
เมียนายเปลว
ตอน 3
“ไม่ขายไร่ ไม่ได้เหรอคะคุณ”
หญิงชราสวมเสื้อลายดอกทานตะวันกับผ้าซิ่นลายแดง ขอร้องเสียงเศร้า
“ไร่เรามีกำไรนะครับ ไม่ได้ขาดทุน” ชายที่นั่งใกล้กันเสริม
การประชุมคนงานในไร่มีขึ้นในโรงอาหารพื้นซีเมนต์เปิดโล่ง มุงกระเบื้องลอนฟ้า ซึ่งห่างจากตัวบ้านที่นพจักรเคยพักมาประมาณสามร้อยเมตร
หลายคนยืนจับกลุ่มกันหน้าครัว ซึ่งเป็นผนังก่ออิฐ ตีไม้ระแนงซี่ ๆ แทนหน้าต่าง บางบานปิดทึบด้วยโปสเตอร์ดารานักร้องและปฏิทิน
เปลวยืนกอดอกพิงหลังต้นเสาใกล้ ๆ เมลานี ไม่แสดงท่าทียินดียินร้ายเพราะเตรียมใจไว้แล้ว
“แต่ฉันบริหารไร่นี้ไม่ได้ ฉันทำไร่ไม่เป็น ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย”
เธอใช้เหตุผลเลี่ยง ไม่ตอบความจริงว่าต้องการขายไร่เพื่อแก้แค้นนพจักร
“ไม่เป็นไรครับ ก็ปล่อยให้คนเก่า ๆ เขาทำไป ว่าง ๆ คุณค่อยลงมาดูจากกรุงเทพก็ได้”
“ใช่ครับ ๆ เอาตามที่ตาชิตบอกก็ได้”
หลายเสียงสนับสนุน เมลานีหน้าปั้นยาก แต่ก็ตัดสินใจแล้ว
“ยังไงฉันก็จะขายไร่ คนที่อยากอยู่ต่อก็ให้ไปลงชื่อกับฝ่ายบุคคลไว้ ส่วนใครที่ไม่อยากอยู่ ฉันจะให้ทางนั้นจ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมายแรงงาน”
หญิงสาวเม้มปาก ใบหน้าเชิดขึ้น เพื่อเรียกความมั่นใจในการตัดสินใจครั้งใหญ่ของตน
“คุณใจร้าย ไม่คิดถึงคนจน ๆ ไม่มีที่ไปอย่างพวกเราเลย” หญิงคนเดิมถึงกับน้ำตาปริ่ม
“ฉันไม่ได้ใจร้ายนะคะ อย่างน้อยยายก็ได้เงินไปเป็นทุนรอนเริ่มชีวิตใหม่”
“คนรวย ๆ อย่างคุณไม่เข้าใจอะไรหรอก”
“ทำไมจะไม่เข้าใจ สามีฉันเพิ่งเสียไปทั้งคนนะ แต่ฉันยังอยู่ ชีวิตคนต้องมูฟออน ยายคงไม่คิดจะอยู่ที่ไร่นี้ไปจนตายหรอกใช่ไหม”
พอเธอถามบ้างหญิงสูงอายุคนนั้นก็อึ้งไป
“รับเงินไปเถอะจ้ะ ยายก็แก่แล้วจะได้สบายไม่ต้องทำงานให้ตัวเองลำบาก” เมลานีพูดโดยไม่คิดอะไร แต่อีกฝ่ายร่างสั่นเทิ้ม
“นี่คุณหาว่าฉันแก่เหรอ” ผู้สูงวัยกว่าชี้หน้าเมียนาย คำว่าแก่...เป็นคำแสลงหูมากสำหรับผู้หญิงบางคน
“ก็ยายแก่ จริงไหมล่ะ”
สาวชาวกรุงชี้หน้ากลับ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากคนงานได้เป็นอย่างดี เพราะรู้ดีว่าคนที่โดนเรียกมักไม่ยอมรับว่าตนแก่ ผมยังย้อมดำอยู่เสมอ เสื้อต้องลายสดใส ผ้าซิ่นต้องสีเจ็บ
“ถ้าเรื่องมากนัก ฉันจะให้ตำรวจมาจัดการ”
เปลวยิ้มมุมปาก คาดอยู่แล้วว่าเธอต้องขู่ด้วยไม้นี้ ยายคนนั้นสะบัดหน้าพรืด เดินลงเท้าปึง ๆ ออกจากโรงอาหารไป
สายตาหลายคู่มองเมลานีอย่างไม่เป็นมิตร ความรู้สึกหดหู่และผิดหวังลอยวนอยู่ในอากาศ เธอคิดว่าตัวเองไม่ผิด ไม่ได้เอาเปรียบใคร หาทางออกดีที่สุดให้แล้ว
“คุณขิงกินอะไรมาหรือยัง”
คนที่เงียบมานานถามเป็นประโยคแรก เพราะตั้งแต่เข้าไร่ เธอก็มาประชุมคนงานเลย นี่ก็ผ่านมาเป็นชั่วโมงจนตะวันคล้อยยอดไม้ลงต่ำมากแล้ว ขนาดเขาเป็นผู้ชายยังแสบท้อง แล้วคนตัวบาง ๆ อย่างเธอจะไม่หิวเลยหรือ
“ขึ้นไปพักบนเรือนใหญ่ก่อนเถอะครับ”
เปลวหมายถึงบ้านไม้สักราคาแพงที่ทำเป็นแบบเคบินบนเขาในภาพยนตร์ต่างประเทศ ตามรสนิยมนพจักร
“ไม่อยากต่อว่าฉันอีกคนเหรอ เรื่องจะขายไร่”
คนงานเดินออกไปจนเกือบจะหมดแล้ว เหลือเพียงคนครัวที่เริ่มจัดเตรียมอาหารมื้อต่อไป...กับเขาและเธอ
“ก็คุณบอกผมอย่างนั้นมาตั้งแต่ต้นแล้วนี่นา” เขายักไหล่ผึ่งผาย เดินนำไปยังทางเดินขึ้นสู่เรือนหลังใหญ่
“เป็นธรรมดา เพราะคุณเป็นเจ้านาย พวกผมเป็นแค่ลูกจ้าง”
เปลวเปิดประตูไม้ที่ท่าทางหนาหนัก ดังกับมันเบาหวิว หญิงสาวย่นจมูกรับรู้ได้ว่าโดนประชด
“ในครัวบนตู้มีของแห้งอยู่นะครับ พวกมาม่า ปลากระป๋อง ของสำเร็จรูป”
ดูท่าหัวหน้าคนงานจะคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ดี
“แล้วหลังนั้นค่อยมาตรวจบัญชีกัน คุณขิงคงจะสนใจ”
ร่างบางเม้มปากตาวาว ยิ่งเพิ่มความไม่ชอบใจนายคนนี้มากขึ้น...ผู้ชายไม่มีสัมมาคารวะ แต่ช่างเถิด อีกไม่นานก็ไม่ได้เจอกันแล้ว
เปลวปล่อยให้เธอเคว้งอยู่คนเดียวในครัว เพราะเขาบอกว่าจะไปเตรียมเอกสารไว้ให้ตรวจสอบ เมลานีไล่เปิดตู้แต่ละใบก็เห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตามเขาบอก
ทีแรกไม่ค่อยหิว แต่เมื่อใส่น้ำร้อน กลิ่นหอมเจียวยั่วใจเหลือเกิน เธอจึงจัดการไปหนึ่งถ้วยพร้อมนมหนึ่งกล่อง ระหว่างนั้นสายตาก็ส่องสำรวจบ้านหลังใหญ่ไปพลาง ๆ
นพจักรเคยไปเรียนต่ออเมริกา ณ รัฐเท็กซัส เขาชอบคาวบอย ชอบม้า อยากทำไร่ การตกแต่งบ้านหลังนี้ออกสไตล์ตะวันตก ตั้งแต่ผนังเป็นไม้ประดับเขาสัตว์ เตาผิงหลอก ๆ ซึ่งมีกรอบรูปและถ้วยรางวัลอะไรก็ไม่รู้วางอยู่ด้านบน
คิด ๆ แล้วก็ใจหาย ขอบตาผ่าว คนรอบข้างค่อย ๆ ทยอยตายไปแบบปัจจุบันทันด่วน สามปีก่อนก็คุณป้าผู้เลี้ยงดูมานาน ปีนี้ก็นพจักร แล้วต่อไป...
“เอกสารเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ”
เปลวบอกแต่ต้องชะงัก เมื่อเจอภาพเมียนายน้ำตารื้น หญิงสาวใช้นิ้วกรีดระคนกะพริบตาปริบ ๆ ไล่น้ำตา
“คุณพักก่อนก็ได้นะครับ ถ้าสบายใจเมื่อไรแล้วค่อยดู”
จากเคยเฉยชาติดจะไม่ชอบเธอด้วยซ้ำ ชายหนุ่มอ่อนโยนลงหน่อย เมลานีคงเสียใจมาก เป็นธรรมดาของคู่สามีภรรยาที่คนหนึ่งคนใดต้องจากไปในวัยอันไม่สมควร
“ไม่เป็นไร มาทำให้เสร็จ ๆ ไปกันเถอะ” เธอสูดลมหายใจเต็มปอด เรียกสติให้กลับมาสู่เรื่องปัจจุบัน
“พาฉันไปตรวจเอกสารที”
เขาเดินนำไปยังห้องทำงานซึ่งติดระเบียงกว้าง มองทอดออกไปเห็นไร่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
“ข้อมูลบัญชีทุกอย่างอยู่ในคอมพิวเตอร์ ไฟล์นี้ครับ”
หญิงสาวนั่งลงหลังโต๊ะทำงานใหญ่ โน้ตบุ๊กวางแสดงไฟกะพริบว่ายังทำงานอยู่
“คุณตรวจได้เลย” เปลวยืนข้าง ๆ ก้มไหล่ลง พลางใช้เมาส์ไร้สาย เลื่อนเคอร์เซอร์แนะนำ เมลานีรู้สึกถึงไอร้อนซึ่งแผ่ออกมาจากท่อนแขนกำยำสีทองแดง
“ส่วนข้อมูลของเดือนนี้ทางบัญชียังไม่คีย์ลง เพราะรอรวบทำทีเดียวปลายเดือน ไร่มีออฟฟิศห่างโรงอาหารไปหน่อย ถ้าคุณอยากดูเดี๋ยวผมให้คนเอามาให้”
ใบหน้าเขาอยู่เหนือศีรษะเธอนิด ๆ ใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นลมหายใจฉุน ปนกลิ่นหญ้าแห้ง หญิงสาวเหลือบดูคางที่เต็มไปด้วยหนวดครึ้ม สลับนิ้วแข็งแรงที่กดสลับซ้ายขวาบนเมาส์
“อยากได้ไหมครับ...”
“อะไรนะ!” เธอถึงกับสะดุ้ง หน้าแดง เมื่อตระหนักได้ว่าตนกำลังจินตนาการเลยเถิด...แบบไม่สมควรเสียด้วย
“ผมถามว่าคุณอยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มอีกไหม”
“ไม่เป็นไร แค่นี้ก็พอแล้ว นายเปลวไปทำงานตัวเองต่อเถอะ”
บ้านหลังนี้นอกจากจะให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในยุคคาวบอยตะวันตกแล้ว นายเปลวยังหุ่นเร้าใจ ยั่วอารมณ์เธออีก
เมลานีไม่ใช่สาวน้อยอ่อนใสไร้เดียงสา เธอยอมรับตรง ๆ ว่าเปลวมีบุคลิกลักษณะเป็นที่ต้องใจต้องตาคนง่าย ตาดำลึกคมเข้ม รูปร่างกำยำ สูงใหญ่ ผิวสีทองแดง โหนกแก้มสูง สันกรามชัด เหมือนพวกนายแบบลาติน แม้หนวดเคราจะรุงรังเป็นมหาโจรไปหน่อยก็เถอะ
หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาชื่นชมคนหุ่นดี มองด้วยความประทับใจในภาพลักษณ์ ซึ่งไม่ผิดกับมองดอกไม้สวย ๆ แต่จะให้ไปยุ่งด้วย เธอไม่เอาล่ะ เธอเป็นเจ้านาย เขาเป็นคนงาน แม้จะเป็นระดับหัวหน้าก็ตาม
เธอยังมีความเจ้ายศเจ้าอย่างที่ติดมาจากคุณป้าผู้ล่วงลับ ในโลกแห่งสิทธิเสรีภาพนี้ ผู้คนอาจจะมีสิทธิเท่ากัน แต่ทว่าอุปนิสัยและสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูทำให้คนต่างกัน หากเลือกได้ เมลานีอยากคบคนที่อยู่ในสังคมระดับเดียวกันมากกว่า
เปลวไม่ได้ออกไปข้างนอกดังคาด เขานั่งที่โต๊ะทำงานอีกตัวข้างประตู เปิดโน้ตบุ๊กอีกตัวพิมพ์บางอย่าง
“นายเปลวทำอะไรน่ะ”
แทนที่จะได้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ กลับกลายเป็นเขาอยู่ด้วย เมลานีไม่สะดวกใจรู้สึกเหมือนถูกควบคุม เธอเป็นเจ้านายนะ ส่วนเขาลูกน้อง
“ทำงานของผมยังไงล่ะครับ” เขาตอบโดยสายตายังจ้องจอ “คุณบอกว่าจะขายไร่ จะจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ผมเลยต้องมาทำข้อมูลพนักงานว่าใครทำงานมากี่ปี จะได้จ่ายเงินถูก”
“นั่นมันเป็นหน้าที่ฝ่ายบุคคลนี่”
“เธอตายไปแล้วครับ...พร้อมคุณนพ”
ใจเมลานีแปลบ หน้าเสียขึ้นมาทันที
“เอ่อ...ผมขอโทษครับ” เสียงห้าวเนิบ เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งอึ้งไปนาน
“ไม่เป็นไร มันผ่านไปแล้ว”
นพจักรดีกับเธอ แต่เขาก็เจ้าชู้ จึงทำใจมีลูกกับเขาไม่ลงเสียที แม้เป็นสามีที่มาจากการคลุมถุงชน แต่เธอต้องการครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่อยากให้ลูกเหงาท่ามกลางทรัพย์สมบัติมากมายเหมือนตัวเองเคยเป็น
“พี่เปลว” หนุ่มคนที่ไปรับเธอกับเขาโผล่หน้ามาในห้อง “เสี่ยเชิดชัยมา เขาบอกจะมาหาคุณขิง”
แวบหนึ่งที่ดวงตาดำสนิทวาวโรจน์ขึ้น ก่อนปรับราบเรียบดังเดิม
“อ้อ! เสี่ยเชิดชัย”
คนนี้แหละที่โทรหาเธอเรื่องขอซื้อไร่
“เขาอยู่หน้าบ้านครับ”
หญิงสาวปิดคอมพิวเตอร์ รีบออกไปพบแขกคนสำคัญโดยพลัน
เสี่ยเชิดชัยเป็นหนุ่มใหญ่ ผิวขาว ตาหยี ร่างท้วม ลูกน้องรายรอบเยอะ ตัวเขาเองสวมเสื้อเชิ้ตลายทาง กางเกงสแล็กส์ ไว้หนวดเรียวงามเหนือริมฝีปาก คอเห็นสร้อยทองกับกรอบพระออกมาแพลม ๆ ใต้ปกเสื้อ
“คุณขิงใช่ไหมครับ ตัวจริงสวยกว่ารูปอีกนะเนี่ย”
เมลานีเชิญเขาเข้าห้องรับแขก คร้านจะถามว่าไปเคยเห็นรูปเธอที่ไหน แต่คิดอีกทีคนที่ท่าทางมีอิทธิพลขนาดนี้ เรื่องจะสืบหาประวัติใครสักคนหนึ่ง อย่างเช่นเธอคงไม่ใช่เรื่องยาก
“ผมจะมาคุยเรื่องซื้อไร่ครับ”
สายตาเสี่ยใหญ่บ่งบอกว่าสนใจหญิงสาวอย่างชัดเจน ไม่เกรงตาดุ ๆ ของเปลวและลูกน้องอีกคน ซึ่งยืนคุมเชิงดูสถานการณ์อยู่เลย
“ที่เคยโทรหา”
เมลานีเหลือบสบตาเปลว ซึ่งส่อแววตำหนิที่ไม่เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง เธอเม้มปากเชิดหน้าขึ้น ยิ้มเย็น ด้วยถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของตน ซึ่งไม่เกี่ยวกับลูกน้องอย่างเขา
“ราคาเท่านี้สนใจไหมครับ” เขาหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นแพงมากดแทนเครื่องคิดเลข
“ฉันให้คนเช็กราคาประเมิน มันน่าจะได้ตัวเลขนี้” เธอยื่นกลับคืนให้พร้อมตัวเลขอีกชุด
“โอ๊ะ! สูงจังครับ”
“แต่มันคุ้มใช่ไหมคะ เพราะไร่นี่พร้อมให้เข้ามาบริหารเลย ทุกอย่างเตรียมไว้แล้ว”
เมลานีไม่ใช่มือใหม่ในการเจรจาธุรกิจ ตอนแรกตั้งบริษัทต้องหาซัพพลายเออร์วัตถุดิบกระเป๋า ก็เธอเองนั่นแหละที่วิ่งไปเจรจาต่อรอง รู้ว่าเสี่ยสนใจไร่นี้มาก เหลือแต่โก่งให้ถึงราคาที่เธอพอใจ
“แต่ก็ยังแพงอยู่ดีนะครับ”
เมียนพจักรสวย แต่เคี้ยวยาก ผัวตายพร้อมกับชู้รัก ไม่มีเสียใจสักนิด เขารู้ว่าเธออยากขายทิ้งแก้แค้นผัวจนตัวสั่น เหลือแต่เรื่องราคาเท่านั้น
“ผมขอคิดดูก่อนนะครับ”
“อย่านานนักนะคะ ของดี ๆ มักหมดเร็ว”
เมลานีแกล้งเย้า รู้ว่าเขาจะซื้อแน่ แค่ถ่วงเวลาไว้เท่านั้น หากพลาดจากเสี่ยเชิดชัยก็ยังมีลูกค้าสำรอง ท่านนายพลเพื่อนเก่าคุณป้าอยู่อีกคน รายนั้นเคยเปรย ๆ ว่าอยากทำไร่หลังเกษียณ
เสี่ยเชิดชัยกลับไปพร้อมกับบรรยากาศอึมครึมจากหัวหน้าคนงาน ยามเขาและเธอเดินกลับมาในห้องทำงาน
“ไม่ขายไร่ไม่ได้เหรอคุณขิง” เปลวยืนอยู่หน้าประตู ขณะเมลานีนั่งลงเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจบัญชีต่อ “มันยังทำกำไรได้อยู่นะ ไม่ได้ขาดทุน คุณก็เห็นในงบบัญชีนี่”
“ฉันเห็นแล้วล่ะนายเปลว แต่ฉันดูแลไร่ไม่ได้ มันเหนื่อยเกินไป” เธอยังปิดบังเหตุที่แท้จริงอยู่ ถอนหายใจยาว ไล่สายตาไปตามตัวเลขบนจอ
“แล้วถ้าผมดูแลแทนคุณล่ะ ให้กำไรทุกบาททุกสตางค์ตามแต่ที่คุณอยากจะเอาไปทำอะไร” เปลวเดินเข้ามาใกล้ มีเพียงโต๊ะทำงานเท่านั้นที่กั้นทั้งสองไว้ “เสี่ยเชิดชัยไม่ใช่เจ้านายที่ดีนัก คนแถวนี้รู้ดี คนงานในไร่อยู่ไม่เป็นสุขแน่”
คุณอาจจะชอบ





