
อาเฟย
ตอน 3
พอเสียงปรบมือซาลง...องค์ชายสามอ้ายหยางก็ค้อมคำนับให้แก่ไท่ชินอ๋อง แล้วกล่าว
"ข้าน้อยด้อยฝีมือทางอักษรศาสตร์ ทำขายหน้าต่อหน้าไท่ชินอ๋องแล้ว"
พระชายาอาเฟยได้ยินได้แต่ขบฟันและคิดในใจ....เจ้าเสมอกับเกอเกอของข้า เจ้าบอกว่าขายหน้า อย่างนี้ก็หมายความว่า เกอเกอของข้าก็ต้องขายหน้าด้วยน่ะสิ...อยากเอาฝุ่นสกปรกริมทางเดินมาใส่ในน้ำชาให้เจ้ากินยิ่งนัก!
"อาเฟย...สายตาประสงค์ร้ายของเจ้าโจ่งแจ้งมากเกินไปแล้ว" ท่านอ๋องสี่กระซิบบอกพระชายาของตน "เก็บอาการหน่อย"
"ช่างข้า" พระชายาอาเฟยเสียงสะบัด "ไม่สนับสนุนข้าก็เฉยไปเลย ไม่ต้องมาซ้ำเติมข้า...จะอย่างไร องค์ชายเทียนเป่าก็เข้าใจข้ามากที่สุด"
ก็เจ้าทั้งสองคนมันเด็กเมื่อวานซืนเหมือนกันนี่...ท่านอ๋องสี่คิดในใจ
องค์ชายสามอ้ายหยางคลี่ยิ้มเย้ายวนใจแล้วกล่าวต่อ "แต่ข้าน้อยยังใคร่ขอโอกาสขอการชี้แนะทางดนตรีจากไท่หวางเฟยหลี่ชิงสักครั้ง"
แล้วหันไปทางไท่หวางเฟยหลี่ชิงพลางค้อมศีรษะให้ "หวังว่าไท่หวางเฟยจะไม่ปฏิเสธเรื่องเล็กน้อยนี้นะขอรับ"
"ชิงชิง...ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ" ไท่ชินอ๋องเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ ๆ ทว่าหนักแน่น
หลี่ชิงมองสีหน้าของเหล่าขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงแล้วนึกตรึกตรอง...แพ้หรือชนะ ยังไม่สำคัญเท่ากับไม่กล้าต่อสู้ หรือยอมแพ้ตั้งแต่ไม่ทันได้ต่อสู้!
และเหมือนว่า...การต่อสู้ครั้งนี้มีหน้าตาของหนานหยางทั้งแคว้นและไท่ชินอ๋องเป็นเดิมพัน...ยิ่งกดดันให้หลี่ชิงมิอาจหลีกเลี่ยงได้!!!
จึงประสานมือให้แก่องค์ชายสามอ้ายหยาง กล่าวเสียงเรียบ ๆ ว่า "เชิญองค์ชายชี้แนะ"
ดังนั้น...ทางฝ่ายคณะทูต จึงนำพิณตัวโปรดขององค์ชายสามอ้ายหยางเข้ามาตั้งบนโต๊ะสำหรับตั้งพิณ พร้อมเก้าอี้สำหรับนั่งดีดพิณ
ฝ่ายแคว้นหนานหยาง เจ้าหน้าที่ก็นำพิณที่ดีเลิศที่สุดออกมาตั้งบนโต๊ะตั้งพิณ พร้อมเก้าอี้นั่งเช่นกัน
"เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อไท่ชินอ๋อง...พวกเราสองคนร่วมบรรเลงเพลง ภูผา สายลม และจันทรา ของแคว้นหนานหยางดีหรือไม่? ไท่หวางเฟย" องค์ชายสามอ้ายหยางกล่าวเสียงนุ่มนวล
หลี่ชิงยิ้มรับตามมารยาท "ตามใจองค์ชายเถอะ"
เพลง 'ภูผา สายลม และจันทรา' เป็นเพลงที่รู้จักกันดีในแคว้นหนานหยาง เป็นเพลงที่จะว่า บรรเลงง่ายก็ง่าย บรรเลงยากก็ยาก เพราะเพลงนี้มีทำนองถึงเก้าชั้น
ชั้นหนึ่งถึงสามนั้นบรรเลงเป็นที่แพร่หลายกันมาก แต่ชั้นสี่ถึงหกนั้นจะต้องเป็นมืออาชีพจริง ๆ ส่วนชั้นเจ็ดถึงเก้านั้นถือว่าเป็นระดับอาจารย์ถึงปรมาจารย์
ไท่หวางเฟยหลี่ชิงนั้นฝึกมาได้แค่ชั้นสามเท่านั้นเอง ซ้ำยังไม่คล่องนัก
ดังนั้น...พอเริ่มบรรเลงพร้อมกัน
ไท่หวางเฟยหลี่ชิงก็ยิ่งกดดัน เพราะองค์ชายสามอ้ายหยางบรรเลงไต่ระดับขึ้นไปทีละชั้นจนถึงชั้นที่เจ็ด
หลี่ชิงฝืนไต่ระดับตาม แต่พอข้ามจากชั้นสามไปชั้นสี่
ตึ๊งงงง...สายพิณของหลี่ชิงก็ขาดสะบั้น!
องค์ชายสามอ้ายหยางบรรเลงเพลงจนจบ...คณะทูตพากันปรบมือเกรียวกราว
ไท่หวางเฟยหลี่ชิงหน้าซีดแล้วซีดอีก...รวมถึงสีหน้าของเหล่าขุนนางแคว้นหนานหยางก็ไม่สู้ดีนัก
องค์ชายสามยิ้มใส่ตาของหลี่ชิง "ไท่หวางเฟย...รอบนี้พวกเราไม่นับดีหรือไม่?"
หลี่ชิงข่มใจตอบว่า "ไม่จำเป็น...รอบนี้ข้าแพ้ท่าน"
"เช่นนั้น...พวกเรามาแข่งขันกันอีกรอบ ดีหรือไม่?" องค์ชายสามอ้ายหยางส่งยิ้มท้าทาย
"ได้" หลี่ชิงรับปากทันที เพราะความพ่ายแพ้กดดันเขาอยู่
"รอบนี้ พวกเรามาแข่งควบม้ากัน" องค์ชายสามอ้ายหยางเสนอ
หลี่ชิงเม้มปากนิดหนึ่ง...ตอนแรก เขาคิดว่าองค์ชายสามอ้าย หยางจะท้าทายแข่งขันบุ๋น (ศักยภาพทางศิลป์) เหมือนสองรอบแรก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะท้าทายให้แข่งขันบู๊ (ศักยภาพทางยุทธ์)
แต่ถลำตัวถึงขั้นนี้แล้ว ด้วยศักดิ์ศรีไท่หวางเฟยแห่งหนานหยาง เขาไม่อาจถอย
"ได้"
"ไม่" เสียงไท่ชินอ๋องดังขึ้นพร้อม ๆ กัน "ชิงชิง เจ้าไม่จำเป็นต้องแข่งขันอะไรอีก"
"ท่านอ๋อง..." หลี่ชิงกล่าว "ได้โปรดอนุญาตให้ข้าน้อยแข่งขันเถิดขอรับ...ข้าน้อยรู้ตัวว่ามิได้เก่งกาจเหมือนดั่งองค์ชายสามอ้ายหยาง แต่ใจข้าน้อยสู้ ใจของข้าน้อยและชาวหนานหยางทุกคนล้วนสู้และฮึกเหิม มิได้ขลาดกลัวแม้แต่น้อย...ถ้าข้าน้อยสู้แล้วแพ้ ข้าน้อยจะเพียรพยายามฝึกฝนใหม่จนกว่าจะชำนาญให้ได้ขอรับ"
ไท่ชินอ๋องรู้ว่า...หลี่ชิงมีความในใจอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวออกมา...จึงพยักหน้า
"ก็ได้...ข้าอนุญาต"
สนามแข่งม้าอยู่ในบริเวณพระราชวังเช่นกัน...
คนของคณะทูตจูงม้าสีขาวงดงามมาให้องค์ชายสามอ้ายหยาง
ฝ่ายแคว้นหนานหยาง...คนจูงม้าสีดำเป็นเงามันพ่วงพีสูงใหญ่งดงามมาให้หลี่ชิง เป็นเพียงเด็กชายอายุสิบสองปีคนหนึ่ง
พระชายาอาเฟยที่นั่งอยู่ในพลับพลากับท่านอ๋องสี่ ผุดลุกผุดนั่งอย่างกระวนกระวาย...เขากับหลี่ชิงเพิ่งฝึกหัดขี่ลูกม้าที่ไม่ต้องให้คนจูงได้ไม่นานมานี้เอง แล้วม้าตัวสูงใหญ่ขนาดนี้ แม้จะเคยขี่ แต่ก็ต้องมีไท่ชินอ๋องคอยโอบประคองหลี่ชิงอยู่ ส่วนเขาเองก็ต้องมีท่านอ๋องสี่คอยดูแลแบบแนบชิดแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันเช่นกัน
องค์ชายสามอ้ายหยางขึ้นม้าอย่างสง่างาม แล้วรอไท่หวางเฟยหลี่ชิงอยู่
ไท่ชินอ๋องจูงมือหลี่ชิงไปส่ง และรอให้หลี่ชิงปีนขึ้นหลังม้าด้วยตัวเองจนสำเร็จ แล้วดีดนิ้ว
ทันทีที่ได้ยินเสียงดีดนิ้ว...ม้าสีดำมันเงาก็ส่งเสียงร้องและพยศยกขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ
"อ๊า..." หลี่ชิงอุทานอย่างตกใจ แล้วร่างบอบบางก็ร่วงหล่นลงจากหลังม้า มาสู่อ้อมแขนแข็งแกร่งของไท่ชินอ๋องที่รอรับอยู่
ขณะที่หลี่ชิงยังงุนงงอยู่ในอ้อมกอดที่รัดแน่น...ไท่ชินอ๋องก็ประกาศว่า
"ไท่หวางเฟยหลี่ชิงประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหลังม้าที่พยศ ไม่สามารถแข่งขันได้...หากองค์ชายสามแห่งซีเป่ยยังต้องการจะแข่งขัน ข้าจะให้เด็กจูงม้าเป็นตัวแทนเข้าแข่งขัน" ว่าแล้วก็อุ้มร่างบอบบางมาที่พลับพลา วางลงอย่างเบามือให้นั่งเคียงข้าง
หลี่ชิงไม่กล้าแย้งอะไรอีก เพราะเห็นสีหน้าเย็นเยียบราวฉาบด้วยน้ำแข็งของผู้เป็นสามี
คุณอาจจะชอบ





