
เสี้ยวอสูร
ตอน 3
บทที่ 3
จะว่าแคว้นเฟิงฝูนั้นอยู่ไม่ไกลก็อาจจะคาดเดาผิดไปสักหน่อยนัก ใช้เวลาร่วมสองราตรีเลยทีเดียวกว่าจะมาถึงอาณาเขตแว่นแคว้น ซิ่นเฉิงไม่กล้าเข้าใกล้แคว้นนั้นไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยเขาจะต้องสำรวจให้ถ้วนถี่เสียก่อนว่าทางหนีทีไล่ของแคว้นนี้อยู่ที่ใดบ้าง เมื่อช่วงชิงซิ่นจินและพาหลบหนีออกมาแล้ว ทางไหนที่เขาและพรรคพวกจะไม่ถูกจับได้
ทว่า... เท่าที่เห็นดูเหมือนจะมีแค่ประตูทางเข้าแคว้นเท่านั้นที่เป็นทางเข้าออกแห่งเดียวของแคว้นนี้ เหนือประตูบานใหญ่ก็เต็มไปด้วยเหล่าทหารอมนุษย์ที่เฝ้าประจำการตามจุดต่างๆ ของรั้วหินสูงตระหง่าน
เห็นทีคงจะต้องปลอมตัวเป็นพ่อค้าแฝงกายเข้าไปสืบเสาะข้อมูลเสียก่อน จากนั้นค่อยสืบเสาะเรื่องราวของเทียนอี้จากทาสในนั้น...
ทาส... ถูกต้อง แคว้นเฟิงฝูนั้นถูกอมนุษย์ครอบครองมานานหลายร้อยปี ตอนยังเยาว์วัย ซิ่นเฉิงเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่าอมนุษย์เหล่านี้เคยเป็นเทพชั้นสูงบนสวรรค์ หากแต่ต้องโทษกบฏจึงถูกขับไล่ จุติและอุบัติใหม่อีกครั้งในโลกมนุษย์ในฐานะเทพอสูร เพราะได้ครอบครองผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในทะเลทรายแห้งแล้งแห่งนี้ บรรดามนุษย์ที่ทนต่อความแร้นแค้นไม่ไหวจึงเข้าสวามิภักดิ์ บุรุษยอมตกเป็นทาสให้ใช้แรงงาน สตรียอมมอบร่างกายเพื่อสร้างทายาทให้แก่อมนุษย์เหล่านั้นด้วยอมนุษย์ไม่มีผู้ใดเลยที่เป็นหญิง
น่าแปลก... แต่ซิ่นเฉิงก็หาได้สนใจไม่ ทำเพียงแค่นหัวเราะออกมาเท่านั้น
เทพอสูรเช่นนั้นหรือ? เบียดเบียน พรากญาติพี่น้อง ช่วงชิงทุกอย่างของมนุษย์สมควรถูกเรียกว่าอมนุษย์ถึงจะเหมาะสมกว่า
ความคิดนั้นสิ้นสุดลงเมื่อเห็นดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยเข้ายามอุ้ย1 ซิ่นเฉิงก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า ปลอมตัวเป็นพ่อค้า ปิดบังอำพรางใบหน้าและคลุมศีรษะ แฝงกายเข้าไปในแคว้นเฟิงฝูกับคนสนิทอีกหยิบมือ พวกที่เหลือให้ซุ่มรออยู่ด้านนอกเพื่อให้รอพาหลบหนีเมื่อชิงตัวซิ่นจินมาได้สำเร็จ
การสำรวจแคว้นเฟิงฝูนั้นช่างเป็นไปอย่างยากลำบาก ด้วยเหล่านักรบชนเผ่าเร่ร่อนหาได้เคยเห็นบรรยากาศเช่นนี้มาก่อน มันช่างแตกต่างจากผืนทะเลทรายที่เขาคุ้นเคยนัก ร้านรวงเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ผู้คนทั้งมนุษย์และเทพอสูรแต่งกายด้วยอาภรณ์แปลกตา ต่างจากอาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่ยิ่งนัก แม้จะตกใจกับบรรดาเทพอสูรที่มีรูปลักษณ์กึ่งสัตว์ กึ่งมนุษย์ อีกทั้งยังมีรูปโฉมที่หลากหลายคละเคล้ากันไป แต่ที่ทำให้ตกตะลึงไปมากกว่านั้นก็คือ...ต้นไม้
ต้นไม้สีเขียวขึ้นกระจัดกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ของแคว้นเฟิงฝู มองแล้วเหมือนกับสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน บรรดานักรบหนุ่มถึงกับครางออกมาด้วยประหลาดใจไม่ได้ ขณะที่ซิ่นเฉิงหาได้สนใจเรื่องเหล่านั้น นอกจากจะมองหาสถานที่ซึ่งเป็นที่พำนักของอมนุษย์นามเทียนอี้
การค้นหาไม่ใช่เรื่องยากนักด้วยเทียนอี้เป็นหนึ่งในแม่ทัพคนสำคัญของแคว้นเฟิงฝู เพียงเอ่ยปากถามทาสรับใช้ของร้านโอสถในละแวกตลาดก็ได้รับคำตอบว่าที่พำนักของเทียนอี้คือจวนแม่ทัพทางทิศตะวันตก ซิ่นเฉิงแสร้งเดินผ่านอยู่หลายครั้งหลายครา พลางพินิจว่าจวนใหญ่แห่งนี้ ถึงจะมีทหารรักษาการณ์รายล้อมอยู่รอบ แต่ก็หาได้ยากยิ่งสำหรับการลอบเข้าไปนัก ก่อนจะรีบหาที่ซ่อนตัวหลบ รอจนตะวันลาลับขอบฟ้าต่อไป
เมื่อผืนฟ้าทอแสงสีดำ นภาประดับดวงดาราประกายระยับ เสียงเคาะบอกว่าเป็นยามโฉ่ว2ดังแว่วมาให้ได้ยิน ซิ่นเฉิงกับพรรคพวกซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในซอกซอยเล็กๆ แห่งหนึ่งค่อยๆ เผยเรือนกายออกจากความมืด ภายใต้ผ้าคลุมหน้ามิดชิดนั้น ต่างฝ่ายต่างพยักหน้าให้กันเป็นสัญญาณบอกว่าควรแก่เวลาแล้ว
แม้จะเป็นคนทะเลทราย แต่ก็หาได้ไร้ซึ่งวรยุทธ์ ซินเฉิ่งและสหายพากันใช้วิชาตัวเบาปีนไต่ไปตามหลังคาบ้านเรือนกระทั่งถึงอาณาเขตจวนของแม่ทัพเทียนอี้ ครั้นเห็นว่ารอบข้างปลอดสายตาจากทหารยาม ซิ่นเฉิงก็เป็นคนแรกที่กระโดดข้ามรั้วสูงเข้ามายังสวนด้านใน ทันทีที่พรรคพวกตามเข้ามา เขาก็ชี้นิ้วเป็นสัญญาณว่าผู้ใดควรไปทางไหน
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งไปที่เรือนทางซ้าย อีกคนไปทางขวา มีเพียงซิ่นเฉิงเท่านั้นที่ยังอยู่ในสวนของเรือนใหญ่ เขาทอดมองไปยังสิ่งก่อสร้างที่ดับไฟเสียมืดสนิทตรงหน้าด้วยแววตามุ่งมั่น
เรือนไหนสักเรือนต้องมีซิ่นจินอยู่ข้างใน
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะพานางกลับออกมาให้จงได้!
กลิ่นสาบประหลาดลอยมาตามลมเตะเข้าจมูกของร่างกำยำภายในห้องหนังสือเข้าอย่างจัง ทำเอาอมนุษย์ที่นั่งอ่านตำราการศึกชะงัก วางสิ่งที่ถืออยู่ในมือลงเพื่อสูดลมหายใจเข้าปอดและพินิจอีกครั้งว่าเมื่อครู่เขาเข้าใจผิดไปหรือไม่ แต่เมื่อกลิ่นที่ลอยเข้ามาเตะจมูกนั้นช่างไม่คุ้น เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าในจวนนั้นมีผู้บุกรุก
ถึงพวกเขาจะอยู่ท่ามกลางทะเลทราย แต่กลิ่นทรายคละคลุ้งเช่นนี้ย่อมไม่ใช่กลิ่นของคนในแคว้นเฟิงฝูอย่างแน่นอน อีกทั้งกลิ่นนั้นก็หาใช่กลิ่นเทพอสูร หากแต่เป็นกลิ่นของมนุษย์
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่ได้กลิ่นนี้ ข้ารับใช้คนสนิทซึ่งมีใบหน้าเป็นจระเข้เองก็ได้กลิ่นเช่นกัน ไม่แน่ใจนักว่าความรู้สึกที่ไวเช่นนี้เป็นเพราะความสามารถซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเทพ หรือเป็นเพราะสัญชาตญาณสัตว์กันแน่ กระนั้นก็หาได้สนใจเมื่อพ่อบ้านเหลียงเอ่ยขึ้น
“จะให้จัดการเลยหรือไม่ขอรับ ท่านแม่ทัพ...”
ดวงตาเรียวสีทองอำพันชำเลืองมองผู้พูด พอจะเดาได้ว่าผู้ใดบุกรุกเข้ามายามวิกาลและมาเพื่อการใด เพราะกลิ่นนั้นช่างไม่ต่างอะไรจากกลิ่นของว่าที่ฮูหยินของเขาซึ่งเพิ่งถูกนำตัวเข้าจวนมาในวันนี้ ก่อนจะว่าด้วยน้ำเสียง เนิบนาบ
“ปล่อยไปก่อน ให้กระทำการตามใจสักครู่ แล้วค่อยให้ทหารไปจัดการ”
เสียงนั้นเป็นของประมุขจวน...แม่ทัพเทียนอี้ ท่าทางเขาดูไม่ยี่หระกับสิ่งใด เมื่อสิ้นเสียงก็ทอดสายตาอ่านตำราบนโต๊ะอีกครั้ง ปล่อยให้พ่อบ้านเหลียงพยักหน้ารับคำและนั่งนิ่งเงียบๆ คอยรับใช้ใกล้ชิดอยู่เช่นเดิม
จวนแม่ทัพกว้างขวาง ใช้เวลานานอยู่โขทีเดียวในการสำรวจแต่ละห้องในจวนกว่าจะค้นพบว่าซิ่นจินถูกนำมาขังไว้ที่ห้องหนึ่งของจวนใหญ่ซึ่งซิ่นเฉิงสำรวจอยู่ เขาพบนางโดยบังเอิญเสียด้วยซ้ำ เพราะเสียงสะอื้นร่ำไห้ที่ดังลอดออกมาทำให้ชายหนุ่มไม่รอช้า ผลักบานประตูเข้าไป แล้วก็พบกับนางที่ฟุบหน้าอยู่กับฟูกนอน
ครั้นเอ่ยเรียก...
“ซิ่นจิน...”
หญิงสาวก็ผินหน้ามามองยังผู้มาใหม่ ทันทีที่เห็นบุรุษนิรนามในอาภรณ์ปกปิดหน้าตา นางก็จำได้ทันทีว่าชายผู้นั้นคือพี่ชายฝาแฝดของตน
“ท่านพี่” ร่างบางผุดลุก โผเข้าหาอีกฝ่ายอย่างร้อนรน “ท่านมาที่นี่ได้เช่นไร แล้วท่านพ่อล่ะ”
“เรื่องนั้นไว้ข้าจะตอบเมื่อพาเจ้าออกไปได้ ตอนนี้รีบตามข้ามาก่อนเถิด” ซิ่นเฉิงว่าเร็วๆ คว้าข้อมือของน้องสาวให้รีบก้าวตาม
ซิ่นจินไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องอยู่ต่อ ถึงนางจะไม่ขัดเมื่อครั้งบิดาเอ่ยปากแลกเปลี่ยนตัวนางกับชีวิตของคนในเผ่า แต่ก็หาใช่ว่านางอยากจะมาเป็นฮูหยินของอมนุษย์ผู้นั้น ต่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของนางจะดีขึ้น นางก็หาได้ยินดีไม่
การเป็นฮูหยินเพื่อสร้างทายาทอมนุษย์นั้นทำให้นางเหมือนไปเยือนปรโลกทั้งเป็น!
หากแต่การหลบหนีไม่ง่ายนัก เมื่อเทียนอี้ซึ่งปล่อยให้พวกแมวขโมยจากทะเลทรายเดินเล่นอยู่ในจวนนานสองนานออกคำสั่งให้พ่อบ้านเหลียงสั่งการทหารเข้าจับกุม พรรคพวกของซิ่นเฉิงถูกจับได้เป็นอันดับแรก ก่อนที่ทหารพวกนั้นจะมาดักรอยังหน้าเรือนใหญ่ซึ่งเป็นเรือนหลักของแม่ทัพเทียนอี้
ทันทีที่เห็นทหารอมนุษย์ในร่างสรรพสัตว์กรูกันมาล้อม ซิ่นเฉิงก็ชะงักฝีเท้า ดันร่างของน้องสาวให้ไปหลบอยู่ทางด้านหลัง ขณะที่มือข้างหนึ่งดึงดาบวงเสี้ยวพระจันทร์ขึ้นมากระชับในมือแน่น หมายจะประหัตประหารอีกฝ่ายให้สิ้นซาก บัดนี้เขาคิดในใจแล้วว่าต่อให้ตัวต้องตาย เขาก็จะไม่ยินยอมให้ซิ่นจินตกเป็นของเทพอสูรเจ้าของจวนเป็นอันขาด
คิดเช่นนั้นก็ถลาเข้าหาเทพอสูรชั้นผู้น้อย เหวี่ยงกระหวัดดาบในมือด้วยท่าทางคล่องแคล่วและชำนาญ รูปร่างที่เล็กกว่าอมนุษย์เหล่านั้นทำให้เขาได้เปรียบในการหลบหลีก กระนั้นเรื่องพละกำลังก็ยังเสียเปรียบอยู่ หากแต่ซิ่นเฉิงก็สู้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี สายตาคอยชำเลืองมองซิ่นจินซึ่งอยู่ในอารามตกใจเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่านางยังปลอดภัย อีกทั้งสอดส่ายสายตาหาทางหนีทีไล่ไปด้วย โดยหารู้ไม่ว่าพรรคพวกของตนถูกจับไปแล้ว
เสียงเอะอะมะเทิ่งจากเรือนใหญ่ทำเอาเทียนอี้จำต้องวางมือจากตำราพิชัยอีกครั้ง ผุดลุกขึ้นพลางออกปากกับพ่อบ้านเหลียง
“ข้าจะไปดูสักหน่อยว่าเหตุใดการจับเจ้าแมวขโมยถึงได้เสียงดังถึงเพียงนี้ พ่อบ้านเหลียง บอกให้ทหารนำแมวขโมยอีกสองคนนั่นตามข้าไปด้วย”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
สิ้นเสียงของพ่อบ้านเหลียง ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทก็เคลื่อนออกจากห้องหนังสือ มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนใหญ่ทันที
ผ่านไปเพียงครู่ ซิ่นเฉิงเริ่มรู้สึกตัวว่าการต่อกรกับอมนุษย์ไม่ใช่เรื่องที่หาควรทำแต่อย่างใด เพราะนอกจากเขาจะต้องใช้แรงต่อต้านอย่างมหาศาลแล้ว เขาก็อาจจะหมดเรี่ยวแรงพาซิ่นจินหนีได้ ดังนั้นจึงเปลี่ยนแผน ตั้งใจจะพาหนีอย่างเดียวแทน พร้อมกันนั้นก็สบถบ่นพรรคพวกที่หายตัวไป ไม่โผล่มาในเวลาคับขันเยี่ยงนี้ไม่หยุด
เจ้าพวกนั้น... ไม่ใช่ว่าถูกจับไปแล้วหรอกนะ
ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าการที่หายไปนานขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะถูกจับได้แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นเสียงต่อสู้ดังสนั่นขนาดนี้ก็ต้องได้ยินและตามมาช่วยเขาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องพาซิ่นจินออกไปก่อน
“ซิ่นจิน!” คิดเช่นนั้นก็ร้องเรียกหญิงสาวที่หลบอยู่ไม่ไกล
นางถลาเข้ามาคว้ามือของพี่ชายที่ยื่นให้จับไว้อย่างรวดเร็ว เขากะใช้วิชาตัวเบาพานางหลบหนี หากแต่ยังไม่ทันจะได้ทำการใดๆ น้ำเสียงทุ้มของใครบางคนก็ดังขัดขึ้น
“จะพานางไปโดยทิ้งคนของเจ้าไว้เช่นนั้นหรือ?”
ซิ่นเฉิงชะงัก หันไปมองแล้วก็ต้องเบิกตาโตเมื่อเห็นว่าสหายร่วมรบถูกจับมัดมือไพล่หลัง เบื้องหลังมีทหารอมนุษย์ร่างโตคอยควบคุมอยู่อีกสองตน
“พวกเจ้า...” ครางออกมาด้วยประหวั่นวิตกเป็นยิ่งนัก
ขณะที่นักรบทะเลทรายพวกนั้นร้องตะโกนบอก
“หนีไปซะท่านพี่ ทิ้งพวกข้าไว้! อึ้ก!”
โดนทุบหลังไปทีหนึ่งโทษฐานเสนอหน้าพูดโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนพ่อบ้านเหลียงที่เป็นเจ้าของเสียงก่อนหน้าจะพูดขึ้นอีก
“หากข้าไม่สั่ง อย่าได้ปริปากออกมา”
“เจ้า!” ซิ่นเฉิงเห็นแล้วก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงจะเป็นพี่น้องร่วมสาบาน เขาก็ไม่ยอมให้ผู้ใดมาแตะต้องได้ง่ายๆ
ตั้งท่าจะปรี่เข้าหาบุรุษผู้มีศีรษะเป็นจระเข้ด้วยหมายสังหาร หากแต่ยังไม่ทันขยับเขยื้อน เสียงแหบห้าวของผู้มาใหม่ก็ดังขัดขึ้นอีก
“หยุดการกระทำของเจ้าก่อนที่จะต้องมีใครสักคนเสียเลือดเนื้อดีกว่า เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าเจ้าต่อกรกับพวกข้าไม่ไหว”
ซิ่นเฉิงหันไปมองก็เห็นว่าเป็นเงาตะคุ่มสูงใหญ่ ครั้นเงานั้นเดินเข้ามาใกล้ยังใต้ร่มไม้ สายตาก็เห็นชัดเจนว่าผู้มาใหม่นั้นมีรูปร่างเป็นเช่นไร
ศีรษะใหญ่ ใบหน้าช่วงจมูกและปากยาว ใบหูทั้งสองข้างตั้งตรงเส้นขนสีเงินยวงดกฟูไปทั่วเรือนร่าง อีกทั้งทางด้านหลัง...มีหาง
สุนัขป่า!?
ซิ่นเฉิงขมวดคิ้วมุ่น คนตรงหน้าหาใช่เทพอสูรทั่วไปที่เขาพบเห็นเป็นแน่ ด้วยสัมผัสได้ถึงรัศมีน่าเกรงขามบางอย่างที่ต้องทำให้เขาต้องสั่นเทาไปทั่วทั้งร่างอย่างมิอาจควบคุม ยิ่งถูกดวงตาสีทองอำพันจับจ้อง เขาก็รู้สึกราวกับว่าวิญญาณถูกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ เลยทีเดียว
กระทั่งอีกฝ่ายพูดขึ้นมาอีกครั้ง สติสัมปชัญญะของซิ่นเฉิงถึงได้กลับมาอีกครั้ง
“กล้าดีมากที่มาช่วงชิงตัวว่าที่ฮูหยินของข้าถึงในจวนเช่นนี้ ...เจ้าโจรทะเลทราย”
หรือนั่นจะเป็น...แม่ทัพเทพอสูรเทียนอี้!?
คุณอาจจะชอบ





