
อุ้มรักเมียแสนชัง
ตอน 3
ปรมะขับรถกลับเข้ามาที่บ้านด้วยความโมโหสุดขีด หลังจากถูกสาวิกาซึ่งเป็นเพื่อนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเดียวกันโทรมาร้องห่มร้องไห้ ฟ้องว่าถูกเมียของเขาด่าทอ
เมียของเขาเหรอ...
หึ...!
นิ้วแข็งแรงกำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด กรามแกร่งขบกันแน่นจนขึ้นสันนูนเป่ง
เมื่อก่อนเขาเคยเอ็นดูนรีกุล เพราะหญิงสาวเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่เขาเป็นเจ้าของด้วยทุนเด็กยากจน
เขามอบทุนให้หล่อนเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี และก็เมตตาช่วยหางานให้ทำ แต่ความหวังดีของเขากลับถูกตอบแทนด้วยการวางยา แบล็คเมล์ ด้วยความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว
แวววรรณป้าของนรีกุลฉลาดแกมโกง วางยาให้เขานอนกับหลานสาวตัวเอง จากนั้นก็ถ่ายภาพแบล็คเมล์เอาไว้ ทำให้เขาจำต้องยอมรับนรีกุลที่ตั้งท้องมาเป็นเมียทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจ แถมยังถูกแวววรรณรีดไถ่เงินไปอีกเกือบล้านบาท
จากความเอ็นดู ความสงสารที่เคยมอบให้กับนรีกุล ตอนนี้จึงเหลือแค่ความเกลียดชังเท่านั้น ยิ่งมารู้จากปากของแวววรรณว่านรีกุลแอบรักเขาด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งขยะแขยงชิงชัง เพราะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนรีกุลร่วมมือกับแวววรรณ
ชายหนุ่มก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าที่ดำคล้ำ ความเกรี้ยวกราดอัดแน่นเต็มกระแสเลือด
เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว เขาก็เดินตรงไปยังห้องพักของนรีกุล เคาะประตูจนประตูแทบจะพังเพื่อเรียกให้หญิงสาวออกมาเผชิญหน้า
“เปิดประตูเดี๋ยวนะนรีกุล!”
นรีกุลพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง กัดฟันเดินตรงไปเปิดประตูห้อง ทั้งๆ ที่รู้สึกวิงเวียนศีรษะไม่น้อยเลยทีเดียว
“คุณ... หนึ่งมี... อ๊ะ...”
หล่อนร้องอุทานด้วยความตกใจและเจ็บแปลบไปทั้งแขน เมื่อถูกปรมะฉุดกระชากลากถูออกมาจากห้องพัก และตรงมายังห้องโถง
“กล้าดียังไงไปประกาศให้คนอื่นรู้ว่าเป็นเมียฉัน นรีกุล”
คนถูกถามหน้าตามึนงง ไม่เข้าใจ เพราะตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลย
“กุล... ไม่ได้...”
“หึ ผู้หญิงอย่างเธอเคยรับความจริงอะไรบ้าง ทำชั่วๆ แต่ก็ไม่เคยยอมรับว่าทำเลย ผู้หญิงสารเลว! ฉันทั้งเกลียดทั้งขยะแขยงเธอรู้ไหม!”
แม้ที่ผ่านมาปรมะจะขว้างคำพูดร้ายกาจใส่หล่อนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่หล่อนชาชินไม่รู้สึกอะไร
หล่อนเจ็บปวดเสมอที่ปรมะบอกว่าเกลียด บอกว่าขยะแขยง
หล่อนรักเขาหมดหัวใจ...
แต่ผู้ชายที่หล่อนรัก กลับเกลียดชังหล่อนเข้ากระดูกดำ...
“กุล... ไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ ค่ะ”
“ตอแหล! แค่ฉันต้องรับผิดชอบเธอมันก็ทำให้ชีวิตของฉันดำมืดพอแล้ว นี่เธอยังไปประกาศให้คนอื่นรู้อีกเหรอว่า ฉันพลาดมีอะไรกับผู้หญิงต่ำๆ อย่างเธอน่ะ คงภูมิใจมากสินะ...”
“มะ... ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ กุลไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย... ฮือออ”
“ร้องไห้? จะร้องไห้อะไรนักหนา ฉันเกลียดที่สุดเลย ผู้หญิงขี้แย ตอแหล บีบน้ำตาแบบเธอน่ะ”
นรีกุลพยายามหยุดสะอื้น ด้วยการเช็ดน้ำตาและยกมือขึ้นอุดปากตัวเองเอาไว้
“กุล... จะ... จะไม่ร้องไห้ค่ะ”
หล่อนไม่ต้องการให้เขาเกลียดมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“ฉันไม่เคยเชื่อคำพูดของผู้หญิงแพศยาอย่างเธอ จำเอาไว้”
นี่เขาต้องการให้หล่อนขาดใจตายกับคำพูดโหดร้ายจากปากของเขาเลยใช่ไหม
“แต่กุลไม่เคยบอกใครเลยจริงๆ นะคะ กุลสาบานได้...”
“หึ... จะสาบานอะไร สาบานให้ฟ้าผ่าอย่างนั้นหรือ”
ปรมะหัวเราะเยาะหยัน เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องดังแว่วเข้ามาในบ้าน
“สาบานให้ฟ้าผ่ากุลได้เลยค่ะ”
ปรมะก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าของนรีกุล มองด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ตอนฉันขับรถกลับมาบ้าน ฝนกำลังตั้งเค้าเลย อีกสักแป๊บฝนก็คงจะตก และดูท่าทางจะตกหนักด้วย ฟ้าก็คงจะแรงไม่น้อย...”
“ค่ะ”
“ออกไปยืนข้างนอกสิ สักครึ่งชั่วโมง ดูสิว่าผู้หญิงแพศยาอย่างเธอจะถูกสายฟ้าฟาดหรือเปล่า”
เขาคาดเดาว่านรีกุลไม่มีทางยอมออกไปหรอก เพราะเท่าที่รู้มาหล่อนหวาดกลัวเวลาที่ฝนตกฟ้าร้องมาก เพราะพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในคืนวันฝนตกหนัก
“กุลตกลงค่ะ”
ปรมะอดแปลกใจไม่ได้ เขาอยากจะแก้ไขคำพูด แต่แววตามุ่งมั่นของนรีกุล ทำให้เขาเลือกที่จะปล่อยเลยตามเลย
“ฉันไม่ได้บังคับเธอนะนรีกุล”
“คุณหนึ่งไม่ได้บังคับกุลหรอกค่ะ กุลเต็มใจออกไปยืนข้างนอกเองค่ะ”
“อวดดี”
นรีกุลไม่โต้ตอบคำใดออกไปนอกจากเดินช้าๆ ออกไปนอกตัวบ้าน
“ฟ้าร้องแค่ครั้งเดียว ขี้คร้านจะรีบวิ่งเข้าบ้าน ทำเป็นเก่ง หึ”
ปรมะมองตามไปด้วยความโมโห ก่อนจะเรียกให้สาวใช้ยกเหล้าขึ้นไปให้บนห้องพัก
คุณอาจจะชอบ





