
มิปองรัก
ตอน 3
“คิดมาก ไม่จริงหรอก เห็นมั้ยเราสองคนก็คบกันตั้งแต่ปีหนึ่งจนตอนนี้จะจบแล้ว พ่อก็ไม่เห็นจะว่าอะไรเลย นะ...ปอนะ ไปค้างบ้านเรานะ” อุมารินทร์ขยับมาจับแขนของปอไหมเขย่าเบาๆ พร้อมกับอ้อนทั้งน้ำเสียงและสีหน้าแววตา ทำเอาปอไหมต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างคนจนใจจะปฏิเสธ แต่ก็ยังทำใจแข็ง
“ไม่เอา...”
“งั้นเราจะมาค้างกับปอ ไหนๆ คุณพ่อก็ไม่อยู่แล้วนี่”
“จะบ้าเหรออุ๋ม ถ้าพ่อเธอรู้เข้าจะยิ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม เธอนี่มันดื้อเงียบและตื้อเก่งจริงๆ เลยนะ โอเคๆ เราไปค้างด้วยก็ได้ แต่แค่วันเดียวนะ”
“โอเค วันเดียวก็ยังดี”
ทั้งสองคนตกลงกันได้แบบพบกันครึ่งทาง ปอไหมจึงต้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้เพื่อไปนอนค้างบ้านอุมารินทร์ จากนั้นทั้งสองก็ออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยกันที่ย่านถนนชื่อดังในกรุงเทพฯ บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก เพราะเพื่อนๆ สมัยมัธยมของปอไหมมาจับกลุ่มเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนานอยู่ก่อนแล้ว
อุมารินทร์ตอนนี้เปียกโชกไปทั้งตัว โดนทั้งสาดน้ำ ทาแป้ง แต่เธอกลับรู้สึกสนุกสนานจนยิ้มร่าตลอดเวลา ตามประสาคนที่ไม่เคยสัมผัสบรรยากาศเช่นนี้มาก่อน และประสบการณ์แปลกใหม่นั้นก็ทำให้คุณหนูคนสวยติดลมและไม่ยอมกลับบ้านง่ายๆ ซึ่งปอไหมเห็นว่าเพื่อนกำลังมีความสุขก็เลยปล่อยเลยตามเลย กว่าจะชวนกันกลับได้ เวลาจึงล่วงเลยไปจนถึงหนึ่งทุ่มกว่าๆ
รถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ หลังจากอุมารินทร์ส่งเงินให้คนขับเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองสาวก็ก้าวลงจากรถในสภาพเปียกปอนทั้งคู่ เสียงอันสดใสร่าเริงของอุมารินทร์เหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ ยังดังอยู่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่บนรถกระทั่งลงจากรถและกำลังจะก้าวเข้าบ้าน อุมารินทร์ก็ยังคุยจ้อไม่หยุด
“ปอพรุ่งนี้ไปแต่เช้ากันเลยเนอะ เดี๋ยวมีเวลาเล่นน้อย”
“ไปทำไมแต่เช้า เขาเริ่มเล่นกันก็เกือบเที่ยง”
“ก็ไปคุยกับเพื่อนๆ ของปอก่อนไง เสียดายน่าจะได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ไม่งั้นคงเป็นเพื่อนซี้กันหมดแก๊ง มีแต่คนคุยสนุกน่ารักๆ”
“ขนาดคบกับเราคนเดียวพ่ออุ๋มยังหน้าหงิกขนาดนี้ ถ้าอุ๋มคบกับแก๊งนั้นด้วยมีหวังพ่ออุ๋มเส้นเลือดในสมองแตกแน่ๆ พวกนั้นยิ่งมีแต่ห่ามๆ เซี้ยวๆ จะเรียบร้อยหน่อยก็มีแต่หยีเท่านั้นแหละ”
“ใครว่าพ่อเราหน้าหงิก พ่อเราออกจะหล่อ” อุมารินทร์คิดว่าตัวเองไม่ได้พูดเกินจริงเลย พ่อของเธอหล่อมาก ชนิดที่ว่าดาราหรือนายแบบบางคนยังอาย
“ใช่...พ่ออุ๋มหล่อ...หล่อมาก...ยิ่งเวลาที่ทำหน้าดุๆ นะยิ่งหล่อ หล่อเหมือนยักษ์วัดแจ้งเลย” ปอไหมลากเสียง พูดจบก็หัวเราะออกมาอย่างถูกใจคำพูดตัวเอง เพราะดูเหมือนมันจะเหมาะกับบุคลิกของพ่ออุมารินทร์มากที่สุด
“ดูเธอมีความสุขมากนะกับการนินทาผู้ใหญ่”
เสียงเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของอุมารินทร์ แต่เป็นเสียงของ...
“เวรละ!” ปอไหมอุทานออกมาเบาๆ ขาหยุดชะงักแบบก้าวไม่ออกเอาดื้อๆ ตาเบิกโพลงขึ้นอย่างตกใจ ไม่ต่างอะไรกับอุมารินทร์
“คุณพ่อ!”
ทั้งปอไหมและอุมารินทร์ต่างอยู่ในอาการที่ตกใจไม่แพ้กัน เมื่อคนซึ่งเป็นหัวข้อสนทนากำลังยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ตรงหน้าบ้าน
“พ่อคงไม่ต้องถามใช่มั้ยว่าอุ๋มไปทำอะไรมา” ราชันย์พูดกับลูกสาวเสียงราบเรียบ แต่ฟังดูดุจนชวนขนลุก
“อุ๋มขอโทษค่ะคุณพ่อ อุ๋มแค่อยากไปสนุกกับเพื่อนๆ บ้าง”
“อุ๋มเข้าบ้านไปก่อน พ่อมีเรื่องจะคุยกับเพื่อนอุ๋มสักหน่อย”
“โธ่...คุณพ่อคะ อุ๋มอยากไปเองนะคะคุณพ่อ ปอไม่ผิด” อุมารินทร์รีบอธิบายให้พ่อเข้าใจ เมื่อเห็นว่าตอนนี้สายตาของราชันย์พุ่งไปยังเพื่อนของตนอย่างไม่พอใจรุนแรง
“พ่อบอกให้เข้าบ้าน” โทนเสียงของราชันย์ยังคงราบเรียบแต่เฉียบขาดเสียจนอุมารินทร์ไม่กล้าขัดคำสั่ง
อุมารินทร์หันมาสบตากับปอไหมอย่างเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่ตนทำให้เพื่อนเดือดร้อน แต่ปอไหมก็พยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร อุมารินทร์จึงจำต้องเดินเข้าบ้านตามคำสั่งของบิดา จึงกลายเป็นว่าตอนนี้ปอไหมกำลังยืนเผชิญหน้ากับราชันย์ตามลำพัง
ชั่วขณะหนึ่งสาววัยยี่สิบสองอดคิดไม่ได้ว่า หากเปรียบเป็นมวยที่กำลังจะขึ้นชกบนเวที เธอคือคนที่เสียเปรียบคู่ชกในทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างที่ต่างกันชัดเจน วัยวุฒิซึ่งห่างกันเกือบสองรอบ หรือแม้แต่การควบคุมอารมณ์ ราชันย์ยังคงดูเยือกเย็น แต่สายตาที่มองมายังเธอทำเอาปอไหมสะบัดร้อนสะบัดหนาว แววตาคู่นั้นฉาบฉายไปด้วยการตำหนิ โลมเลีย และจงใจทำให้อาย โดยเฉพาะเวลาที่เขาจดจ้องมองหน้าอกอวบอิ่มที่กลมกลึงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเสื้อสีขาวเปียกลู่เช่นนี้ ขณะที่ปอไหมใจเต้นไม่เป็นส่ำ ทั้งโกรธทั้งอาย แก้มร้อนผ่าว ตัวแดงระเรื่อ แต่ก็ยังคงฝืนยืนเชิดหน้าปะทะกับเขา
“คุณมีอะไรจะพูดกับปอคะ”
“เธอมีอะไรจะแก้ตัวมั้ย กับสิ่งที่เธอทำลงไป”
“ไม่มีค่ะ เพราะปอคิดว่ามันไม่ได้ผิดอะไรกับการที่ปอพาอุ๋มไปเที่ยวสงกรานต์อย่างคนธรรมดาทั่วไป” ปอไหมเชิดหน้าขึ้นขณะต่อปากต่อคำอย่างฉะฉาน ตอนนี้เธอเหมือนคนปากกล้าขาสั่น ถ้ามีใครสักคนเข้าไปเดินเล่นในหัวใจของเธอคงรู้ว่ามันกระตุกแรงและผิดจังหวะมากแค่ไหน
“ฉันไม่ได้หมายถึงการที่เธอพายัยอุ๋มไปเที่ยว แต่ฉันหมายถึงการแต่งเนื้อแต่งตัวที่ล่อแหลมแบบนี้ ยัยอุ๋มคงไม่ได้ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าแบบเธอ เพราะอยากใส่เองกระมัง”
คุณอาจจะชอบ





