ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ซีรีส์ Alien's host-ลูกชายผมเป็นเอเลี่ยน

ซีรีส์ Alien's host-ลูกชายผมเป็นเอเลี่ยน

ในคืนที่ผมแวะไปที่คลับตามปกติ ผมกลับได้พบกับชายแปลกหน้าผู้มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด ทว่าเขากลับอยู่ในสภาพอิดโรยและดูทรุดโทรมเหมือนคนกำลังจะสิ้นใจ แม้ความมึนเมาจะเริ่มครอบงำ แต่ผมยังคงมีสติพอที่จะตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือเขาด้วยความหวังดี ทันทีที่ผมเข้าไปพยุงร่างกายที่อ่อนแรงนั้น เขากลับกระซิบคำขอที่น่าตกตะลึงออกมาว่าต้องการจะวางไข่ในตัวผม คำพูดที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้ผมสับสนจนทำอะไรไม่ถูกว่ามันคือเรื่องล้อเล่นหรือความจริงอันน่าเหลือเชื่อกันแน่
ตอน
แชร์

ตอน 3

บทที่ 3

6 ชั่วโมงหลังหลบหนี (เวลา 09.00 น.)

ก๊อกๆๆ

“ใครครับ”

“นักสืบทราวิสจากสำนักงานนักสืบ ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณสักหน่อย”

“เรื่องอะไรครับ”

“เรื่องชายนิรนามที่กลายเป็นศพหลังไนท์คลับ คุณตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม ผมคงต้องขออนุญาตเชิญคุณไปคุยแบบส่วนตัวที่โรงพัก”

“ชะ...ชายนิรนามไหน ผมไม่รู้เรื่อง เฮ้! อย่ามาจับตัวผมนะ! ปล่อย!”

“คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด เพราะสิ่งที่คุณพูด เราจะใช้ปรักปรำคุณในชั้นศาลได้ คุณมีสิทธิที่จะเรียกทนายความ หากคุณไม่มีทนาย ทางรัฐจะจัดหาให้ คุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามใดๆ คุณเข้าใจสิทธิที่แจ้งมา เชิญไปโรงพัก”

“ผมไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น! ผมไม่รู้เรื่อง! ปล่อยนะเว้ย!”

ปิ๊บ!

ผมกดรีโมทปิดโทรทัศน์ที่กำลังฉายซีรีย์ชื่อดังที่มีนักสืบหนุ่มหน้าหล่อนามทราวิสเป็นตัวดำเนินเรื่อง พลันใช้นิ้วมือคลึงบริเวณหัวคิ้วอย่างหัวเสีย ทำไมไอ้ซีรีย์บ้านี่ถึงได้มาฉายในเวลาประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ที่ผมประสบมาเมื่อคืนด้วยก็ไม่รู้ คนยิ่งกังวลอยู่ว่าจะมีตำรวจตามมาจับตัวถึงบ้านเหมือนกับไอ้อ้วนโง่เง่าในซีรีย์นั่น

ผมลุกขึ้นยืน เดินไปเดินมาทั่วห้องเมื่อนึกถึงภาพชายร่างใหญ่ล้มฟุบหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อมา ตั้งแต่กลับมาจากไนท์คลับเมื่อตอนตีสามและซุกตัวอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์ของตัวเอง ผมก็มีอาการพารานอยด์ไม่หยุดจนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี จะแจ้งตำรวจก็กลัวว่าตัวเองจะซวยเพราะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับศพนั่น แต่จะเก็บตัวเงียบอย่างนี้ ผมก็วางตัวปกติไม่ได้อีก

คนตายต่อหน้าต่อตาเลยนะ! จะให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ไง!

ผมกดรีโมทเปิดโทรทัศน์อีกครั้ง เปลี่ยนช่องไล่หาช่องข่าวพร้อมกับเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นบนใบหน้า ที่ผมต้องไล่หาข่าวอย่างนี้ทั้งคืนก็เพราะผมอยากจะรู้ว่าป่านนี้มีใครไปเจอศพผู้ชายคนนั้นหรือยัง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีข่าวของผู้ชายคนนั้นเลยแม้แต่ข่าวเดียว จนผมอดคิดไม่ได้ว่ามันแปลกที่ไม่มีใครไปเจอศพหมอนั่น นี่มันก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วนะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีพวกพนักงานไนท์คลับ ไม่ก็พวกพนักงานทำความสะอาดออกไปทิ้งขยะหลังร้านบ้างสิ

เอ... หรือว่าจะเจอศพแล้ว แต่ตำรวจยังไม่ยอมให้ปล่อยข่าวกัน? แต่ถ้าตำรวจเจอศพแล้ว แสดงว่าตอนนี้คงถึงขั้นตอนเสาะหาตัวคนร้ายแล้วล่ะมั้ง

ผมคิดวุ่นไปทั่ว เผลอยกนิ้วมือขึ้นมากัดเล็บอย่างลืมตัว ก่อนจะสะดุ้งไปเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาร้องลั่น พอตั้งสติได้ ผมก็เอื้อมมือไปคว้ามันมาดูชื่อคนโทรเข้าที่หน้าจอแล้วกดรับอย่างหงุดหงิด

“ว่า?”

[เมื่อคืนนายทิ้งฉันแล้วหนีกลับก่อนได้ยังไง แถมยังปล่อยให้ฉันนอนที่นั่นจนถึงเช้าอีก ใจร้ายมากเกินไปแล้วนะ]

เอมิเลียกรอกเสียงขุ่นมาตามสาย ทำเอาผมย่นคิ้วยู่ที่จู่ๆ เธอก็โผล่มาวีนไม่รู้จังหวะ

“ก็เธอเมาพับ แล้วฉันก็เหนื่อยด้วย เลยกลับมาก่อน”

[ไม่ใช่ว่าตอนฉันเมา นายควงคนอื่นไปฟาดกันที่ไหนหรอกนะ]

เอมิเลียทำผมหงุดหงิดมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเมื่อเธอพูดประโยคนี้ขึ้นมา ผมรู้ว่าเธอระแวง แต่มันใช่เวลาที่จะมาสร้างความรำคาญให้ผมมั้ย

“ถ้าเธอไม่เชื่อใจ ก็ไม่ต้องมายุ่งกัน รำคาญ!” ผมขึ้นเสียงเล็กน้อยตามอารมณ์

อีกฝ่ายชะงักไป ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหวานทันควัน

[ฉันก็แค่ถามเฉยๆ ทำไมต้องโมโหด้วย อย่าโกรธกันเลยนะ นายก็รู้ว่าฉันชอบนายมาก ฉันเลยหวงเป็นธรรมดา ขอโทษนะเควิน อยากได้อะไรเป็นพิเศษมั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันซื้อไถ่โทษให้]

เธอทักจะเอาสิ่งของมาล่ออย่างนี้ตลอดเวลาทำให้ผมหัวเสีย แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่เคยขอให้เธอซื้ออะไรให้นะ นอกจากเธอจะซื้อให้เอง

“ช่างมันเถอะ” ผมตอบส่งๆ ด้วยไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด ทว่าเอมิเลียก็ยังไม่หยุด

[งั้นมาเจอกันตอนนี้มั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันจะบริการอย่างเต็มที่เลย]

บริการที่เธอว่าก็คือเรื่องเซ็กส์นั่นแหละ

“ไม่ต้อง วันนี้ฉันปวดหัว อยากจะพัก” ผมตอบปฏิเสธโดยแทบไม่ต้องคิด ถ้าเป็นเวลาปกติ ผมคงจะไม่รีรอที่จะตอบรับเธอไปแล้ว

[ไม่ค่อยสบายเหรอ ให้ฉันไปหาที่ห้องมั้ย] เธอเสนอขึ้นมาอีก

“บอกว่าไม่ต้อง ให้ฉันอยู่คนเดียว อย่ามาวุ่นวายกับฉันจนกว่าฉันจะติดต่อกลับไปเองก็พอ”

[เดี๋ยวสิเควิน แต่ว่าฉันอยากเจอ...ตู๊ดๆๆ]

ผมกดวางสายเอาดื้อๆ ไม่สนใจเสียงของเอมิเลียที่ร้องเรียกแต่อย่างใด พลันทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ทึ้งผมตัวเองไปมาอยู่ครู่หนึ่งด้วยความกลัดกลุ้มยังคงเกาะกุมจิตใจ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเอมิเลียที่โทรมาหาเมื่อครู่ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกับเหตุการณ์ที่ผมเจอเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย ทำเอาผมฉุกใจ โทรกลับไปหาเธออีกครั้ง

“เอมิเลีย”

[โทรกลับมาอย่างนี้ แสดงว่าจะให้ฉันไปหาสินะ] เธอว่าด้วยน้ำเสียงเริงรื่น

“เปล่า ฉันแค่มีเรื่องจะถาม”

[เรื่องอะไร]

“แบบว่า...” ผมเงียบไปครู่ ชั่งใจว่าจะพูดอย่างไรให้เอมิเลียไม่เอะใจดีว่าผมมีส่วนรู้เห็นกับการตายของผู้ชายคนนั้น

[แบบว่าอะไร] เอมิเลียเร่งเร้า ให้ผมโพล่งออกไป

“แบบว่าที่ไนท์คลับน่ะ มีอะไรแปลกๆ มั้ยตอนที่เธอกลับออกมา”

[อะไรเหรอที่ว่าแปลกๆ]

“ก็แบบ... เรื่องร้ายๆ หรือเรื่องน่าตกใจอะไรประมาณนี้” ผมว่าอ้อมๆ เอมิเลียเงียบไปครู่แล้วก็ตอบกลับมา

[ก็ไม่นะ เรื่องร้ายๆ เรื่องเดียวที่ฉันเจอก็คือตื่นมาแล้วเห็นว่านายหนีกลับไปก่อนนี่แหละ]

พอได้ยินอย่างนี้ ผมก็โล่งใจขึ้นมาเปาะหนึ่ง ถ้าเอมิเลียที่อยู่ในที่เกิดเหตุจนถึงเช้าไม่รู้ ก็แสดงว่ายังไม่มีใครไปเจอศพแหงๆ

[ถามอะไรแปลกๆ นี่มีอะไรหรือเปล่า ให้ฉันไปหาที่ห้องมั้ย]

เธอก็วกกลับมาเรื่องเดิมอีกจนได้ นี่ก็อยากจะมาหาผมให้ได้เลยสินะ

“ไม่ต้อง” สุดท้าย ผมก็ตัดบทโดยการตัดสายไปอีกครั้ง

คงจะต้องรอดูต่อไปอีกสักหน่อยก่อน ไม่แน่ว่าอีกสักพักอาจจะมีข่าวออกมาก็ได้

10 ชั่วโมงหลังหลบหนี (เวลา 13.00 น.)

ผมยังคงนั่งประจำที่โซฟา สายตาจับจ้องไปยังจอโทรทัศน์ที่กำลังรายงานข่าวอย่างใจจดจ่อ ไม่นานนัก รายงานข่าวก็จบลงและไร้ซึ่งข่าวที่ผมเฝ้ารออีกเช่นเคย ผมถอนหายใจยาว ไม่รู้ว่าถอนหายใจเพราะโล่งใจที่ไม่ได้เห็นมัน หรือถอนหายใจที่ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองหลังจากนี้สักที

ผมเปลี่ยนช่องหารายการข่าวอีกครั้ง ก่อนจะหยุดลงที่ช่องหนึ่งแล้วเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรง ผมไม่แปลกใจนักว่าทำไมผมมีสภาพเหมือนจะตายให้ได้อย่างนี้ เพราะตั้งแต่กลับมาถึงห้องเมื่อคืน ผมก็ยังไม่ได้นอนเลยแม้แต่งีบเดียว แถมยังไม่ได้กินอะไรด้วย เอาแต่เฝ้าระแวงจนไม่เป็นอันทำอะไร มิหนำซ้ำ ตอนนี้ผมก็เริ่มจะปวดหัวหนึบขึ้นมาด้วยแล้ว ทั้งปวดหัวจากอาการแฮ้งค์เมื่อคืน และปวดหัวเพราะเครียดเรื่องบ้าๆ นี่ด้วย

ผมหลับตาลง นวดคลึงขมับไปมาด้วยหวังว่าจะทำให้อาการปวดบรรเทาลงได้บ้าง แต่เปล่าเลย นอกจากจะไม่บรรเทาแล้ว ยังจะมีอาการคลื่นไส้แทรกซ้อนขึ้นมาอีก ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นมาหายาแก้ปวดกิน ทว่าไอ้สลากยาบนขวดสีขาวมันดันระบุไว้ว่าให้ทานหลังอาหาร ผมก็เลยต้องไปจัดการเปิดตู้เย็น หาอะไรมายัดลงกระเพาะเพื่อรองท้องสักหน่อยก่อน

อาหารแช่แข็งค้างคืนตั้งแต่เมื่อวานก่อนถูกเอามาอุ่นในไมโครเวฟ ผมทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ เตรียมจะจัดการสปาเก็ตตี้ที่เหลืออยู่ครึ่งกล่องเข้าปาก ทว่าพอเปิดกล่องมันออกมา กลิ่นของมันก็ปะทะเข้าจมูกผมอย่างจัง มันก็เป็นกลิ่นสปาเก็ตตี้นี่แหละ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่ากลิ่นมันชวนคลื่นเหียนอย่างบอกไม่ถูก จนผมต้องหันไปไอโขลกตัวโยนอยู่พักหนึ่ง ตั้งสติได้ก็หันกลับมากลั้นใจตักมันเข้าปาก และพอผมส่งเส้นสปาเก็ตตี้เข้าไปในปาก อาการคลื่นไส้ก็รุนแรงขึ้นจนผมต้องรีบวางส้อมลง วิ่งพรวดไปยังซิงค์ล้างจาน สำรอกมันออกมาในทันใด

พอกลับมาสู่ภาวะปกติ ผมก็เดินกลับมายกกล่องสปาเก็ตตี้นั่นทิ้งลงถังขยะ กระเดือกยาแก้ปวดลงคอโดยไม่สนว่าจำเป็นต้องมีอะไรลงท้องก่อนหรือไม่ แล้วกลับมาที่ห้องนั่งเล่นในสภาพอิดโรย

ให้ตายเถอะ... สงสัยจะเครียดมากเกินไปแน่ๆ

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “96HCT” บน moboreader เพื่ออ่านหนังสือฉับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
96HCT
คัดลอก
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย กระซิบรักฝากหัวใจ
8.0
ไวกูณฐ์ปรารถนาที่จะสร้างครอบครัวกับจิรัฐิติกาลทันทีที่เรียนจบจากต่างประเทศ ทว่าฝ่ายหญิงกลับปฏิเสธเพราะความหวาดกลัวต่อการใช้ชีวิตคู่ แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผันเมื่ออุบัติเหตุทำให้ไวกูณฐ์ต้องสูญเสียการมองเห็น ด้วยความรู้สึกผิดจิรัฐิติกาลจึงยอมตกลงแต่งงานกับเขาเพื่อดูแลรับผิดชอบ ท่ามกลางความไม่พร้อมและอุปสรรคมากมายที่ดาหน้าเข้ามาทดสอบความรักของทั้งคู่ บทพิสูจน์หัวใจครั้งยิ่งใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้นในวันที่โลกของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย น้องคนนั้นมันเด็กผม (That boy is my boyfriend)
9.8
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและบรรยากาศอันแสนอันตราย ชายหนุ่มผู้ตกเป็นเป้าหมายได้ตัดสินใจลุกขึ้นเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว แม้ร่างกายจะไร้ซึ่งสิ่งปกปิดและดูบอบบาง แต่เขากลับประกาศกร้าวด้วยคำขู่ที่เฉียบขาดว่า หากอีกฝ่ายยังคิดจะรุกล้ำเข้ามาในร่างกายของเขา สิ่งเดียวที่จะได้รับตอบแทนกลับไปคือกระสุนปืนที่จะพุ่งเจาะเข้าที่ศีรษะทันที การปะทะกันระหว่างความปรารถนาอันรุนแรงและจิตวิญญาณที่พร้อมสู้ตายจึงเริ่มต้นขึ้นในนิยายแนวโรแมนติกแอคชั่นเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย รักนี้...ไม่จำกัดนิยาม
9.3
นิยามของความรักนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขทางเพศสภาพ เพราะแม้ว่าต้นทุนชีวิตและการกำเนิดจะเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถกำหนดเองได้ แต่ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะเลือกเส้นทางชีวิตและหัวใจในแบบที่ตนเองต้องการ เช่นเดียวกับเรื่องราวของชายหนุ่มสองคนที่ต่างเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ความรักคือสิ่งที่งดงามและมีค่าเหนือสิ่งอื่นใดในโลกใบนี้ พวกเขาจึงพร้อมที่จะก้าวข้ามทุกขีดจำกัดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่แสนพิเศษนี้ไว้ตลอดไป
หน้าปกนวนิยาย เด็ดบุปผาสะเทือนถึงดวงดารา
8.4
เมื่อชะตาของลั่วฟางหยุนในโลกขนานพังพินาศจนถึงขีดสุด ทั้งถูกขายเป็นทาสและโดนย่ำยีอย่างโหดร้าย ลั่วฟางหยุนจากอีกเส้นเรื่องที่จบสิ้นไปแล้วจึงต้องหวนกลับมาเพื่อกอบกู้สถานการณ์และนำพาทุกอย่างไปสู่บทสรุปที่ควรจะเป็น ทว่าแผนการกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อเขาตื่นขึ้นมาสวมรอยแทนร่างเดิมในจังหวะที่น่าอับอายที่สุด นั่นคือตอนที่เจ้าของร่างกำลังสิ้นใจคาสนามรักบนเตียงกับแม่ทัพใหญ่เยี่ยนฮวาฮู่พอดี
หน้าปกนวนิยาย ข้าวโพดในไร่ชา (Mpreg)
8.5
เมื่อข้าวโพดผู้ช่วยหนุ่มวัย 22 ปี ดันมาสบประมาทพ่อเลี้ยงกิตติภูมิเจ้าของไร่ชาที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ว่ามีดีแค่มาดเข้มแต่แท้จริงเป็นคนหื่นกาม ความสัมพันธ์สุดเร่าร้อนระหว่างเสือร้ายวัย 29 กับเด็กปากกล้าจึงเริ่มต้นขึ้น ภายใต้บรรยากาศไร่ชาแสนสวย ข้าวโพดต้องใช้ทั้งเสน่ห์และลีลาเพื่อมัดใจคนแก่จอมดุให้หลงรักจนโงหัวไม่ขึ้น ขณะที่พ่อเลี้ยงบลูเองก็พร้อมจะสั่งสอนให้รู้ซึ้งว่าการลองดีกับเขานั้นต้องเจอของดีอุดปากจนพูดไม่ออก งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไปในเกมรักที่ต้องเช็คร่างกายให้พร้อมเสมอ
หน้าปกนวนิยาย คู่ปลอมของอัลฟ่า สงครามเงียบของโอเมก้า
7.9
จากโอเมก้าต่ำต้อยที่เชื่อว่าตนคือคู่แท้ของคีรินทร์ อัลฟ่าผู้สูงส่ง ความจริงอันโหดร้ายกลับถูกเปิดเผยผ่านคัมภีร์ลับว่าเขายอมทำหมันเพื่อหญิงอื่นก่อนพบเธอเสียอีก ความรักที่เธอเทิดทูนและลูกในครรภ์แปดเดือนเป็นเพียงหมากในเกมพนันอันวิปริต เขาปล่อยให้ศิรินยาทำร้ายเธออย่างทารุณก่อนโยนร่างให้ลูกน้องย่ำยี ท่ามกลางความแตกสลายที่กลายเป็นความแค้นเย็นเยือก เธอจึงตัดสินใจจบชีวิตทารกด้วยสมุนไพรต้องห้าม เพื่อเริ่มต้นสงครามทวงแค้นต่อทุกคนที่ทำลายชีวิตเธอ