
ป่วนรักเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
ตอน 3
เมื่อหาทางหลบออกจากบ้านได้ เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งพยายามทวนเส้นทางที่บิดาพาไปเมื่อวาน เขาบอกว่าจากไนต์คลับให้ตรงไปอีกหนึ่งกิโลก็เจอบ้านหลังใหญ่สีขาวมีคนอยู่ด้านหน้า บอกพวกเขาว่า “นกเหยี่ยวพลัดหลง”
อันนี้คือรหัสลับใช่ไหม แบบพวกหนังจีนโบราณ คนที่กำลังเหม่อลอยถูกกระดิ่งสามล้อถีบกดไล่ เธอหันมองเป็นหญิงสาวหน้าตาดีแต่สีหน้าบึ้งตึง กำลังออกมาจากบ้านหลังนั้น
“เดี๋ยว” ประตูกำลังจะปิดเธอรีบเข้าไปห้าม
“ฉันมาพบคุณฟางเทียนฉิน”
“พี่ใหญ่ไม่ว่าง จะมาของานทำหรือขอเงินก็ไปที่อื่นไป๊”
เธอดูเหมือนขอทานขนาดนั้นเลยใช่ไหม หันมองไปด้านในมีคนยืนเรียงแถวเต็มอยู่หน้าบ้าน มองเอวทุกคนมีแต่ปืน คงจะเตรียมตัวไปตามหาคนที่หายไป
“คุณฟางเทียนฉิน” เธอตะโกนเสียงดัง ได้ผลตอนนี้พวกเขาทั้งหมดมองเธอเป็นตาเดียว
“คุณออกมาพบฉันเดี๋ยวนี้ คุณต้องรับผิดชอบเรื่องทั้งหมด ทำฉันท้องแล้วไม่รับผิดชอบจะหนีหน้าแบบนี้ไม่ได้” ขออภัยเธอดูหนังมากไปหน่อย หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงพวกเขาอื้อดัง จนเจ้าของชื่อรีบออกมาแล้วดึงเธอออกไปนอกกำแพงรั้วไกลออกไปจากประตู
“เธอ” เขาจำได้ว่าเธอคือหญิงสาวขายผัก หรือคิดจะมาเอาเงินเพิ่ม แค่คิดว่าเมื่อคืนชื่นชมเธอไปมาก ก็รู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจและผิดหวัง
“นกเหยี่ยวพลัดหลง”
เพียงประโยคเดียวทำให้เขาหันมองหญิงสาว “อยู่ไหน”
“ฉันจะพาไปพบเขาค่ะ แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นความลับ” ว่าแล้วเธอก็ถูกเขาลากกลับไปในบ้านอีกรอบก่อนยัดใส่รถ
“พี่ฟาง จะพาเมียไปหาหมอหรือครับ” เสียงลูกน้องเขาหยอกล้อ ชายหนุ่มขบฟันแล้วตอบ “ไม่ต้องยุ่ง”
กรรณิกาหันมองพวกเขา การแต่งกายเสื้อผ้า รวมทั้งบ้านหลังโต รวม ๆ แล้วสรุปว่า จางเฟิงหมิง ก็คือเจ้าพ่อมาเฟีย หรือเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ตัวจริงเสียงจริงนะสิ ว่าแต่คนอายุน้อยอย่างเขา ขึ้นมาอยู่บนสูงสุดได้แสดงว่าฝีมือไม่เบาทีเดียว ไม่นึกว่าหยางหยางของเธอจะกลายเป็นเจ้าพ่อไปได้
เป็นเจ้าพ่อก็แสดงว่าเงินเยอะน่ะสิ ว่าแล้วเธอจะเรียกค่าช่วยชีวิตเท่าไหร่ เพราะมัวแต่คิดว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ ไม่นานก็ถึงบ้านแล้ว เธอชี้ให้ชายหนุ่มจอดเทียบข้างกอไผ่ก่อนถึงบ้านก่อนลัดเลาะไปทางกำแพงบ้านเพื่อไปยังด้านหลังที่ไร้กำแพง หรือจะเรียกได้ว่าทางเดิมที่ชายหนุ่มมานั่นแหละ
คนทำผิดแอบมองไปรอบบ้าน พี่สาวของเธอคงเข้าบ้านแล้วเพื่อไปนอนพัก เพราะตอนนี้ตะวันจะตรงหัวแล้ว จึงออกจากที่แอบไปยังห้องฟืน ปล่อยให้สองคนคุยกันส่วนเธอเป็นยามเฝ้าประตู นั่งเฝ้าหน้าห้องตัดฟืน
ข้างในคุยกันได้สิบนาที ฟางเทียนฉินก็ออกมา
“คุณ” กรรณิกาหันมองเขารอเขาพูดต่อ
“ผมจะกลับไปเอาเสื้อผ้าเครื่องนอน กับเงินมาให้คุณ”
เอาเสื้อผ้า เครื่องนอน กับเงิน หมายความว่าอะไร ไม่ทันได้ถามเขาก็พูดต่อ
“เจ้านายผมคงต้องอยู่อีกสองสามวัน รบกวนคุณ” เขาไม่ทราบชื่อ
“ไม่ทราบว่าผู้มีพระคุณ ชื่ออะไรครับ”
พอได้ยินคำว่าผู้มีพระคุณก็รู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยก็เรียกให้มากกว่าที่คิดแล้วกัน “ชิงเถา”
“คุณชิงเถา ยังไงช่วยรบกวนหน่อยนะครับ”
เธอไม่ทันตอบว่าได้ไม่ได้ เขาก็วิ่งออกไปแล้ว รอเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เครื่องนอน เสื้อผ้า กับเงิน ก็ขนมา เรียกได้ว่าย้ายบ้านดีไหมไม่ได้พักสองสามวันอย่างที่บอก มองเบาะนอนฟูกอย่างดี ผ้าห่มไหมอิตาลี
ฟางเทียนฉิน ส่งเงินให้หญิงสาวปึกใหญ่ เธอมองแล้วคิดว่าอันนี้ปึกเดิมหรือปึกใหม่ “คงพอสำหรับค่าอาหารของคุณชาย”
ไม่พอคงไม่รู้เรียกว่าอะไร ก้อนนี้บ้านของเธอใช้ได้ถึงสองเดือน
“ปกติเขากินอะไรบางคะ”
“ก็พวกอาหารภัตตาคาร ถ้าอยู่บ้านก็มีคนครัวส่วนตัว แต่ตอนนี้คุณก็หาพวกหมูเป็ดไก่บำรุงก็พอแล้วครับ”
ไก่ตัวหนึ่งก็หลายบาท ถ้ามีหมูอีกปึกที่ส่งให้คงพอสองมื้ออย่างที่บอก แต่ตั้งแต่เธอโผล่มาคำว่าเนื้อก็เริ่มสะกดไม่เป็นแล้ว หันมองเขาคงได้กินพวกหูฉลามน้ำแดง เป็ดปักกิ่ง อะไรพวกนั้น
“คุณกลับไปได้แล้ว ป๊ากำลังจะกลับมา”
ฟางเทียนฉินคำนับขอบคุณ แล้วออกไปทางป่าไผ่ตามเดิม หันมองแขกมีเงินที่นอนอย่างสบายบนฟูก “ฉันจะไปซื้อไก่มาต้มให้คุณ”
คนเจ็บหันมองแต่ไม่ได้พูดสิ่งใด มองเธอปิดประตูแล้วลั่นประตูไว้แน่น กลัวว่าอาม่าจะเปิดมาเจอแล้วหัวใจวายตายได้
หญิงสาวเลือกทางด้านหน้าบ้าน กำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูเสียงพี่สาวก็เรียก
“ชิงเถาจะไปไหน”
คนมีความลับหันมองแล้วรีบตอบ “ไปตามป๊า” จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปเธอต้องรีบไปรีบกลับไม่อย่างนั้นหากพวกพี่สาวเจอเขาจะเป็นเรื่องใหญ่ จำได้ว่าปกติแล้ว หากบิดาไม่ได้ขายผักมักจะไปทำงานผ่าฟืนที่ร้านอาหารที่ป๊าไปส่งผักให้ทุกเดือน เธอพอจำทางได้จึงเดินไปหาเมื่อเข้าไปหลังร้านอาหารก็พบกับภาพบิดาที่กำลังนั่งทรุดลงกับพื้นโดนคนดูถูกพูดน้ำลายกระฉูดใส่ด่าไม่หยุด
“มัวแต่นั่งเมื่อไหร่จะเสร็จ หากไม่เสร็จก็อย่าหวังว่าข้าวสารถุงนั้นจะได้ เสียเวลาจริง ๆ แก่แล้วไม่รู้จักเจียม ถ้าลื้อให้ลูกไปทำงานที่ไนต์คลับก็ไม่ต้องมานั่งอดมื้อกินมื้อแบบนี้” เมื่อบ่นเสร็จก็เดินกลับข้างใน เธอคิดว่าเสียงเถ้าแก่เนี้ยแหลมเหมือนนางร้ายหลังข่าวจริง ๆ หันมองถุงข้าวสารเพียงน้อยนิดกับแรงที่บิดาต้องเสียไปไม่คุ้มกันเลย
“ป๊า” บิดาเธอเงยหน้ามองก่อนพยุงตัวขึ้น “อาเถาลื้อมาทำไม มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
เธอยิ้มกว้างทำราวกับเธอไม่ได้เห็นภาพก่อนหน้า “พึ่งมาถึงป๊า”
“กลับบ้านไป ป๊ายังทำงานไม่เสร็จ”
สองมือคล้องแขน “กลับบ้านเถอะป๊าไม่ต้องทำแล้ว” เธอลากบิดาออกมาชายหนุ่มไม่ยอม จึงล้วงเงินออกจากเสื้อ
“เงินอาซ้อหลิวมาจ้างหนูไปทำงานบ้านซักผ้า แล้ววันนี้ก็เป็นวันเกิดอาซ้อหลิวด้วย จึงให้เงินมาเยอะกว่าปกติ วันนี้พวกเรากินไก่กันนะป๊า”
บิดาแพ้ลูกอ้อนของลูกสาวกำลังจะไปหยิบถุงข้าวสารที่วางอยู่
“ป๊าเงินนี้พอจะซื้อข้าวสารใหม่ได้ อย่าเอาข้าวสารเสียกลับบ้านเลย” นี่คือค่าแรงที่บิดาได้รับ มันคือข้าวสารที่ถูกแมลงกัดกินไม่เหลือสภาพ เธอต้องเอาไปตากแดดคัดแล้วคัดอีกจึงได้พอข้าวสำหรับแค่สามวัน
บิดาหันมองบุตรสาวก่อนจะตามใจ จำได้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันเกิดเธอแล้ว ได้กินเนื้อกินข้าวสารใหม่ก็เป็นมงคลชีวิตในวันเกิดเช่นกัน
ดังนั้นวันนี้เธอจึงได้กินไก่ต้มสมุนไพร เพราะเผื่อคนป่วยด้วย ทำให้อาหารมือนี้ทุกคนกินกันอย่างอร่อยดูจากอาม่าที่กินข้าวได้มากกว่าปกติ พี่สาวทั้งสองก็เช่นกัน ส่วนเธอไม่ต้องบอกฟาดไปสามจานนึกแล้วก็คิดถึงอาหารในภพที่ผ่านมา เธอไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้ถึงได้มาลำบากแบบนี้
เมื่อทุกคนเข้าห้อง เธอที่มีหน้าที่ล้างจานเมื่อล้างเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเสิร์ฟอาหารแก่แขก เมื่อเข้าไปด้านในไม่ทันปิดประตู
“ทำไมพึ่งมาผมหิว”
ครับ มาอาศัยบ้านเขาแถมยังเป็นความลับอีก กรุณาใจเย็นหน่อย เธอวางถ้วยข้าวและไก่ต้มสมุนไพร เธออุตส่าห์เก็บน่องและเนื้อให้เขาโดยเฉพาะ พอเจอหน้าก็ทำหน้าเหมือนจะฆ่าเธอเสียอย่างนั้น อยากจะเอาตีนไก่ยัดปากจริง ๆ
อะ ไม่ได้ตีนไก่ถ้าตุ๋นจนเปื่อย อร่อยเหาะเชียว
เมื่อข้าววางแล้วคนเจ็บก็นิ่งไม่ขยับ ไหนบอกว่าหิวหรือว่า…เธอมองตาเขาก่อนมองไปยังจานข้าว แล้วถอนใจ เฮ้อ น่าจะสับแขนให้ขาดไปเลย
มือยกถ้วยข้าวส่งป้อนให้เจ้าพ่อ จากนั้นก็หยิบน่องไก่ส่งให้เขาอีกที เห็นคนกินอย่างอร่อยเธอก็น้ำลายไหลอีกรอบ ทำให้คนป้อนต้องกลืนน้ำลาย
“เธอกินข้าวมาแล้วใช่ไหม”
เธอมองคนถามหันไปหยิบข้าวขึ้นมาอีกรอบ “กินแล้วค่ะ”
“แล้วทำไมถึงทำเหมือนอยากกินอีก” เขารับข้าวจากตะเกียบที่เธอส่งให้
“กินแล้วค่ะ แต่ไก่ปีหนึ่งได้กินครั้งเดียว ก็เฉพาะก่อนตรุษจีนเท่านั้น”
เขามองหญิงสาวไม่มีข้าวสารดีให้กิน ไม่มีเนื้อให้ทาน แทบจะใกล้เคียงยาจกไปแล้ว
“กำลังนินทาฉันในใจใช่ไหม ถึงบ้านฉันจะจนแต่ก็ไม่เคยเป็นหนี้ใคร ไม่เคยสร้างเรื่องเดือดร้อนให้ใคร” เธอมองน้ำแกงที่กำลังจะหมดจึงคิดจะไปตักมาเพิ่ม ชายหนุ่มมือง่อยดึงแขนเธอไว้
อ้าวขยับได้นี่น่า แล้วทำไมหลอกให้เธอป้อนอยู่ได้
“ผมอิ่มแล้ว” กรรณิกามองข้าวและน่องไก่ที่เหลือครึ่งหนึ่ง
“คุณอิ่มแล้ว” เขาพยักหน้าอีกครั้ง
“งั้นที่เหลือฉันเก็บให้อาม่ากินต่อนะ หวังว่าคุณคงไม่ว่า” คนเจ็บไม่ว่าอะไรมองเจ้าบ้านที่ถือจานข้าวออกไป ตลอดชีวิตเขากินดีอยู่ดีมาตลอด แต่ตอนนี้แม้หิวเพียงใดก็กินไม่ลงจริง ๆ
เงียบไปไม่นานเธอก็กลับมาอีก คราวนี้มีผ้าพันแผลสะอาดกับยาอย่างดีมาให้คนป่วย
“คุณลุกขึ้นก่อน ฉันจะถอดผ้าเก่าที่เปื้อนเลือดออกให้” จากนั้นเขาก็มองหญิงสาวถอดผ้าที่พันรอบกายออกอย่างเบามือ การที่สายตาตรงหน้านิ่งจดจ่อกับแผลของเขา เหมือนกลัวว่าเขาจะเจ็บ มันเป็นความอ่อนโยนอย่างที่สุด
หลังจากทำแผลหลังหน้าเอวไปรอบหนึ่ง คราวนี้ก็เหลือตรงด้านล่าง สองมือกรรณิกาจะเปิดผ้าห่มออก แต่เจ้าพ่อกลับดึงผ้ารั้นเอาไว้
“ด้านล่างนี้ ผมทำเอง”
เธอพยักหน้าตามใจเขาจากนั้นก็วางยาทาแผลให้ เธอหันหลังให้เขาไม่ได้ออกไปจากห้องแต่อย่างใด จางเฟิงหมิง “เรียกผมว่า เฟิงหมิง” ส่วนชื่อเธอเขาได้ยินจากด้านนอกแล้ว
มือกำลังจับผ้าแต่มือเขากลับยกเท้าไม่ได้ พยายามยกขึ้นอีกรอบก็ไม่ได้เหมือนเดิม
“คุณชิงเถา ผมทำแผลไม่ได้”
คนที่รอช่วยหันมองอีกครั้ง เห็นว่าผ้าพันแผลยกไปได้เพียงรอบเดียว เธอหันมองขอนไม้ข้างตัวจัดการวางสอดระหว่างหัวเข่า แล้วถอดผ้าพันที่เหลือจนหมด
“คุณจะทำแผลเองไหม”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “คุณเห็นของผมหมดแล้ว จะต้องให้บอกอีกเหรอ”
“ก็ไม่เห็นแปลก ชายหญิงก็เหมือนกัน ถ้ามัวแต่คิดอายคุณก็ตายตั้งแต่หน้าโรงเก็บฟืนแล้ว”
ชายหญิงเหมือนกัน ความคิดของเธอค่อนข้างล้ำสมัย เหมือนกับเพื่อนแหม่มที่อังกฤษ ตอนที่เขาเรียนอยู่ที่นั่น
“หลังจากหายแล้ว ผมจะตอบแทนอย่างงาม”
ตอนนี้แผลเสร็จแล้ว เธอเงยหน้ามองถุงเงินถุงทอง ที่จริงอยากโลภมากแต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเกลียดเอาได้ ใครใช้ให้พ่อแม่เธอสอนมาดี การเอาเงินคนอื่นมาเปล่า ๆ มันไม่ต่างจากขอทานผู้ดีนั่นเอง
“ไม่ต้องตอบแทนฉันหรอก ว่าแต่คุณพอจะมีงานให้ทำไหม ฉันคิดว่าถ้ามัวแต่รอผักขึ้นรอบใหม่ ข้าวสารคงไม่กรอกหม้ออีกตามเคย”
เขามองคนของาน เพียงแค่ขอเขาเป็นเงินเป็นหีบเขาก็จะให้ไม่บ่นสักคำ แต่เธอกลับของานเพื่อแลกเงิน คิดถึงสิ่งที่ฟางเทียนฉินบอกว่าเธอน่าสนใจก็น่าสนใจจริง ๆ
“แล้วเธอถนัดอะไร”
ถนัดอะไร ชาติที่แล้วเธอเป็นนักบัญชี อายุก็เกือบสามสิบปี ต่างกับร่างนี้ก็สิบปี คิดแล้วถ้าบอกว่าจบบัญชีมาเขาจะเชื่อไหม แต่ว่าถ้าไม่ทำบัญชีก็ไม่มีแล้ว
“ฉันพอจะอ่านออกเขียนได้ และคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายได้ค่ะ”
“ตกลง” เธอพูดไม่ทันจบเจ้าพ่อก็ตกลงแล้ว
เธอหันไปมองเขา แล้วถามย้ำ “คุณไม่คิดจะทดสอบว่าฉันทำได้จริงอย่างที่พูดไหมก็รับเลยเหรอ ถ้าฉันคำนวณผิดทำคุณล่มจมขึ้นมาจะทำยังไง”
ชายหนุ่มเอนตัวลงนอน นั่งนานเริ่มรู้สึกล้า
“ผมเชื่อว่าผมมองคนไม่ผิด” จากนั้นก็หลับตานอนปล่อยให้คนของานมองตาปริบ ๆ
สงสัยเขารวยเกินไป จึงไม่สนตัวเลขประกอบการ จะขาดทุนติดลบเขาคงไม่สะเทือน เอาเถอะในเมื่อได้งานมาง่าย ๆ ถือว่าต่อไปบ้านเธอก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแต่พวกเขายังไม่ตกลงเรื่องเงินเดือนเลย
“ว่าแต่คุณให้เงินเดือนฉันเท่าไหร่”
เงียบนิ่งไปพักหนึ่ง จึงได้ยินคนหลับตาพูด “คุณจะเอาเท่าไหร่”
อืมดีจริง มีให้เรียกตัวได้ด้วย “2,000” หยวนถ้าเทียบกับสมัยเธอก็ประมาณหนึ่งหมื่นบาท เธอหันมองเจ้าพ่อที่ลืมตาขึ้นมามองตั้งแต่คำว่าสอง เยอะเกินไปเหรอเธอไม่ได้จับจ่ายซื้อของเลยด้วยซ้ำ เลยไม่รู้ว่า 2,000 หยวนสมัยนี้มันเท่าไหร่
หันมองเขา สองมือที่ยกขึ้นสองนิ้วลดลงเหลือเพียงหนึ่งแล้วตอนนี้ ถ้าเจ้าพ่อไม่ตอบเธอมันจะกลายเป็นศูนย์แล้ว
เขายกมือที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลขึ้นมาแล้วยกนิ้วที่ลดไปก่อนหน้าขึ้นอีกรอบ “ตกลง” เขาจะยอมเสียเงินแสนเพื่อเก็บเธอไว้ดูเล่นแล้วกัน เมื่อหญิงสาวยิ้มกว้างออกไป มุมปากที่นิ่งเรียบเฉยยกยิ้มมุมปาก เธอน่าสนใจดี
คุณอาจจะชอบ




![หน้าปกนวนิยาย ไฟรักมาเฟียร้าย [เจ้านาย VS เลขา]](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/ffe55cb95001834806830393016/SvGknJe0kBsA.webp!15491.webp)
