
สาวน้อยผู้นำพาครอบครัวสู่ความมั่งคั่ง เล่ม 2
ตอน 3
เข้าสู่วันที่สามของการแข่งขันล่าสัตว์อสูร
บนต้นไม้ที่นางสร้างเปลจากพลังธาตุเอาไว้ เด็กหญิงเทแก่นอสูรออกมานับ แก่นอสูรมีสีเฉพาะของมัน ยิ่งบริสุทธิ์มากสีสันของมันก็ยิ่งสดใสและมีความบริสุทธิ์สูง โอกาสที่จะนำไปหลอมแล้วล้มเหลวนั้นเป็นไปได้น้อย หากได้แก่นสัตว์อสูรที่มีสีอื่นปะปนมากเกินไปโอกาสที่จะล้มเหลวมีสูงกว่า
ฉินหลิวซีนอนจนกระทั่งเป็นเวลาสาย จึงค่อยคิดขยับตัวหลายวันมานี้นางแทบไม่ได้นอนเลย ซึ่งสำหรับเด็กแปดขวบ ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เวลาที่การแข่งขันสิ้นสุดลงเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูเปิดเมื่อวันสามก่อน
นางยังมีเวลาอยู่ที่นี่อีกประมาณหนึ่ง การแข่งขันนี้จัดขึ้นห้าปีครั้ง กว่าจะได้กลับมาเก็บสมุนไพรระดับปานกลางและระดับสูงพวกนี้อีกก็ต้องรอถึงขนาดนั้น ตอนนี้มีโอกาสที่เก็บเกี่ยวนางต้องกอบโกยให้เต็มที่
ฉินหลิวซีล่าสัตว์อสูรเพิ่มได้อีกสองตัว และเก็บสมุนไพรไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลา นางมารอใกล้บริเวณทางเข้าป่า ตรงนั้นมีผู้เข้าแข่งขันอีกหลายคนซ่อนตัวอยู่
บ้างก็จับกลุ่มกันอย่างเปิดเผย บ้างก็อยู่กับศิษย์สำนักของตนเอง
จากที่นางกะด้วยสายตาคนเริ่มทยอยมารวมกันได้ห้าสิบคนแล้ว ไม่รู้ว่าเหลือรอดอยู่จริง ๆ เท่าไร พวกเขาอาจจะล่าอยู่เพราะเหลือเวลาพอ นางนำใบไม้มาสานเล่นรอฆ่าเวลา เวลาผ่านไปผู้คนก็เริ่มทยอยมาตอนนี้นับได้เจ็ดสิบแล้ว
จากที่นางแผ่พลังปราณเพื่อสัมผัสคนที่อยู่โดยรอบให้ไกลออกไป พบว่าไม่มีใครกำลังทยอยมาที่บริเวณนี้อีกแล้ว นอกจากพวกที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งนางก็นับรวมไปแล้ว
จากตอนแรกที่มีคู่แข่งมากกว่าสองร้อยคน ตอนนี้เหลือแค่เจ็ดสิบคนเท่านั้น
เป็นจำนวนที่รู้สึกว่าค่อนข้างจะน่าตกใจ บางส่วนอาจจะหมดสภาพต่อสู้จนเจ้าหน้าที่เข้ามาพาออกไปแล้ว บางคนถูกเล่นงานจากพวกสัตว์อสูรจนบาดเจ็บสาหัสก็มี นางเคยเห็นกับตาระหว่างตนเองติดพันการต่อสู้ และนางก็ไม่ได้คิดจะช่วยใครด้วย
เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนดังเข้ามาใกล้จนนางต้องวางมือจากการสานใบไม้แล้วก้มลงมอง ดูจากเสื้อผ้าและตราที่พกอยู่เป็นสำนักเดียวกับสามคนนั่นที่เคยหาเรื่องนาง แต่สุดท้ายก็ถูกเล่นงานจับมัดบนต้นไม้ไป
“ดูสิว่าพวกเราเจอใครกัน”
“ฮ่า ๆ ล้างแค้นให้ศิษย์น้อง คราวนี้เจ้าไม่รอดแน่”
“มารังแกเด็กตัวคนเดียวแบบนี้จะไม่น่าสมเพชเกินไปหน่อยหรือนั่น” เสียงหนึ่งเอ่ยแย้งในความคิดของพวกพ้อง แต่ก็ไม่มีใครสนใจเขาเลย คนอื่น ๆ นอกจากนั้นยังเอ่ยยุยงให้ฮึกเหิมกันไปยิ่งกว่าเดิม
เด็กหญิงบนต้นไม้ถอนหายใจเนื่องด้วยความเหนื่อยหน่าย ไม่อยากเชื่อเลยว่าสำนักนี้จะมีพวกไร้สมองเยอะขนาดนี้ ตัวเองไร้ฝีมือจนถึงขั้นต้องพาพวกมารุม ไม่สำนึกตัวเลยสักนิด นางฝีมือเหนือกว่าพวกเขาจนเป็นที่เพ่งเล็ง ซึ่งข้อนี้นางแก้ไม่ได้ ไม่ว่าไปที่ไหนก็ต้องมีคนไม่ชอบใจอยู่แล้ว
ทว่าคนที่มองผู้อายุน้อยกว่าแต่ความสามารถมากกว่า นอกจากความรู้สึกอิจฉาที่ต้องไล่ตามให้ทัน ก็เป็นความริษยาที่ต้องการทำลาย อยู่ที่ว่าจะมองโลกแบบไหน
ซึ่งคนแบบหลังนั้นน่ารำคาญต่อนางเป็นอย่างมาก
ฉินหลิวซีโดดลงจากต้นไม้ ในเมื่อพวกเขามาให้ขอประลองฝีมือ นางก็จะสนองให้ เด็กหญิงไม่พูดอะไรนอกจากตั้งท่าเตรียมสู้ เห็นเช่นนั้นพวกเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่านางเลือกที่จะไม่ประนีประนอม
ทุกคนที่รายล้อมนางตั้งกระบวนท่าแล้วจู่โจมเข้ามา ฉินหลิวซีชักกระบี่อ่อนของนางออกมา พร้อมเคลือบปราณเอาไว้ที่ตัวกระบี่ การทำเช่นนี้ทำให้กระบี่มีความทนทานมาก เมื่อพวกเขาเห็นนางทำเช่นนี้ได้ก็ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ นางระดับสูงขนาดไหนกันถึงได้ทำสิ่งนี้ได้
ต้องเข้าใจในปราณของตนเองระดับหนึ่ง
และควบคุมมันได้ดีมาก สามารถควบคุมมันให้เคลือบอาวุธได้อย่างมั่นคงโดยที่ยามกระทบกันกับอาวุธของศัตรูปราณที่เคลือบไว้ไม่มีสะเก็ดแตกออกมาแม้สักนิด
“นางมันสัตว์ประหลาดชัด ๆ”
“แก้แค้นให้ศิษย์น้องเรา ล้มนางให้ได้”
คนหนึ่งถูกปราณบีบอัดกระแทกเข้ากลางอกจนล้มกลิ้ง อีกสองคนก็ถูกคมกระบี่อ่อนทำให้บาดเจ็บจนร้องโอดโอย เมื่อเห็นศิษย์น้องถูกทำร้ายคนของสำนักเดียวกันที่เห็นเหตุการณ์ก็กรูกันเข้ามาช่วยอีกสองคน ส่วนคนอื่น ๆ เห็นว่ายังอยู่ในเวลาการแข่งขัน และพวกเขาอาจจะแย่งชิงแก่นอสูรกันก็ได้จึงไม่ได้เข้ามาสอด
แต่ช่วงเวลาสามวันที่ผ่านมานี้ก็ทำให้ฉินหลิวซีเหนื่อยล้าไม่น้อย นางพักผ่อนได้ไม่มากเท่าไร เพราะมีคนมาก่อกวนอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายแล้วผลกระทบนั้นก็แสดงออกในวันที่สาม สมองของนางตื้อไปหมด คิดไม่ออกกะทันหันว่ากระบวนท่าต่อไปคืออะไร
แต่เพราะร่างกายฝึกฝนมาจนจดจำได้ มันจึงเคลื่อนไหวไปเองโดยที่สมองของนางไม่ต้องสั่ง เป็นความเคยชินจึงตั้งรับดาบนั้นได้ทันท่วงที หากไม่แล้วข้อมือของนางก็คงขาด
ฉินหลิวซีรู้สึกมึนงงจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้างว่าพวกเขาตะโกนอะไรบ้าง
“ส่งถุงมิติของเจ้ามา”
“นำแก่นอสูรมาชดใช้ให้ศิษย์น้องข้า!”
เกิดอาการตาพร่าอยู่พักหนึ่งจึงจับใจความสิ่งที่ได้ยินได้ หัวคิ้วเด็กหญิงขมวดมุ่นแล้วสบถตอบออกไปเสียงแข็ง
“ข้าไม่ให้ อย่าหวังเลยว่าจะได้ไป!” ฉินหลิวซีใช้มือข้างที่ว่างชักนำปราณสายหนึ่งออกมาแล้วโคจรรอบตัวเอง เป็นเกราะคุ้มกันคอยปัดป้องกระบี่ออกไปในจุดบอดของนางที่สายตาไปไม่ถึง
โรมรันกันอยู่ครู่ใหญ่ต่างฝ่ายต่างก็สะบักสะบอม เหลือเวลาเพียงหนึ่งเค่อสุดท้ายฉินหลิวซีจึงคิดยื้อเอาไว้ด้วยการทุ่มกำลังไปที่การป้องกันมากกว่าโจมตี
คนพวกนี้ระดับต่ำกว่านาง แต่ด้วยจำนวนมากก็ทำให้นางบาดเจ็บไม่น้อยยิ่งมีคนหนึ่งที่ระดับเท่านางยิ่งทำให้การต่อสู้ยากลำบากมากขึ้น หากสู้ตัวต่อตัวนางเชื่อว่าไม่มีวันพ่ายแพ้ แต่นี่พวกหมาหมู่ชัด ๆ
“แค่ก! ชิ...ไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ ว่าพวกไร้ฝีมือนี่จะทำให้ข้าบาดเจ็บได้”
“พูดจาอวดดีเหลือเกินนะ แทบจะยืนไม่ขึ้นแล้วยังปากเก่งอยู่อีก”
กฎในการแข่งขันคือห้ามฆ่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามการทำให้บาดเจ็บสาหัส หากจะไปพิการเอาหลังจบการแข่งเพราะผลจากบาดแผลจะไม่ถูกนับ ซึ่งก็เป็นที่แน่นอน หากใครไปพิการในภายหลังด้วยการทำตัวเองหรือหาเรื่องใส่ตัวแล้วมาอ้างกฎการแข่งนี้ ใครจะยอมกัน ฉินหลิวซีต้องป้องกันจุดอ่อนทั้งหมดของนางไว้ให้ได้
การบีบอัดพลังปราณด้วยมือแล้วซัดเข้าใส่ศัตรูถูกย้อนคืนมาก็คราวนี้ ฉินหลิวซีถูกพลังปราณอัดกระแทกอย่างหนักหน่วงจนร่างลอยละลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้ด้านหลัง นางกระอักเลือดออกมาถึงสองครั้งแล้ว ดวงตาแทบจะมองเห็นไม่ชัด
ทันใดนั้นเสียงแตรสัญญาณก็ดังขึ้น ประตูที่เชื่อมต่อไปสู่ภายนอกเปิดออก เด็กหญิงไม่รอช้าดีดตัวมุ่งไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากพ้นประตูนั่นไปการแข่งถือว่าสิ้นสุด
อีกเพียงไม่กี่อึดใจนางก็จะพ้นแล้ว ทว่าก็ไม่เป็นอย่างใจเมื่อมีลูกไฟสามดวงพุ่งเข้ากระแทกใส่ตัวนางจากด้านหลัง รู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่กำลังเผาไหม้ภายในของนาง เหมือนเอาปอด หัวใจ และเครื่องในไปแช่อยู่ในน้ำเดือด
ฉินหลิวซีพ้นจากประตูในพริบตาต่อมา แต่ทันทีที่ออกมาได้นางก็กระอักเลือดและล้มลงไป
แพทย์สนามรีบเข้ามาทำการช่วยเหลือในทันที
บางคนบาดเจ็บไม่มากและอยู่รอดมาได้ถึงสามวันก็เดินเข้ากระโจมหมอด้วยตัวเอง
การแข่งนี้มีคนบาดเจ็บไม่น้อย แต่ตอนนี้คนที่บาดเจ็บหนักที่สุดดูเหมือนว่าจะเป็นฉินหลิวซี
“ท่านพี่!” ได้ยินเสียงน้องชายร้องเรียกอยู่ไกล ๆ แล้วนางก็ไม่ได้สติอีกเลย
ฉินซือหยวนโดดข้ามฉากกั้นเข้ามาพร้อมกับอาจารย์หมอ ซุนเป่ยฉีเข้ามาดูอาการลูกศิษย์ตัวน้อยก่อนที่สำนักแพทย์จะเข้ามาถึงตัวนางด้วยซ้ำ เขาตรวจชีพจรของนางก่อนจะไล่ตรวจดูจุดตันเถียน
ซุนเป่ยฉีขมวดคิ้วมุ่น อาการของนางสาหัสกว่าที่เห็นภายนอก
“อาจารย์! ท่านพี่ ท่านพี่ข้า...!” ฉินซือหยวนสติแตกหลังเห็นพี่สาวบาดเจ็บหนักเป็นครั้งแรก เขาลนลานไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ร้องเสียงดังเรียกหาพี่สาว
“ใจเย็นก่อน ยังไม่อันตรายถึงชีวิต” เขาบอก
แต่สีหน้าหมอเทวดาไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นเลย
“ทั้งสองท่านใจเย็นก่อน เราจะทำการรักษาให้อย่างสุดฝีมือ” แพทย์ฝึกหัดเข้ามาทำให้ทั้งสองคนใจเย็นลงก่อนจะขอตัวพาคนเจ็บเข้าไปในกระโจม
ซุนเป่ยฉีเดินตามเข้าไป และเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายคงเป็นห่วงลูกศิษย์มากจึงไม่ได้ห้ามแม้ว่าความจริงจะห้ามเข้าระหว่างทำการรักษาก็ตามแต่ หากอยู่ภายนอกกระโจมก็ไม่เป็นไร ทว่าเมื่อมาถึงบริเวณที่ทำการรักษาแล้วหมอเทวดากลับล้ำเส้นเข้าไปข้างในด้วย
“ที่นี่ห้ามเข้านะเจ้าคะ” แพทย์ฝึกหัดคนหนึ่งร้องเสียงตกใจ
“นางเป็นลูกศิษย์ข้า และข้าเป็นหมอ ข้าจะรักษานางเอง”
อาจารย์หมออีกคนหนึ่งที่ถูกเรียกมาประจำการที่นี่ชั่วคราวมองหน้าผู้บุกรุกนิ่งงัน เขาหันไปสั่งกับศิษย์ตนเองจากได้สบตากับคนผู้นั้น
“ปล่อยให้เขาทำ”
“แต่ว่าท่านอาจารย์เจ้าคะ...”
“ไม่เป็นไร ปล่อยให้เขาทำ”
“เจ้าค่ะ”
“นี่อุปกรณ์ขอรับ” หลังจากอาจารย์ตัดสินใจแล้วศิษย์ชายผู้หนึ่งก็นำถาดอุปกรณ์สำหรับการรักษามายื่นให้ถึงมือ
ซุนเป่ยฉีพยักหน้าและเดินไปหาลูกศิษย์ของตน กำชับให้ผู้เป็นน้องชายรออยู่ด้านนอก เขาเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เพราะเข้าไปก็คงจะเกะกะเปล่า ๆ ฉินซือหยวนเดินวนไปวนมาหน้ากระโจมอยู่นานสองนาน ใจพะวงถึงครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่ติดตามกันมา
ใจของเด็กชายกลัวมาก ไม่เคยเห็นพี่สาวเป็นเช่นนี้มาก่อน เวลาผ่านไปเกือบชั่วยามเขาก็ออกมา
ซุนเป่ยฉีออกมาก็เอ่ยบอกให้ผู้เป็นน้องไม่ต้องกังวล “ปลอดภัยดี”
ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก เขาอยากจะเข้าไปเยี่ยมแต่ไม่รู้ว่าผู้เป็นพี่จะตื่นหรือยัง ระหว่างที่ชะเง้อคอหวังมองลอดเข้าไปข้างใน ผ้าม่านกั้นเป็นประตูก็ถูกแหวกออกอีกครั้ง เป็นฉินหลิวซีที่เดินออกมา
“ท่านพี่! ท่านฟื้นแล้ว!” เขาโผเข้ากอดพี่สาวแน่นจนนางร้องโอดโอยขึ้นมาถึงได้ยอมปล่อย
“ขะ ข้าขอโทษ ๆ ท่านเจ็บแผลหรือ” พอเห็นพี่สาวร้องเขาก็ทำอะไรไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม
“ไม่เป็นไรไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย เจ้าก็ระวังหน่อยแล้วกันช่วงนี้ จนกว่าแผลข้าจะหาย” เสียงของนางแหบแห้งจนน่าเป็นห่วง หน้าของนางยังซีดอยู่ ฉินซือหยวนจึงเข้าไปช่วยพยุงนางให้เดินง่ายขึ้น
อีกฝั่งหนึ่งของบริเวณนี้มีเวทีไม้ซึ่งถูกยกสูงนำมาตั้งเอาไว้ การประกาศผลกำลังจะเริ่มแล้ว
คุณอาจจะชอบ





