
ปราณปริยา
ตอน 2
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
ตอบจบจับกระเป๋าเป้ขึ้นพาดปิดหน้าอก ก้มหน้าเดินลิ่วๆ จากไปอย่างว่องไว โชคดีที่มีรถสองแถววิ่งจากหน้าร้านไปจนถึงปากซอยเข้าบ้านของเธอ จึงกระโดดขึ้นไปบนรถ ซึ่งกินเวลาไม่นานถึงได้ออกจากบริเวณนั้นไป
ตงกลับมานั่งที่หลังพวงมาลัยรถยนต์อย่างรู้งาน เมื่อครู่ที่ลงไปชวนกลับบ้านก็แค่หย่อนเบ็ดดูว่าคนที่นายสนใจมีใครมารับหรือไม่เท่านั้น เมื่อเห็นว่ากระโดดขึ้นรถสองแถวไปยิ่งน่าห่วง จึงค่อยๆ เคลื่อนรถตามเป้าหมายไปจนรู้พิกัดของอีกฝ่าย
บ้านเช่าสร้างเรียงติดกันนั่น ทำเอาคนในรถขมวดคิ้วนิ่วหน้ามองอย่างไม่ใคร่พอใจเท่าไรนัก ปรานต์มองสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วยสายตาสำรวจ ก่อนมองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้หินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ พวกนั้นมองหญิงสาวที่เขาตามมาจนหายลับเข้าบ้านไป
ปรานต์ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงสั่งให้คนของตนออกรถจากไปบ้าง ตงรู้ว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะต้องมาตามเฝ้าตามดูหญิงสาวคนนี้ระหว่างร้านของซ้อเสียงและที่บ้านเช่าของเธอ ไปจนกว่านายของตนจะได้ลิ้มชิมรสนั่นเองถึงหมดหน้าที่ของตนในที่สุด
“กลับมาแล้วหรือลูก”
เสียงถามงัวเงียจากโทรทัศน์จอเล็กที่เปิดเอาไว้ฟังข่าวสาร และสลับดูละครจนเคลิ้มหลับไปตอนไหนไม่รู้ได้ มารู้ตัวอีกทีเมื่อเห็นว่าบุตรสาวกลับมาแล้ว
ปรียามองดูเลือดเนื้อของตนเองที่ดิ้นดั้นด้นออกไปหางานทำด้วยสายตาสงสารจับหัวใจ
“จ้ะแม่ เขาจ่ายค่าแรงรายวันด้วยนะ นี่...นิ่มให้แม่”
เจ้าตัวล้วงเอาเงินออกจากกระเป๋ายื่นส่งให้มารดาด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับอย่างคนมีความหวังเต็มเปี่ยม
คนเป็นแม่ไม่ได้รับ นางดันมือลูกเป็นเชิงว่าให้เก็บไว้ ถามยิ้มๆ
“เขาจ้างวันละเท่าไรกันเชียว”
“ห้าร้อยแน่ะแม่
“แล้วให้แม่หมดนี่ หนูจะเอาที่ไหนไว้ใช้ล่ะลูก”
“นิ่มได้ทิปอีกตั้งเยอะเลยนะแม่” ว่าจบล้วงเอาเศษเงินกำออกมาให้มารดาดู ปรียายิ้มมองบุตรสาวคนเดียวด้วยสายตาภาคภูมิใจปนสังเวชในชะตาชีวิตของตนและลูก ก่อนจะย้ายตามสามีคนหนึ่งมาอยู่ในมหานครแห่งนี้ นางเคยอยู่ที่ต่างจังหวัดกับสามีคนก่อนหน้าที่เป็นชาวสวนไม่ลำบากเท่าตอนนี้ แต่แล้วอีกฝ่ายก็เสียชีวิตไป
‘ปราณปริยา’ เป็นบุตรสาวคนเดียวของนาง
จากเด็กหญิงตัวเล็กๆ บัดนี้เติบใหญ่เป็นสาวสะพรั่ง ที่สำคัญดูโตเกินวัยไปจนคนเป็นแม่ใจหาย ผิวพรรณไม่ได้ขาวดั่งสำลีแต่เนียนละเอียดนิ่มละมุน
ปราณปริยาเป็นเด็กขยันขันแข็ง อดออม ทำงานเก่ง นางจำได้แม่นยำ เมื่อตอนที่ปราณปริยาอายุได้เพียงห้าขวบก็เริ่มหาของไปขายกับนางที่ตลาดแล้ว บ้างก็รับจ้างทำความสะอาดบ้านให้เหล่าคนมีอันจะกินในละแวก ถากหญ้า ปลูกต้นไม้ หรืองานเก็บผลผลิตในสวนก็ทำมาแล้วทั้งนั้น งานหนักเอางานเบาสู้ไม่ถอย คิดๆ แล้วสงสารลูกไม่น้อยที่ต้องมาลำบากเช่นนี้
พลันความคิดของคนเป็นแม่ก็จางหายไปกับอากาศ เมื่อมีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังที่หน้าบ้าน
บ้านที่เป็นของสามีคนปัจจุบัน
“มีใครอยู่บ้าง หาข้าวให้กูกินหน่อยโว้ย ทำงานทั้งวันจนเมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย”
ปรียานิ่ง มองจนเจ้าของเสียงที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาคมสัน ผิวพรรณขาวสะอาดเหมือนผู้ดีที่เปิดประตูเดินโซเซเข้ามายืนอยู่ตรงกลางบ้านแล้วจึงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“งานอะไรของเอ็งยุทธ ทำไมเมากลับมาแบบนี้”
คนเมาไม่ตอบแล้วมองไปทางอีกคนด้วยสายตาจาบจ้วง
ปราณปริยาหลบตาไม่มองตอบ แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ
“นิ่มไปนอนก่อนนะแม่”
แล้วรีบผละไปจากตรงนั้นทันที
ปราณปริยาไม่เคยรังเกียจสามีใหม่ของมารดา แม้ว่าท่านจะเปลี่ยนหน้ามากกว่าสามครั้งสามคนแล้วก็ตามที แต่ละคนที่มารดาคบหาไม่น่าหวั่นใจเท่าคนปัจจุบันสักคนเดียว
เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับยุทธนา ชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่ามารดาร่วมสิบปีนั่น มองเธอด้วยสายตาน่ากลัวและขยะแขยงเหลือเกิน จึงปลีกตัวไปยังห้องของตนเองที่อยู่เยื้องไปอีกนิดจากห้องนอนของท่าน
เข้าห้องแล้ว หยิบผ้าขนหนูและชุดใส่นอน ค่อยรี่ไปยังห้องน้ำที่มีเพียงห้องเดียวที่ด้านหลัง จัดแจงอาบน้ำโดยไวเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอยุทธนา พ่อเลี้ยงของเธอ เรียบร้อยดีแล้วจึงเข้าห้องปิดลงกลอนอย่างแน่นหนาเตรียมตัวนอนพักเพื่อที่จะได้ตื่นไปเรียนในเช้าของอีกวัน
ในความมืดนั่นเองที่เด็กสาวนอนคิดถึงเงินที่ตัวเองกำลังจะได้รับ หากไปทำงานติดกันทุกวันหนึ่งเดือน เธอจะมีเงินเป็นหมื่นๆ และมันมากพอที่จะให้แม่ แม่ของเธอทำงานไม่ได้แล้วในตอนนี้
ท่านเจ็บป่วยบ่อยและล้มหมดสติต่อหน้าเธอสามครั้งได้
โชคดีที่พอมีคนแนะนำงานในร้านของซ้อเสียงให้ เธอจึงรีบไปสมัครเอาไว้ ไม่คิดว่าทางนั้นจะรับเข้าทำงานด้วยซ้ำ และหากได้ทำที่นี่ไปอีกระยะ ว่าจะลองขอให้แม่ย้ายออกจากบ้านหลังนี้ ไปเช่าที่อื่นอยู่กันสองคนแม่ลูก เธอไม่เคยกีดกันหากแม่จะมีสามีใหม่แต่ต้องไม่ใช่แบบนายยุทธนา
ยุทธนาขี้โอ่ และชอบข่มเหงมารดาของเธอ ปราณปริยาเคยร้องไห้และขอร้องให้ท่านย้ายไปอยู่ที่อื่นหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่มารดาก็เงียบไม่ยอมตอบรับคำของเธอ
ถอนหายใจออกยืดยาวอย่างปลงไม่ตก ก่อนปิดตาลงเตรียมนอน พลันพอดีกับที่มีข้อความเข้ามายังโทรศัพท์ที่มารดายกให้เธอไว้ใช้
‘ขอโทษครับที่ส่งข้อความมาตอนนี้ แต่ทนคิดถึงไม่ไหวจริงๆ อยากให้เช้าไวๆ จะได้เจอหน้ากัน’
อ่านจบอดขมวดคิ้วไม่ได้ เมื่อนึกถึงคนที่ส่งข้อความมา แล้วถึงวางโทรศัพท์ลง หลับตานอนไม่นานความอ่อนเพลียที่สั่งสมมาตลอดทั้งวันก็ครอบงำสติพาเข้าสู่นิทรารมณ์ได้ในที่สุด
คุณอาจจะชอบ





