ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย หว่ออ้ายหนี่...ท่านประธานลูกติดคนนี้คือที่

หว่ออ้ายหนี่...ท่านประธานลูกติดคนนี้คือที่

หลิวชิงเฟยนักแสดงสาวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในกองถ่ายและตื่นขึ้นในร่างของหญิงสาวชื่อเดียวกันผู้มีนิสัยร้ายกาจจนครอบครัวพังพินาศ เธอพบว่าตนเองหลุดเข้ามาเป็นตัวประกอบในโลกนิยายที่ต้องถูกมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแห่งเซี่ยงไฮ้กำจัดทิ้ง ทว่าเธอกลับได้รับคำสั่งเสียสุดท้ายจากพี่สาวให้พาสุนัขและหลานชายไปพบพ่อแท้ๆ ของเขา ชิงเฟยต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยของตนเองกับการทำตามคำขอเพื่อส่งวิญญาณพี่สาวไปสู่สุคติในเส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต
ตอน
แชร์

ตอน 1

ในยามพลบค่ำดวงตะวันค่อยๆ ลาลับท้องฟ้ามืดครึ้ม ผู้คนสัญจรไปมาเริ่มน้อยลงก่อนจะจางหายไป มีเพียงแสงไฟสลัวตามสองฝั่งข้างทาง ริมฟุตบาทของถนนสายหนึ่งที่ติดอยู่กับแม่น้ำห่างเพียงระเบียงกั้น สะท้อนให้เห็นเงาของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย

หญิงสาวร่างผอมบางในชุดเดรสชีฟองสีขาวสวมหมวกไหมพรมสีขาว เดินไปตามฟุตบาตก่อนจะมาหยุดอยู่บนสะพานข้ามฝั่งแม่น้ำ ดวงตาเศร้าหมองเหม่อลอยทอดมองไปด้านหน้าอย่างไร้ทิศทาง

หากมองดูใกล้ๆ คงเห็นว่าดวงตาของเธอบวมแดงหลังจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ใบหน้าที่เคยงดงามผุดผ่องนั้นซีดเซียวซูบตอบไร้สีเลือดฝาดอย่างเห็นได้ชัดริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อซีดขาวราวกับกระดาษ

ที่ผ่านมาราวกับว่าโชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตของเธอ เมื่อปีก่อนเธอป่วยอาการเริ่มทรุดหนักเมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาล กลับพบว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอาจอยู่ได้ไม่เกินสองปี

นั่นเสมือนกับฝันร้ายชีวิตที่กำลังราบรื่นวาดฝันไว้อย่างดีกับคนรักที่คบกันมาถึงห้าปี เธอตั้งใจไว้ว่าจะแต่งงานและมีลูกกับเขาชีวิตครอบครัวของเธอก็จะสมบูรณ์ เติมเต็มชีวิตในอดีตที่ขาดหาย

“ไม่เป็นไรผมจะคอยอยู่ข้างๆ ดูแลคุณเอง”

คำพูดนั้นของเขาทำให้เธอยังคงมีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข เธอเริ่มเข้ารับการรักษาแม้ว่าจะไม่เห็นความหวังที่ปลายทาง แต่เธอก็ยังคงมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไปกับเขาแม้ว่าสิ่งที่วาดฝันไว้จะไม่เป็นอย่างที่คิด หากแต่เขาเป็นคนเดียวที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายและเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตของเธอ

เธอชื่อหลินฟาง เป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติขาดมิตร ตั้งแต่จำความได้เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าคนอื่นกว่าจะก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้

หลังจากที่เธอเรียนจบเธอก็ได้ทำงานในบริษัทใหญ่โตมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความที่เธอเป็นคนขยันและทำงานดีละเอียดรอบคอบ อายุเพียงยี่สิบห้าปีเธอก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าเป็นที่น่าอิจฉาของคนอื่น ๆ พวกเขาทำงานมาทั้งชีวิตยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเลย

แต่กว่าเธอจะมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะว่าเธอมีกำลังใจที่ดี จงเหวินคนรักที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมาตลอดห้าปี เธอกับเขาคบกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทางบ้านของเขามีฐานะปานกลาง แต่เขาก็พยายามช่วยเหลือให้กำลังใจเธอมาตลอด ทั้งสองฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันมากมาย

หลินฟางรู้สึกว่าเขาเป็นคนดีมากเป็นที่พึ่งเดียวในชีวิตเธอ เธอจึงตั้งใจว่าหลังจากที่การงานมั่นคงเธอจะแต่งงานและมีลูกกับเขามีครอบครัวที่มีความสุข

แต่แล้วชีวิตในวัยยี่สิบหกปีของเธอกลับพังทลายลงเมื่อเธอตรวจพบว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอยู่ได้ไม่เกินสองปี จึงทำให้เธอต้องออกจากงานมารักษาตัว เธอคิดว่าชีวิตของเธอนั้นยังโชคดีที่มีจงเหวินคนรักที่คอยดูแลอยู่ข้างๆ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับเธออีกครั้ง

‘ที่รักทำอะไรอยู่คะ ที่เรานัดกันว่าจะไปดินเนอร์เย็นนี้ฉันจองโต๊ะที่ดาดฟ้าของโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ’

‘ได้ครับผมจะรีบไป ผมเองก็คิดถึงคุณจะแย่แล้ว’

ข้อความพวกนั้นแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ของคนที่เธอรัก หลินฟางทรุดตัวลงกับพื้นขบเม้มริมฝีปากแน่นน้ำตาไหลอาบสองพวงแก้มอย่างห้ามไม่ได้ เธอไม่คิดว่าคนรักที่คบกันถึงห้าปีจะนอกใจเธอ

เธอยังคงคิดเข้าข้างตัวเองว่าข้อความนั้นอาจจะมีใครบางคนส่งผิดมาก็ได้

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้หลินฟางได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เธอวางโทรศัพท์ของเขาไว้บนโต๊ะที่เดิม มือเรียวเล็กยกขึ้นมาปาดน้ำตาบนใบหน้าก่อนจะเดินไปเปิดประตู

“จงเหวินคุณกลับมาแล้วเหรอคะ” หลินฟางปั้นหน้ายิ้มให้กับเขา

“ครับวันนี้ผมซื้อวัตถุดิบมาทำกับข้าวให้คุณโดยเฉพาะ มีประโยชน์สำหรับคนป่วยทั้งนั้นเลย คุณจะได้แข็งแรงและหายไวๆ จะได้อยู่กับผมไปนาน ๆ” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับหลินฟาง

“จริงสิเย็นนี้ผมต้องไปงานด่วนคงอยู่กับคุณไม่ได้คุณอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม พรุ่งนี้ผมจะรีบกลับมานะ”

จงเหวินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากแต่ทำให้คนฟังรู้สึกสะอึกขึ้นมา

หลินฟางกลืนน้ำลายลงคอพยายามกดกั้นน้ำตาที่พร้อมจะไหลพรากออกมาได้ทุกเมื่อ

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับเพียงสั้น ๆ ก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อยให้กับเขา

โรงแรมแห่งหนึ่งติดริมแม่น้ำบรรยากาศค่อนข้างดีทีเดียว มองโดยรอบเห็นวิวทิวทัศน์แม่น้ำที่กว้างใหญ่ตึกน้อยใหญ่เรียงรายเป็นแถว ในยามเย็นแสงไฟหลากหลายสีสันสะท้อนบนแม่น้ำยิ่งมองดูสวยงามจนไม่อาจละสายตา

บนดาดฟ้าของโรงแรมแห่งนี้ได้จัดโต๊ะสำหรับทานดินเนอร์ไว้สำหรับลูกค้าวีไอพี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ดูคุ้นตาสวมสูทสีดำดูภูมิฐาน ฝั่งตรงข้ามเขาเป็นหญิงสาวสวยในชุดเดรสเกาะอกสีแดงคลุมทับด้วยเสื้อสูทสีขาวดูมีระดับ หากมองดูดี ๆ แล้วผู้หญิงคนนี้คงมีฐานะอยู่ไม่น้อย ใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ริมฝีปากสีแดงสดยกยิ้มกว้างให้กับชายหนุ่มตรงหน้าตลอดเวลา

“อร่อยไหมคะ มื้อนี้ฉันสั่งแต่ของโปรดของคุณทั้งนั้นเลยนะ”

“ขอบคุณนะครับ” เขาเองก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเธอเช่นกัน

ทั้งสองนั่งทานอาหารด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข โดยไม่เห็นว่ามุมหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนกำมือแน่น ใบหน้าซีดเซียวเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาริมฝีปากขบเม้มจนห้อเลือด ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังโต๊ะที่คนรักของเธอนั่งอยู่กับหญิงสาวที่เธอไม่คุ้นตา

“นี่มันอะไรกันคะจงเหวิน แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใคร” หลินฟางเอ่ยถามเสียงสั่น เธอไม่คิดว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนี้จะเป็นเขา

จงเหวินเบิกตากว้างอย่างตกใจ เช่นเดียวกับหญิงสาวชุดแดงตรงหน้าที่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“เขาเป็นแฟนของฉัน แล้วเธอเป็นใคร?”

ชายหนุ่มคนเดียวในนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นจับแขนเล็กของหลินฟางไว้

“ผมขอโทษนะ แต่ผมหมดรักคุณแล้วเราเลิกกันเถอะ”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างไร้เยื่อใย ยิ่งทำให้หลินฟางรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เธอกลืนน้ำลายเหนียวข้นลงคอสะบัดแขนเล็กของตัวเองออกจากมือใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ ถอยหลังแล้วเดินออกมา

โลกทั้งใบของเธอพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเหลือเพียงความสิ้นหวังและโดดเดี่ยว ในหัวอื้ออึงไปหมดมีเพียงความคิดที่วนเวียนไปมาอยู่อย่างนั้น

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่เธอเดินออกมาจากตรงนั้นพอรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่บนสะพานแห่งหนึ่งเสียแล้ว ดวงตาของเธอวางเปล่าทอดมองไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย ที่พึ่งสุดท้ายก็ไม่เหลือแล้วต่อไปเธอจะใช้ชีวิตอย่างไร เธอสูญสิ้นทุกสิ่งอย่างไม่เหลือแล้วไม่เหลืออะไรเลย

น้ำในแม่น้ำแห่งนี้คงเย็นพอที่จะทำให้ร่างกายของเธอผ่อนคลายกับสิ่งเลวร้ายที่พบเจอมาได้ ต่อไปเธอจะได้ไม่ต้องมาเจอเรื่องพวกนี้อีก ทุกสิ่งอย่างในชาตินี้ก็ให้จบลงเพียงเท่านี้เธอแบกรับมันไม่ไหวอีกแล้ว

หญิงสาวค่อย ๆ หลับตาลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะปลดปล่อยตัวเองดิ่งลงสู่ห้วงน้ำอันมืดมิดเวิ้งว้าง ร่างผอมบางค่อยๆ จมลงสู่ก้นบึ้งความเย็นยะเยือกของน้ำในยามค่ำคืนโอบล้อมร่างของเธอไว้ ภาพความทรงจำอันแสนหวานรอยยิ้มและเสียงหัวเราะภาพเหล่านั้นย้อนกลับคืนมาในหัวก่อนจะเลือนหายไป

‘ลาก่อนโลกที่แสนจะโหดร้ายใบนี้’

ความเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าสู่ประสาทสัมผัส หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าบรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดทั้งยังมืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง

หลินฟางย่นคิ้วอย่างฉงนพลางย้อนคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ที่นี่คงเป็นยมโลกสินะ!” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนหน้านี้เธอฆ่าตัวตายโดยการกระโดดลงแม่น้ำแต่ไฉนจึงมาอยู่ที่นี่ได้ หากที่นี่ไม่ใช่ยมโลกแล้วจะเป็นที่ใดได้อีก วิญญาณของหลินฟางล่องลอยไปเรื่อย ๆ สู่เส้นทางที่มืดมิดอันยาวไกลอย่างไร้จุดหมาย

“เจ้าหมดอายุขัยจากโลกนั้นแล้ว ตอนนี้ก็คงถึงเวลาที่เจ้าจะต้องหวนคืนกลับสู่ที่เดิมที่เจ้าจากมา ดังคำอธิษฐานที่เจ้าเคยร้องขอ” เสียงทุ้มแหบที่คาดว่าน่าจะเป็นเสียงของชายสูงวัยดังขึ้นอย่างปริศนาก้องไปทั่วบริเวณนั้น จนทำให้หลินฟางต้องหยุดชะงักหันไปมองตามเสียงนั้นแต่ก็เห็นเพียงความมืดมิด

“นั่นใคร” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัยเธอเคยอ้อนวอนขอให้มีชีวิตด้วยเหรอ แต่ทว่าเสียงนั้นยังคงพูดต่อ

“เจ้ารู้แต่เพียงว่ายังคงมีใครบางคนเฝ้าอ้อนวอนขอให้เจ้าตื่นขึ้นมาในทุกคืนวัน ตัวข้าแม้นจะเป็นเทพผู้ชี้ชะตาแต่ก็ทนถูกคนผู้นั้นเฝ้าอธิษฐานจิตอยู่ทุกวี่วันจนข้ามิอาจปล่อยไปได้ จึงต้องมาเร่งรับตัวเจ้ากลับไป”

ตาแก่นี่พูดอะไรเธอไม่เห็นจะเข้าใจเลย แล้วใครบางคนคือใครกัน? เธอก็เพิ่งอกหักมาคนที่เธอรักนอกใจเธอถึงขนาดนี้จะมีใครมาเฝ้าอธิษฐานจิตรอเธออยู่อีก บ้าไปแล้วแน่ ๆ

ยังไม่ทันที่เธอจะได้ไถ่ถามอะไรให้มากความ แสงสว่างจ้าวูบหนึ่งก็พุ่งเข้ามายังใบหน้าของเธออย่างเต็มแรง ภาพความจำเมื่อครั้งอดีตไหลเวียนเข้ามาในหัว จวบจนวันที่ตัวเธอในอดีตกับครอบครัวถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏและวางแผนฆ่าสตรีผู้หนึ่งซึ่งเป็นชายารองของสามี ทำให้เธอและครอบครัวต้องโทษประหารชีวิตทั้งตระกูล

เมื่อจำอดีตได้หลินฟางถึงกับนิ่งอึ้งทรุดตัวลงไปกับพื้น เรื่องราวหนักหนาถึงเพียงนี้จะให้เธอกลับไปทำไมอีก

“ท่านเทพผู้ชี้ชะตาโปรดเมตตา ฉันไม่อยากกลับไปอีกแล้ว ฉันไม่อยากเผชิญหน้ากับสิ่งที่เลวร้ายอีกแล้ว ขอร้องอย่าส่งฉันกลับไปเลย” หลินฟางร้องไห้อ้อนวอนแต่เสียงทุ้มแหบนั้นกลับพูดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน

“อดีตสามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวของเจ้าเอง”

“แก้ไขเหรอ...แก้ไขอย่างไร?”

“ไปได้แล้ว!”

“เดี๋ยวสิ! บอกฉันมาก่อน…”

วูบ

สิ้นเสียงของชายชราผู้นั้นก็เกิดลมแรงวูบหนึ่งราวกับคนผู้นั้นเพียงใช้มือโบกเบา ๆ สติของหลินฟางก็ดับวูบไป

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ความจริงเกี่ยวกับเมียน้อยของเขา
8.9
ช่างภาพสาวตั้งท้องสี่เดือนต้องใจสลายเมื่อพบความจริงในงานเลี้ยงว่า ภาคิน สามีผู้มั่งคั่งแอบสร้างครอบครัวซ้อนกับสิตา เมียน้อยใจอำมหิตที่กล้าทำร้ายเธอต่อหน้าฝูงชน แทนที่จะปกป้องเขากลับขับไล่เธออย่างไร้เยื่อใยเพราะมั่นใจว่าเมียที่แตกสลายคนนี้จะยอมจำนนต่อโชคชะตา ทว่าความแค้นที่สั่งสมทำให้เธอลุกขึ้นสู้ด้วยกลยุทธ์อันเยือกเย็น ภายใต้ท่าทีที่ดูสงบนิ่งคือแผนการทำลายภาพลักษณ์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบของพวกเขาให้พินาศคามือ เพื่อตอบแทนความทรยศที่เขาทำไว้ให้สาสม
หน้าปกนวนิยาย ท่านประธานโหดมาก
7.1
การถูกนอกใจผลักดันให้เธอสร้างเกมแก้แค้น โดยดึงชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลมาดนิ่งเข้ามาเป็นหมากเพื่อประชดอดีตคนรัก หวังเพียงใช้สถานะของเขาเป็นเครื่องมือ ทว่าความใกล้ชิดกลับทำให้ทุกอย่างพลิกผัน ภายใต้ความเย็นชาของเขามีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ ซึ่งค่อยๆ เข้ามาเยียวยาหัวใจที่พังทลายจนเธอเริ่มหวั่นไหว ความสัมพันธ์จอมปลอมที่เริ่มจากผลประโยชน์กลับกลายเป็นความผูกพันที่ยากจะตัดขาด เธอจึงต้องเผชิญบททดสอบสำคัญ ว่าจะเดินหน้าชำระแค้นต่อไป หรือยอมรับว่าตนเองได้ตกหลุมรักหมากตัวสำคัญในเกมนี้เข้าแล้วจริงๆ
หน้าปกนวนิยาย สามีที่ร้าย(รัก) [Blue Valentine's]
8.7
เมื่อความไว้ใจถูกทำลาย วิวาห์ที่เคยหวานจึงลุกเป็นไฟ ดรณ์ เดชาโชติช่วง มหาเศรษฐีหนุ่มที่ยอมทิ้งความร้ายกาจเพื่อหญิงสาวที่เขารัก กลับต้องกลายเป็นคนโง่เพราะคำลวงของภรรยา ความแค้นทำให้เขาตัดสินใจทวงคืนทุกอย่างด้วยความร้ายกาจที่ทวีคูณกว่าเดิมหลายเท่า ขณะที่อาภาภัทร หญิงสาวที่เคยวาดฝันถึงสามีผู้เพียบพร้อมและร่ำรวย กลับต้องเผชิญหน้ากับชายที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนหลังแต่งงาน เมื่อไร้ทางหนีเธอจึงต้องก้มหน้ารับกรรมในวิวาห์เดือดที่สามีมอบให้เพื่อชดใช้ความรักที่พังทลาย
หน้าปกนวนิยาย อุ้มรักเจ้านายใจร้าย
9.8
เมื่อนพรดาตั้งท้องกับเจ้านายใจร้ายที่ยืนกรานว่าไม่ต้องการมีพันธะหรือรับผิดชอบเธอในฐานะภรรยา ความเจ็บปวดจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอเลือกเดินจากไปพร้อมหยิ่งในศักดิ์ศรี แม้เขาจะยื่นข้อเสนอเพียงเรื่องเงินหรือการรับเลี้ยงเด็กโดยปราศจากความรัก แต่เธอกลับประกาศกร้าวว่าจะเลี้ยงลูกเพียงลำพังและให้เขาตายไปจากใจ หากวันใดที่ลูกต้องการพ่อ เธอพร้อมจะหาคนใหม่มาแทนที่เขา บทเรียนราคาแพงครั้งนี้คนใจดำอย่างเขาจะต้องเป็นฝ่ายเสียดายไปตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย หลังจากแต่งงานแล้ว ฉันจึงรู้ว่าฉันคือแสงจันทร์สีขาวของเจ้านาย
9.0
หลังจากแต่งงานแล้ว ฉันจึงรู้ว่าฉันคือแสงจันทร์สีขาวของเจ้านาย:แปดปีก่อน วินเซียนเล่อเป็นคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยที่ไม่เคยต้องทำงานบ้าน หยิ่งยโสและเอาแต่ใจ; ส่วนซางซือซวี่เป็นหนุ่มจากครอบครัวยากจนที่ถูกคุณหนูเลี้ยงดู ชีวิตลำบากแต่มีความเย็นชาและสง่างาม แปดปีต่อมา วินเซียนเล่อกลับกลายเป็นคุณหนูที่สูญเสียทุกสิ่ง ชีวิตถูกคนอื่นควบคุมและต้องทนทุกข์อย่างโดดเดี่ยว; ในขณะที่ซางซือซวี่กลายเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจที่ไม่มีใครกล้าหาเรื่อง เมื่อได้พบกันอีกครั้ง เขามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธที่ข้างหูของเธอ พูดด้วยความโกรธว่า "เพราะความเกลียดชังที่มีต่อคุณวินเท่านั้นที่ทำให้มีซางซือซวี่ในวันนี้" เธออดกลั้นน้ำตาและยิ้มอย่างไม่หวั่นไหว "ถ้าเช่นนั้นฉันก็คงเป็นผู้ที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จ คุณจะตอบแทนฉันอย่างไรดี ?" ในคืนฝนตกต่อมา เขากลับมาดันเธอที่ประตูห้องน้ำด้วยความโกรธและโมโห "วินเซียนเล่อ คุณห้ามแต่งงานและมีลูกกับคนอื่น! คุณเป็นของฉันคนเดียว!" เรื่องราวเริ่มต้นจากชีวิตที่ดูเหมือนปกติ แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยรอยร้าวของความสัมพันธ์และความลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ ตัวเอกต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งทำให้ชีวิตของเธอ/เขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อความจริงค่อย ๆ ถูกเปิดเผย ความไว้ใจถูกทำลาย ความรักกลายเป็นพันธนาการ และความแค้นเริ่มก่อตัวขึ้น ทุกตัวละครต่างมีแรงจูงใจของตนเองที่ผลักดันให้เรื่องราวดำเนินไปสู่จุดแตกหัก ท่ามกลางความขัดแย้ง ตัวเอกต้องเติบโตและเลือกเส้นทางของตนเอง ระหว่างการให้อภัยหรือการล้างแค้น ระหว่างการยึดติดอดีตหรือการเริ่มต้นใหม่ เรื่องราวเต็มไปด้วยการหักมุม การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ซึ่งค่อย ๆ คลี่คลายไปพร้อมกับแรงกดดันท
หน้าปกนวนิยาย เป็นสุดที่รักของผู้เผด็จการ
8.1
หลังทุ่มเทรักข้างเดียวให้เหลิ่งมู่หยวนมาสิบปี ฉู่จินเหอกลับถูกมองเป็นเพียงตัวตลก ในวันหย่าเขายังดูถูกให้เธอคุกเข่าอ้อนวอน แต่เธอกลับเซ็นใบหย่าและจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว สามเดือนต่อมาเธอกลับมาในฐานะประธาน LX ดีไซเนอร์ระดับโลก และเจ้าของเหมืองพันล้าน เมื่อตระกูลเหลิ่งซมซานกลับมาคุกเข่าขอขมา เธอก็อยู่ในอ้อมกอดของซีอีโอโจวผู้ทรงอิทธิพล พร้อมประกาศกร้าวว่าตอนนี้เธออยู่สูงเกินกว่าที่คนอย่างพวกเขาจะเอื้อมถึงอีกต่อไป