
เล่ห์รักแดนทมิฬ
ตอน 3
“แต่ดีสำหรับแกเหมือนกันนะ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” พูดไปภัสสรก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม เข้าใจอยู่คนเดียว ส่วนคนฟังอย่างรุ้งไพลินคิ้วขมวดชนกันเรียบร้อย
“ยังไง...งง”
“ก็นัดแรก แกจะได้ไม่ต้องปะทะกับพี่สะใภ้ นัดที่สองก็หลาน อีกไม่กี่เดือนก็จะคลอดแล้วไม่ใช่เหรอ แกยิ่งนางงามรักเด็กมากอยู่ด้วย” รักเด็กมากคือคำประชด เพราะรุ้งไพลินนั้นไม่ได้รักเด็กเลยต่างหาก ถ้าน่ารักน่าเอ็นดูก็พอไหว แต่ถ้ามาแนวดื้อ กินนกหวีดเป็นอาหารหลักแทนนมแม่ พอเจอสายตาเพื่อนสาวเธอขู่ไป จอดมานักต่อนักแล้ว
“บ้า...หลานฉันนะ จะไม่ชอบได้ยังไง” ส่วนคนที่ถูกสบประมาทก็แย้งทันที
“ให้จริง”
“ก็ไม่แน่ คลอดมาก่อนค่อยว่ากัน ฉันอาจรักอาจหลงเลยก็ได้” ถึงจะพูดแบบนั้น แต่รุ้งไพลินกลับยิ้มแห้งๆ บ่งบอกความไม่มั่นใจใดๆ ให้ภัสสรที่ยิ้มรับอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่ความสงสัยในบางสิ่งบางอย่างจะทำให้สีหน้าของภัสสรดูจริงจังขึ้นมาทันใด
“แกสงสัยเหมือนที่ฉันสงสัยไหม”
“อะไร” รุ้งไพลินคิ้วขมวดอีกรอบ วันนี้เป็นอะไร เพื่อนเธอถึงได้ช่างสงสัยเสียจริง
“คนท้องนี่น่ากลัวเหมือนกันทุกคนหรือเปล่า แล้วอารมณ์จะขึ้นๆ ลงๆ ขี้วีน ขี้เหวี่ยงแบบพี่สะใภ้แกไหม แล้วยังมีอาการหวงสามี หวงของ รวมถึง...” คนขี้สงสัยร่ายยาว เพราะน้อยครั้งที่จะได้คลุกคลีกับคนท้อง
“ลองท้องดูสิแก” คำตอบของรุ้งไพลินทำเอาภัสสรตาโต
“ไอ้บ้า แฟนยังไม่มีจะให้ท้อง คนนะยะไม่ใช่ปลากัด จ้องกันไปมาแล้วท้อง ออกลูกเป็นครอกนะ” คำตอบของภัสสรทำเอารุ้งไพลินหัวเราะ
“ล้อเล่นนะแก สั่งกับข้าวเถอะ หิวแล้ว หิวมาก”
“จัดไป แต่แกหิวมากใช่ไหม”
“อื้อ...กินช้างได้เป็นตัวแล้วเนี่ย” คนที่หิวจนตาลายเอ่ยรับ เมนูอาหารในมือก็น่าทานไปเสียหมด
“งั้นเอาเมนูมานี่เลย” พูดจบภัสสรก็แย่งเมนูอาหารที่รุ้งไพลินถืออยู่ในมือไปถือเสียเอง ทำเอาคนหิวร้อง
อ้าวทันที
“อ้าว...เอาไปทำไม”
“ขืนให้แกสั่งตอนหิวจัดแบบนี้ มีหวังฉันกินท้องแตกตายพอดี”
“ก็คนหิวนี่แก เอามา” รุ้งไพลินพยายามยื้อเมนูกลับคืนมา เพราะเธอยังเลือกอาหารอยู่เลย นั่นนี่ก็น่ากินไปหมด
“ไม่ต้อง ฉันสั่งให้” ภัสสรเอ่ยเสียงเขียว รุ้งไพลินนั่งหน้ามุ่ยมองเพื่อนสั่งอาหาร แต่สิ่งที่เพื่อนสั่งช่างตรงใจกับที่เธออยากทาน แต่มีบางเมนูที่ภัสสรมองข้าม จึงอ้าปากจะสั่ง
“เอา...” ยังไม่ทันที่รุ้งไพลินจะได้พูด ภัสสรก็ตัดบทเสียแล้ว
“แค่นี้พอแล้วค่ะ ไว้ถ้าไม่อิ่มจะสั่งใหม่”
“ค่ะ” พนักงานสาวที่รับออเดอร์เอ่ยขึ้นก่อนจะเดินออกไป ส่วนภัสสรก็มองหน้ารุ้งไพลินขำๆ เธอต้องสกัดดาวรุ่งของเพื่อนไว้ก่อน เพราะถ้าให้รุ้งไพลินสั่งอาหารตอนกำลังหิว เพื่อนเธอจะสั่งแบบหน้ามืด สั่งทุกอย่างที่ขวางหน้าและรุ้งไพลินก็กินเหมือนแมวดม คำสองคำก็อิ่ม ทิ้งภาระการรับผิดชอบมาให้เธอหมดคนเดียว ภัสสรจึงเข็ด ถ้ามากินข้าวด้วยกันแล้วได้ยินคำว่าหิวมากจาก รุ้งไพลิน เธอจะไม่ยอมให้เพื่อนสั่งอาหารอย่างเด็ดขาด
สองสาวหิ้วท้องรอราวๆ สิบนาทีอาหารที่สั่งไปก็ทยอยนำมาเสิร์ฟ กินไปเม้าท์กันไปตามประสา พออิ่มก็กลับไปเดินเลือกซื้อของตกแต่งคอนโดมิเนียมอีกครั้ง ช้อปปิ้งสลับหยุดนั่งยิงยาวตั้งแต่บ่ายจนห้างใกล้จะปิด มุมที่ดึงดูดทั้งรุ้งไพลินและภัสสรให้อยู่นานที่สุดคือของตกแต่งเล็กๆ น้อยๆ สไตล์วินเทจของคนเป็นจ้าของห้องอีกตามเคย กระทั่งทั้งสองแยกย้ายกลับบ้าน เสียงรถที่แล่นเข้ามาจอดทำให้ดลยาชะเง้อมองคอยาวเพราะคิดว่าเป็นสามี แต่พอเห็นว่าเป็นน้องสามีก็แอบเบ้ปากให้เล็กๆ
“เบื่อขี้หน้าจริงๆ เชียว” ดลยาเปรยขึ้นกับตัวเอง ตั้งแต่เธอตั้งท้องลูกคนแรก นิสัยบางอย่างของเธอกลับเปลี่ยนไปจนบางครั้งดลยาก็ไม่รู้ตัว เธอหวงรณรุตมาก หวงทั้งสามี หวงทั้งสิ่งของทุกชิ้นในบ้านก็ว่าได้ คอยจับผิดคนนั้นคนนี้ ต้องรู้ไปเสียหมดว่าใครทำอะไร หงุดหงิดไปเสียทุกเรื่อง และที่หนักคือรู้สึกไม่ชอบรุ้งไพลินมากจนแทบไม่อยากอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ไม่ว่าน้องสามีคนนี้จะทำอะไรก็ขวางหูขวางตาดลยาไปเสียหมด เอาเป็นว่าตอนนี้แค่รุ้งไพลินหายใจก็ผิด
ส่วนรุ้งไพลินนั้นก็เริ่มเบื่อหน่ายนิสัยแบบนี้ของพี่สะใภ้มากเหมือนกัน เธออึดอัดที่ถูกจับผิดทุกอย่าง และด้วยความที่ไม่ค่อยสนิทกันก็เหมือนมีรอยร้าวเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองคน โดยที่รณรุตนั้นยังไม่ทราบว่าเมียกับน้องเปิดศึกสงครามเย็นกันอยู่ รุ้งไพลินเลือกที่จะเงียบเองเพราะไม่อยากให้มีปัญหา ทนได้ก็ทน แต่ความอดทนของเธอก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อเลี่ยงปัญหา รุ้งไพลินก็ยังทำตัวเป็นปกติเท่าที่พอจะทำได้
“ยังไม่นอนอีกเหรอคะพี่เอม”
“พี่รอพี่รุตอยู่น่ะ” ดลยาเอ่ยตอบนิ่งๆ ขณะชะเง้อมองออกไปนอกบ้านเพื่อรอสามี
“แต่นี่ดึกแล้วนะคะ รุ้งว่าพี่เอมขึ้นไปรอข้างบนจะดีกว่า”
“พี่จะรอที่นี่ รุ้งจะไปพักก็ไปเถอะ ไม่ต้องห่วง พี่ดูแลตัวเองได้” มือน้อยๆ ของดลยาลูบท้องที่ตอนนี้นูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะตอนนี้อายุครรภ์เธอได้หกเดือนแล้ว
“ค่ะ...งั้นรุ้งขอตัวก่อน”
“พี่ได้ข่าวว่าวันนี้น้องรุ้งไม่เข้าทำงานตอนบ่ายเหรอคะ” จังหวะที่รุ้งไพลินกำลังเดินผ่านหน้าดลยาก็เอ่ยขึ้น เพราะวันนี้เธอโทร.หารณรุตที่บริษัทจึงถามหาน้องสามีไปในตัว ไม่ได้จับผิดอะไรเพียงแค่อยากรู้เท่านั้นเอง และเธอก็ได้รู้เรื่องเข้าจนได้ว่าผู้บริหารคนหนึ่งหนีงาน ปล่อยให้สามีเธอประชุมคนเดียวตั้งแต่เช้ายันค่ำมืดป่านนี้ก็ยังไม่กลับมาบ้าน
“ค่ะ” รุ้งไพลินเอ่ยรับตามตรง เพราะปฏิเสธไปก็เท่านั้น ถ้าดลยาเปรยมาแบบนี้แสดงว่าคงโทร.ถามมาแล้วเป็นแน่
“แต่เลขาก็ไม่ได้บอกพี่นี่นาว่าน้องรุ้งมีประชุมข้างนอก”
“รุ้งไม่ได้ออกไปประชุมค่ะ”
“เอ๋! แล้วแบบนี้น้องรุ้งหายไปไหนมาคะ เพราะถ้าอยู่ที่บริษัท พี่รุตอาจไม่ต้องกลับดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ก็ได้” รุ้งไพลินคิดแล้วไม่มีผิด พี่สะใภ้เธอต้องวกกลับมาเรื่องนี้เป็นแน่
“เผอิญรุ้งไปทำธุระส่วนตัวมาน่ะค่ะ”
“ตายจริง พี่ขอโทษที่ถือวิสาสะถาม ไม่คิดว่าน้องรุ้งจะมีธุระส่วนตัวด้วย” ดลยาจีบปากจีบคอพูด แต่นั่นทำให้รุ้งไพลินไม่พอใจเล็กๆ
“แล้วนี่พี่รุตรู้ไหมว่าน้องสาวออกไปทำธุระส่วนตัว”
“รู้ค่ะ รุ้งบอกพี่รุตไปแล้ว” พูดจบก็ลอบถอนหายใจออกมา เธอรู้ว่ากำลังทำอะไร เวลาไปไหนในเวลางานเธอก็บอกพี่ชายให้รับรู้เสมอ เพราะถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของบริษัทก็ตาม
“พี่เอมไม่อยากรู้เหรอคะ ว่ารุ้งไปทำธุระส่วนตัวด้วยเรื่องอะไร”
“อะไรล่ะคะ” น้ำเสียงตึงๆ ของดลยาเอ่ยถาม แม้การพูดคุยทุกครั้งจะลงท้ายคะขารื่นหู แต่ภายใต้คำหวานๆ นั้นช่างเชือดเฉือนดีแท้
คุณอาจจะชอบ





