ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติมาอยู่ในร่างหญิงปัญญาอ่อนซ้ำยังต้องแต่งงานกับบุรุษใบ้

ทะลุมิติมาอยู่ในร่างหญิงปัญญาอ่อนซ้ำยังต้องแต่งงานกับบุรุษใบ้

หญิงสาวผู้กำลังจะรับปริญญาต้องย้อนอดีตสู่ยุค 60 ในร่างของคำแก้ว หญิงปัญญาอ่อนผู้ยากไร้และเป็นลูกสาวอดีตโจรพิการ เธอต้องเผชิญกับค่าแรงเพียงน้อยนิดท่ามกลางความอดอยาก ทว่าโชคชะตากลับเลวร้ายยิ่งกว่าเมื่อต้องพบกับศัตรูที่จ้องล้างแค้นครอบครัวของเธอด้วยหัวใจเป็นเดิมพัน แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นลูกโจรและต้องรับมือกับเหล่าร้ายที่ดักปล้น แต่เธอกลับมีความลับและอาวุธที่ไม่มีใครคาดคิด พร้อมจะเอาคืนทุกคนอย่างสาสมเพื่อปกป้องคนในครอบครัวให้มีชีวิตรอด
ตอน
แชร์

ตอน 2

เช้าวันใหม่ที่แสนเร่งรีบวิไลลักษณ์ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสามเพื่อมาอาบน้ำเตรียมตัวไปงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดของเธอ พ่อกับแม่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อวาน เธอเรียนจบคณะเกษตรศาสตร์ ความฝันหลังเรียนจบเธออยากเปิดร้านขายพันธุ์ไม้อยู่ทางภาคอีสานสักแห่ง และเธอก็ได้เริ่มทำมันแล้ว เพราะสี่ปีที่เรียนอยู่ที่นี่เธอซึมซับเอาความเป็นอีสานเข้าไปทั้งภาษาและวัฒนธรรม เพื่อนส่วนใหญ่ก็เป็นคนภาคอีสานทั้งนั้น พ่อกับแม่เองยังนึกเป็นห่วงที่ลูกสาวไม่ยอมกลับไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะหลังเรียนจบช่วงรอรับปริญญาเธอก็ยังขายต้นไม้อยู่ที่ภาคอีสาน

วิไลลักษณ์ยืนรีดเสื้อผ้าอยู่ภายในห้องนอนที่คอนโดฯ เพียงลำพัง จู่ ๆ ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเพราะความดีใจกับความสำเร็จของตัวเองก็หุบยิ้มลงทันควัน เธอหลับตาแน่นมือบางยกขึ้นกุมศีรษะตัวเอง ทำไมถึงได้รู้สึกมึนศีรษะแบบนี้ มือที่จับเตารีดรีบหรี่ไฟลงจนสุด ร่างที่ยืนอยู่อย่างมั่นคงในคราแรกกำลังโอนเอียง เธอลืมตาไม่ได้เลยเพราะตอนนี้ห้องมันกำลังพาเธอหมุน และยังดูมืดดำไปหมด ไม่ถึงสองนาทีร่างอรชรก็ล้มลงไปนอนกับพื้น ลมหายใจเริ่มแผ่วลงเรื่อย ๆ แล้วก็แน่นิ่งไปในที่สุด

ร่างโรยแรงที่นอนนิ่งอยู่ภายในห้องมาหลายวันค่อย ๆ ขยับกายทีละส่วน เปลือกตาอันหนักอึ้งถูกเปิดขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตากลมโตแต่นัยน์ตาแดงก่ำกลอกมองไปรอบทิศ บ้านทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ด้านข้างมีช่องคล้ายกับหน้าต่างเปิดไว้เพื่อให้ลมโกรกเข้ามา หลังคามุงด้วยหญ้าคา สายตาเหลือบมองต่ำลงมาที่พื้นที่เป็นไม้ไผ่เช่นกัน ทุกส่วนของบ้านดูยังไม่เก่ามากนัก บนพื้นมีเพียงเสื่อหนึ่งผืนที่เธอนอนอยู่เท่านั้นที่ค่อนข้างเก่าคร่ำคร่า แต่ทว่าภายในห้องนี้ก็เล็กกว่าคอนโดฯ ของเธอหลายเท่า

วิไลลักษณ์ค่อย ๆ ใช้สองมือยันกายลุกขึ้นด้วยความมึนงง เธอกำลังฝัน มือน้อยลูบแผ่นไม้ไผ่ที่ปูพื้นเบา ๆ เธอสัมผัสได้ถึงความแข็งได้อย่างสมจริง เธอต้องทำอะไรสักอย่างจะมานั่งฝันนอนฝันอยู่แบบนี้ไม่ได้ วันนี้เธอต้องรีบไปแต่งหน้าเพื่อไปรับปริญญาในช่วงบ่าย คิดได้ดังนั้นสองมือก็ตบเข้าที่หน้าตัวเองแรง ๆ ทั้งสองข้างจนหน้าหัน

เพียะ! เพียะ!

“โอ๊ย! ทำไมเจ็บจริงวะ” วิไลลักษณ์หลุดปากร้องออกมาเสียงดัง เธอก้มมองฝ่ามือของตัวเองสายตาไล่ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มือไม่ใช่ นิ้วไม่ไช่ ผิวพรรณและรูปร่างก็ไม่ใช่ ถึงมันจะไม่ได้ดูแย่มากแต่ร่างนี้ก็ผอมเกินไป เนื้อตัวมีแต่รอยแผลที่น่าจะเกิดจากมดหรือแมลงต่าง ๆ กัด เธอเบิกตากว้าง เนื้อตัวสั่นเทา ลำคอแห้งผาก เมื่อเห็นรอยสักรูปหัวเสืออยู่ที่ส่วนท้องของข้อมือข้างซ้ายของตน ร่างนี้ไม่ใช่ร่างของเธอแน่นอน

แอ๊ดดดดด!

สติยังไม่ทันกลับมาดีก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามาก่อน พร้อมกับร่างของเด็กผู้หญิงเดินเข้ามา วิไลลักษณ์เงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง

“พี่คำแก้ว! พี่คำแก้วฟื้นแล้ว” เด็กหญิงวัยแรกรุ่นเอ่ยขึ้นเป็นภาษาอีสาน ภาษาที่เธอค่อนข้างคุ้นเคยจนสามารถพูดได้คล่อง เพราะใช้กับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยทุกวัน ไม่ถึงนาทีก็มีคนอีกสามคนวิ่งเข้ามาในห้อง คำพองได้ยินเสียงคำแพงบอกว่าคำแก้วฟื้นแล้วก็รีบวิ่งออกจากครัวจนลืมไปว่าตัวเองกำลังป่วย เข้มกับคำพากำลังช่วยกันรดน้ำผักสวนครัวอยู่ก็รีบวิ่งขึ้นมาดูเช่นกัน

ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเรียวแต่อิดโรยของคำแก้ว

“คำแก้วลูกแม่ฟื้นแล้ว” คำพองนั่งลงข้างที่นอนลูก คนอื่น ๆ ก็นั่งตาม เธอสลบไปสี่วันเต็มไม่มีใครคิดว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาอีก หลวงตาโมกที่วัดป่าก็บอกให้ทำใจไว้แล้ว

คำแก้ว! ลูก! หมายความว่าอย่างไร? ดวงตากลมคู่นั้นฉายแววดูสับสน เธอสูดหายใจเข้าลึกและตั้งสติเพื่อลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เธอตื่นขึ้นมารีดผ้า แต่ด้วยความที่เมื่อคืนนอนดึกเพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจึงนอนไม่ค่อยหลับ เธอรู้สึกมึนศีรษะเพราะนอนน้อยและอาจจะเป็นเพราะเธอเป็นโรคความดันต่ำอยู่แล้วจึงทำให้เธอ…เป็นลมหมดสติและทุกอย่างก็มืดสนิทในเวลาต่อมา

รู้สึกตัวอีกทีก็มานอนอยู่ตรงนี้แล้ว

แล้วที่นี่คือที่ไหน ทุกคนที่มองเธอหน้าสลอนอยู่ตอนนี้เป็นใครกัน ดูจากการแต่งกายก็น่าจะไม่ใช่ยุคปัจจุบัน วิไลลักษณ์ยังทำหน้างง

“คำแก้วจำพ่อกับแม่ไม่ได้หรือลูก” ผู้ชายอายุราวสี่สิบต้นเอ่ยถาม เมื่อเห็นแววตาสับสนของลูก ขาของชายคนนั้นข้างหนึ่งพิการ มีผ้าฝ้ายสีขาวพันแผลเอาไว้

วิไลลักษณ์ไล่สายตามองหน้าทีละคน ความทรงจำร่างเดิมค่อย ๆ กระจ่างชัดขึ้น แต่ทำไมความทรงจำมันถึงได้มีน้อยนิดเพียงนี้ เธอรู้เพียงว่าร่างนี้ชื่อคำแก้วอีกเดือนเดียวอายุก็จะครบสิบแปดปีเต็ม ชายหญิงวัยกลางคนนี้คือแม่คำพองกับพ่อเข้ม เด็กผู้ชายคนที่นั่งถัดจากแม่คือน้องคำพา ส่วนผู้หญิงน้องเล็กสุดของบ้านก็คือคำแพง ในความทรงจำของหล่อนตอนนี้ทราบแค่นี้

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น วิไลลักษณ์พยายามกลืนน้ำลายที่แทบจะไม่มีลงคอสามสี่ครั้ง ถึงจะรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เธอก็ต้องควบคุมสติให้ดี ห้ามกระโตกกระตาก และต้องพิสูจน์ให้แน่ชัด วิไลลักษณ์ตัดสินใจเอ่ยถามออกไปว่า “ฉันเป็นอะไรไปคะ” เธอพูดภาษาเดียวกันกับทุกคน

คำพองยิ้มออกมาพร้อมกับหยดน้ำใสไหลรินออกมาจากตาด้วยความดีใจสุดซึ้ง “เอ็งเป็นไข้ไม่ได้สติมาสี่วันแล้ว ก่อนจะหมดสติก็ไข้สูงมาเกือบสองอาทิตย์ แม่คิดว่าเอ็งจะไม่ฟื้นกลับมาหาพวกเราเสียแล้ว” พูดพลางยกมือหยาบกร้านขึ้นปาดน้ำตาตัวเอง

“พี่คำแก้วลุกไปกินข้าวกันดีกว่าค่ะ พี่ไม่ได้กินข้าวตั้งหลายวัน” คำแพงกล่าว ผู้เป็นแม่เอื้อมมือไปลูบคลำใบหน้าลูกสาวอย่างทะนุถนอม เลื่อนมือมาตามแขนอันเรียวเล็กแผ่วเบา แท้จริงแล้วคำที่หลวงตาบอกว่าคำแก้วชะตาขาดมันก็เป็นแค่คำพูดแก้เคล็ดเท่านั้น

“ลุกไหวไหม มา เดี๋ยวแม่ช่วย” คำพองช่วยพยุงลูกสาวลุกขึ้น คนอื่นเดินไปข้างนอกแล้ว ส่วนพ่อของเธอก็ใช้ไม้ค้ำงอเข่าขาข้างพิการไว้แล้วเดินตามหลังคำพากับคำแพงออกไป ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี

“ฉันเดินเองได้ค่ะแม่” ถึงจะรับรู้ได้ว่าร่างนี้ผอมแห้งเพราะล้มป่วยมาหลายวัน แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอ่อนแรงอีกแล้ว อยู่ดี ๆ ไม่รู้ว่าพลังมาจากไหนถึงได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนคนไม่เคยป่วยมาก่อน

แปลกจริง แต่ก็ดีแล้ว เธอไม่ชอบตอนร่างกายป่วยเลยสักนิด

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวล้มหัวฟาดพื้นไปจะแย่” แม่พูดดังนั้นคำแก้วจึงตามใจ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ถูกทิ้งโดยอัลฟ่า หันไปแต่งกับศัตรู
9.3
เมื่อถูกศัตรูจับตัวไป อัลฟ่าผู้เป็นคนรักกลับเลือกทิ้งฉันไว้เบื้องหลังเพื่ออยู่กับคู่แท้ของเขาอย่างไม่ใยดี คำพูดที่ไร้หัวใจส่งผ่านสายโทรศัพท์กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตท่ามกลางความตายที่คืบคลานเข้ามา ฉันจำต้องอ้อนวอนร้องขอชีวิตจากอัลฟ่าฝ่ายศัตรูพร้อมยอมศิโรราบทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ทว่าในวันที่อดีตคนรักคิดจะกลับมาทวงฉันคืน ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้ฉันได้กลายเป็นสมบัติของศัตรูผู้โหดเหี้ยมที่ไม่มีวันปล่อยให้ฉันกลับไปหาเขาอีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย สามีเถื่อนที่รัก
9.0
นิรินตกที่นั่งลำบากหลังเข้าห้องผิดจนเผชิญหน้ากับนรราช ชายร่างสูงใหญ่ในสภาพเมามายที่ข่มขู่จะเอาชีวิตหากเธอขัดขืน ท่ามกลางความหวาดกลัวและรอยจูบที่ถูกยัดเยียด เมื่อแสงไฟสว่างขึ้นเธอกลับพบว่าเขาคือลุงราช หลานชายเจ้าของบ้านผู้แสนใจร้าย แม้ครอบครัวของทั้งคู่จะมีรอยร้าวและบิดาของเธอสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวอย่างเด็ดขาด แต่การพบกันโดยไม่คาดฝันในครั้งนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นวายที่ยากจะถอนตัว
หน้าปกนวนิยาย ดาวอังคารผู้ไม่เคยพ่ายแพ้
8.3
เมื่อ 5 ปีก่อน เขาตัดสินใจทิ้งคนรักไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยความหวังว่าจะพิสูจน์ตนเองให้มีคุณค่าพอสำหรับเธอ วันนี้เขากลับมาในฐานะผู้ที่มีทั้งความสามารถและเกียรติยศอันสูงสุดเหนือใคร ทว่าสิ่งที่รอคอยเขาอยู่กลับไม่ใช่เพียงแค่หญิงสาวที่โหยหา แต่เขายังได้พบความจริงที่คาดไม่ถึงว่าตนเองมีลูกสาวตัวน้อยเพิ่มมาหนึ่งคน บทพิสูจน์ความรักและความรับผิดชอบในฐานะพ่อและคนรักจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางอุปสรรคที่ถาโถม
หน้าปกนวนิยาย เมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต
8.2
อดีตหนุ่มออฟฟิศในกรุงเทพฯ ผู้เคยใช้ชีวิตธรรมดาได้หวนคืนสู่เมืองไทยอีกครั้งในฐานะยมทูตมือใหม่ แต่การทำงานวันแรกกลับไม่ง่าย เมื่อดาวเหนือต้องเผชิญกับเหตุระเบิดเพลิงครั้งใหญ่ที่สั่นประสาทจนเขาเผลอวิ่งหนีตายสุดชีวิตราวกับลืมไปว่าตนเองสิ้นอายุขัยไปแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวาย เขาถูกรุ่นพี่ตะโกนสั่งให้ตั้งสติและเร่งนำวิญญาณเหยื่อไปส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่สูทแดงตามหน้าที่ของผู้นำทางวิญญาณในโลกหลังความตายที่เต็มไปด้วยอันตรายและภารกิจสุดระทึก
หน้าปกนวนิยาย สยบรักดวงใจท่านอ๋อง
9.8
ลู่ซิงเหยียนแฝงตัวเป็นสาวใช้ในจวนเจ้าเมืองเพื่อสืบหาความจริงเบื้องหลังโศกนาฏกรรมล้างตระกูลของนาง ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อนางต้องเสี่ยงชีวิตช่วยโจรชุดดำลึกลับหลบหนีเพื่อรักษาชีวิตตนเอง โดยบังคับให้เขาซ่อนตัวในถังสิ่งปฏิกูลที่แสนโสโครก การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้เขาโกรธจัดจนขู่ฆ่านาง แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โชคชะตาของทั้งคู่ผูกพันกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อชายหนุ่มผู้ลึกลับเริ่มวนเวียนอยู่รอบกายเพื่อตอบแทนบุญคุณท่ามกลางไฟแค้นและการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง
หน้าปกนวนิยาย เสวี่ยอี้ หมอยาสาวเจ้าเสน่ห์
8.1
เมื่อความรักที่เคยมีให้กลับกลายเป็นความเจ็บปวดจากการกระทำของท่านอ๋องผู้เป็นสามี เสวี่ยอี้ หมอยาสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถและเสน่ห์ล้นเหลือจึงไม่ยอมทนอยู่ใต้เงาของความเสียใจอีกต่อไป นางตัดสินใจประกาศกร้าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่าหากเขายังคงทำร้ายความรู้สึกของนางเช่นนี้ การหย่าขาดจากกันคงเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อทวงคืนอิสระและศักดิ์ศรีของตนเองกลับมาในฐานะสตรีผู้ไม่ง้อความรักที่ไร้ค่าอีกต่อไป