายจิตใจไม่ต่างกับไอ้มาร์คหรอก เพียงแต่ท่าทางการพูดของมันดูสุภาพนุ่มลึก แต่ก็ทำให้เจ็บใจได้มากกว่าเพราะเดาไม่ถูกว่าโดนด่าไปหรือยัง มันทำให้คนฟังสับสนเพราะท่าทางที่แสดงออกว่าเป็นมิตรต่างกับคำพูดร้ายกาจของมันที่พร้อมจะเสียดแทงคนฟังยังไงล่ะ
แต่ก็นะ นี่ถือเป็นข้อดีของไอ้กิตตินที่ผมชอบ มันทำให้ผมมีสติไม่ลงไม้ลงมือกับเพื่อนตัวเองในตอนนี้ และหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา คำพูดมันสะท้อนความจริงให้ผมได้เข้าใจในสถานการณ์บางอย่าง
ไอ้มาร์คทำหน้ากวนประสาทใส่ผมไม่เลิก แต่สุดท้ายผมก็ยอมปล่อยคอเสื้อมันอย่างช่วยไม่ได้
“เดี๋ยวกูค่อยเอาคืนมึงที่ค่ายมวย ไอ้มาร์ค” ผมถอนหายใจพลางจ้องหน้าไอ้เพื่อนตัวร้ายเขม็ง ผมมีโอกาสเล่นงานมันคืนทุกเมื่อที่ต้องการ เพราะมันเป็นลูกศิษย์ของผม
อาจฟังดูแปลก ๆ แต่ความเป็นมาก็ประมาณว่า…ไอ้มาร์คเคยถูกพวกนักเลงโตในร้านเหล้าเล่นงานหนักจนหมดสภาพไม่เหลือเค้าโครงเดิม ถึงขนาดต้องพักฟื้นร่างกายไปสามเดือน พอมันรู้ว่าพี่ชายผมมีค่ายมวยแล้วผมก็เรียนต่อยมวยและมีความสามารถในการต่อสู้ ถึงจะไม่สู้พี่ฮานก็เถอะ รายนั้นต้องพี่กัสที่งัดข้อกันอย่างสูสี แต่ด้วยความที่มันรู้จักผมในฐานะเพื่อนและสนิทสนมกัน ไอ้มาร์คก็เลยขอเป็นลูกศิษย์เอกของผมจนถึงตอนนี้ละนะ
“มึงก็ปล่อยวางเสียบ้างไอ้มอส กูแค่หยอกเล่น มึงจะมาเอาคืนกูให้ได้อะไรขึ้นมาวะ ไปตามหาตัวการที่มันสร้างเพจแอนตี้มึงไม่ดีกว่าเหรอ”
“ทีอย่างนี้ทำเป็นพูดมีสาระนะมึง”
“ฮา ๆ ขี้ยัวะจังวะ เอางี้! กูสาระล่ะ เดี๋ยวกูช่วยมึงหาไอ้พวกแอนตี้ ไอ้กิตตินก็เอาด้วย” ไอ้มาร์คพูดจาด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง
“ถามกูก่อนสิครับไอ้มาร์ค กูไม่อยากร่วมงานกับพวกมึงแล้วเนี่ย เจอแก๊งมาเฟียซัดคราวก่อนกูยังผวาไม่หายเลย”
“เออน่า ๆ มึงแค่ตามหาตัวการสร้างเพจกับกูก็พอไม่ต้องใช้กำลัง เดี๋ยวหน้าที่นั้นให้ไอ้มอสจัดการ เนอะมอส” ไอ้มาร์คพยายามเกลี้ยกล่อมไอ้กิตตินที่ดูท่าจะเข็ดขยาดกับการใช้กำลัง แน่ล่ะ เพราะมันเป็นสายใช้สมองจัดการมากกว่า ไม่ถนัดแล้วก็ไม่ชอบการต่อสู้เอามาก ๆ ถึงจะมีแววเก่งกาจแต่คนไม่ชอบก็ช่วยไม่ได้
“ปล่อยไป” ผมที่นั่งฟังก็เริ่มคิดได้ว่าเรื่องนี้ไร้สาระสิ้นดี แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บใจกับความไม่ยุติธรรมนี้ก็ตาม แต่ผมมีเรื่องให้จัดการเยอะเกินไป อีกอย่าง ผมก็ขี้เกียจไปยุ่งเกี่ยวกับพวกไร้น้ำยาที่ดีแต่ลอบกัด
“หา! มึงพูดว่าไงนะ? ปล่อยไปงั้นเหรอ? คำนี้ไม่น่าหลุดออกจากปากมึงได้นะมอส คนศักดิ์ศรีเยอะอีโก้สูงอย่างมึงจะยอมแพ้ง่าย ๆ เหรอวะ?” ไอ้มาร์คพูดด้วยท่าทางตื่นเต้นเร้าอารมณ์ แถมคำพูดยังฟังดูแปลก ๆ รู้สึกแปลบในใจอีกต่างหาก
“น้อย ๆ หน่อยไอ้มาร์ค มึงอยากโดนกูเอาคืนกี่เท่ากันแน่ถึงพูดกวนประสาทกันอยู่ได้” ผมเอามือค้ำคางแต่ตาจ้องมองไอ้มาร์คด้วยท่าทางเบื่อหน่าย มันต้องกวนประสาทผมให้ได้วันละแปดร้อยรอบสินะ ถึงจะพอใจ
“เห็นด้วยกับมึงนะไอ้มอส กูว่าเรื่องนี้ปล่อย ๆ ไปเหอะ เปล่าประโยชน์ที่จะหาแอนตี้พวกนั้น เพราะถ้าพวกนั้นอยากหาเรื่อง คงพากันมาหามึงเองแหละ” ไอ้กิตตินแสดงความคิดเห็นได้ตรงตามที่ผมคิดไว้เป๊ะ ใช่แล้วล่ะ ที่ผมไม่ตามหาเพราะรู้ว่าเดี๋ยวพวกมันก็มาหาผมเอง ไม่เห็นต้องเปลืองแรง
“โห่ อะไรวะ! กูกำลังร้อนวิชาเลยเนี่ย หมดสนุกซะละ” ไอ้มาร์คได้แต่บ่นตบท้ายให้ผมกับไอ้กิตตินที่ไม่ยอมทำตามเจตนารมณ์ของตัวเอง
“นั่นใช่มิรินวิทย์กีฬามั้ยวะ?”
“ไหนวะ? อยากเห็นบ้างอะ เห็นมีแต่คนอื่นบอกว่าตัวจริงสวยมาก”
“นั่นไงแก กำลังนั่งคุยกับพี่อาชิอยู่ที่ม้าหินอ่อนข้างลิฟต์ไง”
ผมละสายตาจากไอ้มาร์คและเหลือบมองกลุ่มผู้หญิงสามคนที่นั่งม้าหินอ่อนโต๊ะข้าง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
ที่บอกไม่ใส่ใจแต่ดันมองก็เพราะว่าเสียงพูดคุยกันของสามคนนั้นดังแทรกบทสนทนาของพวกผม พูดกันเสียงดังเกินไปแล้ว แต่ผิดกับไอ้สองคนที่นั่งตรงข้ามผม ทันทีที่กลุ่มผู้หญิงพวกนั้นพูดขึ้นก็พากันหันขวับไปมองทางลิฟต์ทันที แถมยังมองค้างไม่ยอมหันกลับมาตามเดิมสักทีนี่สิ
“งั้นก็เป็นเรื่องจริงสิแก ที่มีคนบอกว่าเห็นทั้งคู่เดตกัน แถมไปคอนโดกันบ่อย ๆ”
“ได้ยินเหมือนกัน แต่ทั้งสองคนก็ดูเหมาะสมกันอยู่นะ พี่อาชิเป็นเดือนคณะ ส่วนมิรินก็สวยสง่าถึงจะไม่ได้เป็นดาวแต่ฉันว่าเขาสวยกว่าดาวมหา’ ลัยอีกนะ อิจฉาเขาอะแก”
“นั่นสิ จะอิจฉาใครดีนะ พี่อาชิโชคดีจังมีคู่เดตสวยน่ารักหุ่นดีอีกต่างหาก ส่วนมิรินก็ได้เดตกับหนุ่มหล่อเดือนคณะที่สาว ๆ หมายปอง”
“นั่นสิแก ฉันเชื่อแล้วว่าตัวจริงสวยมาก”
บทสนทนายังคงดำเนินต่อไป ผมเริ่มสงสัยเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกพูดถึง เพราะไม่ใช่แค่คุ้นชื่อผู้หญิง เหมือนเคยได้ยินหรือเปล่านะ? แต่เพราะคุ้นชื่อผู้ชายต่างหาก…แน่นอนว่าผมรู้จัก แถมยังได้รับคำชื่นชมเกินเหตุอีกต่างหาก ฟังแล้วขัดรูหูชะมัด
“ไอ้กิตติน กูเคยบอกมึงแล้วใช่มั้ยว่ามิรินสวยสร้างเรื่อง” ไอ้มาร์คพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ซึ่งผิดปกติจากนิสัยพูดจาโผงผางของมัน
“เออเชื่อแล้วว่ะ สวยเกินจริง สวยไม่เผื่อใครเลยแม่คุณ กูขอมองนาน ๆ เก็บไว้ฝันหวานคืนนี้หน่อยเถอะ” ไอ้กิตตินก็อีกคน คำพูดคำจากับสายตาลามกผิดธรรมชาติของมันยิ่งทำให้ผมแปลกใจ
ผมยกตัวโน้มไปข้างหน้าก่อนจะใช้มือโบกไปมาช้า ๆ ต่อหน้าพวกมัน เพื่อเรียกสติสตางค์ของเพื่อนทั้งสองกลับคืนมา เพราะสภาพพวกมันเหมือนไม่ได้อยู่ในมิติเดียวกับผมเลยน่ะสิ
“พวกมึงเลิกทำตัวไร้สาระแล้วไปเรียนกันได้แล้ว ไอ้กิตติน! ไอ้มาร์ค! เป็นบ้าอะไรของพวกมึงวะ อยู่ ๆ ก็นิ่งไปเฉย ๆ เนี่ยนะ” ผมบ่นอุบพร้อมกับเขย่าร่างไร้วิญญาณของทั้งสองคน
“อะไรของมึงเนี่ยไอ้มอสเขย่าอยู่ได้!!” และผมก็พาไอ้มาร์คกลับมาจนได้
“เฮ้อ อิจฉาไอ้รุ่นพี่ขี้อวดนั่นจังเลย อิจฉาที่ได้นอนกอดผู้หญิงหุ่นสวยเซ็กซี่อย่างมิริน” แต่คนที่ไม่คิดว่าจะเป็นบ้า กลับดูบ้าซะยิ่งกว่า
งั้นก็ช่างเถอะ ผมลุกจากม้าหินอ่อนพลางส่ายหัวเอือมกับสภาพเพื่อนตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ผมไม่สนใจพวกมันแล้วดีกว่า อีกสิบนาทีก็ถึงคาบเรียนแล้ว ต้องรีบเข้าห้องก่อนอาจารย์ ปล่อยให้พวกมันสองคนนั่งจมกับจินตนาการเพ้อเจ้ออยู่ตรงนั้นอะแหละ
อิจฉาใครไม่อิจฉา ดันไปอิจฉาไอ้อาชิ ไม่เห็นจะน่าอิจฉาเลย ให้ตายเถอะ น่ารำคาญชะมัด
ว่าแต่… “มิริน” ชื่อนี้เหมือนจะเคยได้ยินมาจากไหนนะ?
[ilovemirin: ต้องจัดการมันให้รู้สำนึก!!!] (ความทรงจำผุดขึ้นกะทันหัน!!)
ใช่!! นึกออกแล้ว!! ชื่อแอ็กเคานต์หลุมของพวกแอนตี้ผมยังไงล่ะ ถึงว่าแหละคุ้นจังเลย แต่กว่าจะนึกเรื่องชื่อออกก็กลายเป็นว่าตอนนี้ผมกำลังเผชิญหน้ากับบุคคลที่คลายข้อสงสัยบางอย่างให้กับผม
“เรียนคณะนี้ด้วยสินะ”
ผู้หญิงที่ชื่อ ‘มิริน’ เป็นคนเดียวกันกับผู้หญิงบ้าพลังที่ตบหน้าผม!!
[1] บิงโกบุ๊ก1 สมุดบันทึกสำหรับนักฆ่าล่าค่าหัวในสมัยก่อน เห็นได้ในอนิเมชั่นเรื่องนารูโตะ
คุณอาจจะชอบ


![หน้าปกนวนิยาย MY BROTHER [镜幻情人]](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/8d77e3ff5001834806825088080/bIAXa1agNqIA.webp!15491.webp)


