
ตรารักลิขิตบาป
ตอน 3
“อ๊ายยย..”
พิมพ์ดาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งจนคนึงนิจที่พึ่งเดินกลับเข้ามาในรถหลังจากที่ไปซื้อกาแฟต้องจับมือเพื่อนเธอเอาไว้เพราะรู้ว่าเพื่อนเธอคงไม่พ้นหลับแล้วฝันร้ายอีกแน่นอน
“ดาว...ฝันร้ายอีกแล้วหรอ”
“อืม..”
ใบหน้าหวานซีดเซียวหายใจหอบถี่
“อ่ะ..ลาเต้เย็นๆ เผื่อจะสดชื่นขึ้น..”
คนึงนิจยื่นแก้วลาเต้เย็นให้พิมพ์ดาว เธอรู้ว่าอาการฝันร้ายของเพื่อนเธอคงไม่หายไปง่ายๆ เพราะคงจะวิตกกังวลอยู่มากพอสมควร
“ขอบใจนะ..อีกกี่ชั่วโมงกว่าจะถึง”
พิมพ์ดาวอยากรู้ว่าเมื่อไรจะถึงที่หมายเพราะเธอก็ไม่ได้อยากนอนหลับแล้วฝันร้ายให้เพื่อนเธอพลอยเป็นกังวลไปด้วย
“อีกสองสามชั่วโมงกว่าๆ ก็น่าจะถึงแล้วล่ะ”
คนึงนิจดูจากจีพีเอสมันประมาณสี่ชั่วโมงกว่าๆแต่เธอคิดว่าหากรีบกว่านั้นหน่อยก็คงจะถึงเร็วกว่าเวลาที่บอกอยู่ตอนนี้ พิมพ์ดาวเอาแต่นั่งนิ่งไปตลอดทางไม่กล้าที่จะหลับอีก เพราะกลัวว่าจะฝันร้ายเมื่อครู่เรื่องที่เธอฝันก็เป็นเหตุการณ์ต่อจากเรื่องเมื่อเช้ามืดงูใหญ่ตัวนั้นจู่ๆก็เข้ามารัดตัวเธอเอาไว้ความรู้สึกทุกอย่างที่เธอได้รับมันเหมือนไม่ใช่ฝันเลยสักนิด
สี่ชั่วโมงต่อมา
สองสาวมาถึงอ.เมืองสุราษฎร์ธานีช่วงบ่ายเกือบเย็น คนึงนิจกะเวลาแล้วว่าจะต้องถึงที่นี่เวลานี้เพื่อที่จะมีเวลาทำความสะอาดบ้านก่อนที่จะมืดค่ำ บ้านหลังเล็กของยายคนึงนิจเป็นบ้านไม้สีขาวแบบโบราณเพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยที่ยายของเธอเป็นสาวๆและพึ่งจะแต่งงานกับตาของเธอ หลังจากที่ยายและตาของเธอจากไป บ้านหลังนี้ก็ไม่มีใครอยู่ พ่อกับแม่ของเธอก็จะกลับมาที่นี่ปีละครั้งมาทำนุบำรุงเพื่อไม่ให้ที่นี่ทรุดโทรม เพราะคิดว่าหลังจากที่ตัวเธอเองมีงานมีการที่มั่นคงทำมีคู่ครองดีแล้วก็จะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่สองคนตายายแต่ก็ไม่มีโอกาส
บ้านไม้สีขาวชั้นเดียวยกพื้นไม่สูงมากมีสามห้องนอนสองห้องน้ำ ไม่เล็กไม่ใหญ่มีอาณาเขตรอบๆประมาณหนึ่งไร่ มีไม้ยืนต้นไม้ดอกไม้ประดับอยู่มากมายภายในอาณาเขตรั้วบ้าน ที่นี่จึงดูร่มรื่นมากกว่าบ้านหลังอื่นๆรอบนอก
“คงต้องทำความสะอาดกันครั้งใหญ่เลยล่ะบ้านหลังเล็กๆ แบบนี้แกอยู่ได้ใช่ป่ะ”
สองสาววางกระเป๋าไว้ที่ชานหน้าบ้านแล้วค่อยๆเปิดประตูไม้บานใหญ่ออกช้าๆเพื่อที่จะไม่ให้ฝุ่นและหยากไย่ฟุ้งกระจาย
“ที่ไหนที่ฉันสบายใจฉันอยู่ได้ทั้งนั้นแหละ รีบช่วยกันเก็บกวาดดีกว่าก่อนจะเย็น”
พิมพ์ดาวพยักน้าด้วยรอยยิ้มเธออยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นถ้าที่นั่นมีความสบายใจให้เธอได้
“โอเค”
เมื่อจบบทสนทนาสองสาวต่างก็ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นหยากไย่แมงมุมกันอย่างขะมักเขม้น เพราะกลัวจะเสร็จไม่ทันฟ้ามืดเพราะเธอทั้งสองต้องออกไปหาอะไรมาทานกันอีก
ร้านอาหาร
เมื่อทำความสะอาดบ้านกันร่วมสองชั่วโมงกว่าเสร็จแล้วสองสาวก็อาบน้ำอาบท่าออกมาหาอะไรทานกันข้างนอก
“จริงสิแล้วแกทำไมลาออกกะทันหันล่ะขิง”
ระหว่างทานข้าวพิมพ์ดาวก็จำได้ว่าเธอลืมถามเรื่องที่เพื่อนเธอออกจากงานเสียสนิทมัวแต่เครียดเรื่องของตัวเอง
“พูดแล้วก็เจ็บใจเพราะยัยโรสนั่นคนเดียวเลย..”
เมื่อพูดถึงเรื่องงานคนึงนิจก็วางช้อนบุ้ยปากทำหน้าห่อเหี่ยวลงทันที ก่อนจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พิมพ์ดาวฟัง
“คนที่ขโมยงานแกก็ผิด แล้วเรื่องที่แกใจร้อนก็ผิดเหมือนกัน ฉันเคยเตือนแกเรื่องนี้หลายครั้งแล้วหัดเป็นคนใจเย็นบ้างเรื่องเล็กจะได้ไม่ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่”
พิมพ์ดาวคิดว่าเรื่องใจร้อนของคนึงนิจจะดีขึ้นกว่าตอนเรียนแล้วเสียอีก แต่เปล่าเลยเมื่อก่อนหากไม่มีเธอคอยปรามเรียกสติเพื่อนเธอเอาไว้มีหวังมีเรื่องกับคนอื่นเค้าไปทั่วแน่
“ฉันก็พยายามปรับนิสัยใจร้อนของฉันอยู่ แต่พอเจอเอาเปรียบทีไรเป็นทนไม่ได้ทุกทีเลย...”
คนึงนิจรู้ดีว่าข้อเสียของตัวเธอคืออะไร แม้จะพยายามปรับแล้วแต่มันก็ยังคงห้ามใจตัวเองให้ไม่มีเรื่องยากอยู่ดี
“ทีนี้จะเอาไงต่อหรอ”
พิมพ์ดาวอยากรู้ว่าเพื่อนเธอจะเอายังไงต่อกับชีวิตหลังจากนี้ เพราะตัวเธอนั้นคิดเอาไว้แล้วว่าจะไปหาสมัครงานเป็นพยาบาลตามคลินิค
“ฉันก็จะหาสมัครงานที่บริษัทแถวนี้แหละ แล้วแกจะเอายังไงต่อ”
“ฉันก็ว่าจะสมัครเป็นพยาบาลที่ตามคลินิกเหมือนกัน”
“ดีแล้วต่อไปนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่กัน”
คนึงนิจสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพ่นมันออกมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ในเมื่อชีวิตของพวกเธอเห็นทางแล้วว่าจะดำเนินไปยังไงกันต่อก็ไม่ต้องมีอะไรต้องกังวลแล้ว
ทางด้านมลฤดีแม่เลี้ยงวัย49ของพิมพ์ดาวตอนนี้ก็วุ่นอยู่กับการตามหาหญิงสาวจนหัวฟู ซ้ำยังถูกณัฐพลหนุ่มเจ้าของโรงแรมดังวัย32ขู่แล้วขู่อีก เรื่องที่ต้องตามหาตัวพิมพ์ดาวกลับมาแต่งงานกับเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องหาเงินมาคืนให้ได้
“ปล่อยให้เธอหนีไปได้ยังไงครับคุณฤดี”
ณัฐพลหนุ่มไฮโซรูปหล่อจอมเจ้าชู้เขาตามมาหามลฤดีถึงบ้านเพื่อที่จะตำหนิเรื่องที่มลฤดีนั้นปล่อยให้พิมพ์ดาวหายตัวไปในขณะที่เขานั้นเตรียมจัดงานแต่งงานเอาไว้แล้ว
“ฉันจะพยายามพาตัวยัยดาวกลับมาให้ได้ค่ะ”
มลฤดีเอ่ยกับชายหนุ่มเสียงสั่น เธอรู้สึกโมโหพิมพ์ดาวไม่น้อยที่หนีไปทำให้เธอนั้นเดือดร้อน
“ผมให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ ถ้าคุณพาตัวเธอกลับมาไม่ได้คุณก็ต้องเอาเงินยี่สิบล้านมาให้ผม ถ้าไม่มีก็เตรียมเก็บกระเป๋าออกไปจากที่นี่ได้เลย”
ณัฐพลเอ่ยจบก็เดินออกจากบ้านของมลฤดีไปด้วยอาการไม่สบอารมณ์ เพราะเขานั้นต้องการที่จะให้พิมพ์ดาวมาเป็นภรรยาเนื่องด้วยถูกใจเธอตั้งแต่ที่แรกเห็นเมื่องานศพของบุญทวีพ่อของเธอ เมื่อมีโอกาสจึงใช้วิธีรวบหัวรวบหางแต่เธอก็หนีเขาไปจนได้
“อาทิตย์เดียวเองหรอคะ โถ่ ยัยดาวนะยัยดาว”
มลฤดีนั่งฟุบลงกับโซฟาราคาแพงกัดฟันกรอดที่พิมพ์ดาวนั้นคิดแข็งข้อกับเธอ
วันต่อมา
“เย่...”
“มีอะไรหรอขิง”
พิมพ์ดาวรีบวิ่งออกจากครัวมาที่ห้องนั่งเล่นแทบไม่ทัน เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนของเธอกรีดร้องเสียงดัง
“Kp group เรียกฉันสัมภาษณ์แล้วแก ถ้าฉันได้ที่นี่ก็ดีนะไม่ต้องเดินทางไกลด้วย”
คนึงนิจยื่นมือถือให้พิมพ์ดาวได้อ่านเมลเรียกสัมภาษณ์พร้อมทั้งกระโดดโลดเต้นดีใจยกใหญ่
“ขอให้ได้ดั่งที่หวังนะขิง ฉันก็มีอะไรจะบอกเหมือนกัน”
พิมพ์ดาวส่ายหัวทั้งอมยิ้มนึกว่าเพื่อนเธอมีเรื่องอะไรให้ตกใจเสียอีก
“อย่าบอกว่าได้งานแล้ว”
คนึงนิจมองหน้าพิมพ์ดาวอย่างมีความหวัง
“คลินิกหน้าหมู่บ้านนี่เองเค้าให้ทดลองงานก่อนหนึ่งอาทิตย์”
“อ๊ายยย...”
สองสาวกระโดดกอดกันกลมก่อนจะไปช่วยกันทำอาหารเย็นในครัว
ครู่ต่อมา
ตอนนี้สองสาวตั้งเตาทานหมูกระทะกันที่หน้าบ้านในตอนที่ฟ้าเกือบจะมืด ทั้งสองรีบยกวัตถุดิบที่เตรียมเอาไว้มาวางที่โต๊ะหินอ่อน เสร็จแล้วจึงช่วยกันก่อไฟเตาถ่านใบเล็กพอไฟติดหมดควันก็ช่วยกันยกมาไว้ที่กลางโต๊ะหินอ่อน
“น้ำซุปมาแล้ว..น้ำซุปมาแล้ว”
พิมพ์ดาวจำได้ว่าเธอลืมหยิบหม้อน้ำซุปออกมาจากในครัวจึงรีบวิ่งไปเอามาอย่างรวดเร็วเพราะหิวกันเต็มที่แล้ว
“เทเลยๆ ..”
คนึงนิจเห็นพิมพ์ดาวสาวเท้าใกล้จะถึงจึงหยิบกระทะปิ้งหมูขึ้นวางบนเตาพอดีกับที่พิมพ์ดาววางหม้อน้ำซุปลงข้างเตาพอดี
“ไม่ได้มีบรรยากาศแบบนี้นานแล้วสินะ”
คนึงนิจมองไปที่ชิ้นหมูกระทะที่พิมพ์ดาวกำลังย่างให้เธอก็นึกถึงสมัยเรียนม.ปลายตอนนั้นเธอสองคนกับเพื่อนตัวติดกันมากและชอบนั่งร้านหมูกระทะด้วยกันทุกเย็นวันศุกร์ จนเข้ามหาลัยก็เริ่มแยกกันเพราะต้องเรียนคนละคณะแต่นั่นก็แยกแค่ตัวพอมีปัญหาอะไรเธอสองคนก็จะคุยกันตลอด
“ฉันรู้สึกได้ถึงอิสระก็วันนี้นี่แหละ”
พิมพ์ดาวยิ้มแก้มปริตอนนี้เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ดีแล้วล่ะเรื่องไม่ดีอย่านึกถึงมันเลย”
“อืม..”
สองสาวนั่งย่างหมูกระทะหวนรำลึกถึงความหลัง ตอนนี้น้ำเสียงของทั้งสองที่พูดคุยกันล้วนบ่งบอกถึงน้ำเสียงของความสุข คนึงนิจเองก็มีเพื่อนสนิทที่มาอยู่ด้วย ส่วนพิมพ์ดาวก็ได้ออกมาจากวังวนของความอึดอัดมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเพื่อนรักที่นี่หนทางข้างหน้าทั้งสองมองออกแล้วว่ามันคงจะมีแต่ความสุขแน่นอนหากไม่มีอะไรผิดจากที่คาดเอาไว้
คุณอาจจะชอบ





